บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Review , 5 ความคิดเห็น
สำหรับการทำ blog หรือ website นั้น นอกจากเนื้อหามันจะต้องน่าสนใจแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือรูปแบบของ blog หรือ website ของเราอ่ะครับ ทีนี้บางคนนะบางคน ไม่นับผม เพราะปรกติแล้วผมไม่สนใจเรื่องรูปแบบซักเท่าไหร่ ก็คือบางคนเค้าสนใจน่ะครับว่าผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมยัง blog หรือ website ด้วย Browser ยี่ห้อต่าง ๆ หรือรุ่นต่าง ๆ นั้น จะได้เห็นรูปแบบการแสดงผลอย่างที่เจ้าของ blog หรือ website ต้องการให้เห็นหรือเปล่า
ทีนี้ไอ้ครั้นจะต้องมาลง Browser ทุกรุ่นทุกยี่ห้อเพื่อมาทดสอบ ก็คงจะลำบากเอาการอยู่ทีเดียว เลยมีคนคิดบริการซึ่งตรงตามแนวคิด Software as a Service ขึ้นมาน่ะครับ ซึ่งก็คือ SiteVista
เขาให้บริการที่เราต้องเสียตังค์นะครับ ก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ โดยบริการที่ให้แก่เราก็คือบริการทดสอบหน้า blog หรือ website ของเรา โดยที่เราจะทดสอบที่ไหนในโลกก็ได้ ขอแค่เราต่อ internet ได้ แล้วก็มี browser แค่ยี่ห้อเดียวก็พอ ที่เหลือเขาจัดให้ครับ
เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำ software ตามหลักการของ Software as a Service กันใหญ่แล้วครับ
Technorati Tags: software as a service, saas, sitevista
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, พิเศษ , 5 ความคิดเห็น
ตอนนี้โลกเรากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามคำทำนายของนักอนาคตศาสตร์ครับ ผมเองเคยได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ The Future of Money
ในนั้นอธิบายเรื่องการจ้างงานเอาไว้ด้วย มีความตอนนึงบอกว่า ต่อไปองค์กรจะลดขนาดลง เพราะทุกองค์กรต้องการลดต้นทุน อีกทั้งต้องการให้ผลผลิตหรือการบริการมีคุณภาพสูง จึงมีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตหรือการบริการนั้น ๆ มาทำงานให้ แทนที่จะสร้างคนในองค์กรเพื่อมาจัดการเรื่องดังกล่าวแทน
กลุ่มคนหรือบริษัทที่มาทำงานให้เราตรงนี้ มักถูกเรียกขานด้วยชื่อเรียกมากมาย แต่ชื่อที่นิยมเรียกกันก็คือ “consult” โดยรากศัพท์แล้ว consult หมายถึงผู้เชี่ยวชาญ แต่สำหรับผมแล้ว consult คงหมายถึง ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน
ผมมักพูดงี้เสมอกับเหล่าบรรดา consult ซึ่งทำให้พวกเขาปัดกันพัลวน แล้วก็ตอบกลับผมมาว่า “คุณไท้ ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ ถึงจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานน่ะ”
ก็ผมชอบเรียกงี้อ่ะ เท่ห์จะตายไป ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เราพักเรื่องการคุยเล่นกับ consult เอาไว้ก่อน แล้วแวะกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องอื่นก่อนดีกว่า
ปรกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร IT ไหน ๆ ในโลกนี้ก็ต้องประกอบด้วยสิ่งหลัก ๆ คือ ทุน, technology และแรงงาน ไอ้เจ้าทุนกับ technology จัดการง่ายครับ แต่แรงงานจัดการยากอ่ะ ดังนั้นเขาก็เลยมีการจัดการอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อปกครองแรงงานก็คือบุคลากรในองค์กรนั่นแหล่ะ ซึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมก็คือการจัดสายการบังคับบัญชา และการจัดผังองค์กร
จากภาพการจัดองค์กรข้างบน เราจะเห็นว่าไม่ว่าองค์กร IT ที่ไหนก็จัดแบบนี้ เรียบง่ายดีเน้อะ
ระดับบริหาร ก็ตั้งหน้าตั้งตากำหนดนโยบาย, หาเงินเข้าองค์กร, จัดสรรเงินที่ได้มาเป็นงบประมาณ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือผู้บริหารจะยุ่งอยู่กับเงินและนโยบายที่ทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน
ระดับจัดการ ก็ยุ่งอยู่กับคน งานหลักของระดับจัดการก็คอยสั่งคนโน้นคนนี้ให้ทำโน่นทำนี่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน ซึ่งกำหนดมาโดยระดับบริหาร
ระดับปฏิบัติการ วัน ๆ ก็หัวหมุนอยู่กับงาน งาน งาน และงาน ซึ่งมอบหมายมาโดยระดับจัดการที่คอยเอาแต่สั่งโน่นสั่งนี่ ให้ทำโน่นทำนี่ แล้วก็ทำออกมาแล้วไม่รู้ว่าทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน รู้แต่ว่าทำออกมาดี ก็เท่านั้น
อันนี้เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระครับ หมวกของใครก็เล่นไปตามบทของตัวเอง ผมใส่หมวกหลายใบแล้วครับ เลยรู้ว่าคนแต่ล่ะระดับเค้าคิด เค้ามีกรรมอะไร
ทีนี้จะเห็นว่าถ้างานมันไม่มาก งานมันเป็นงานที่ไม่ต้องการความเชี่ยวชาญ และงานมันไม่ต้องการให้ผลลัพท์ออกมาด้วยความรวดเร็วและดีเลิศ เราก็คงไม่ต้องคิดถึง consult จริงแมะ? แต่บางทีมันไม่ใช่งั้นอ่ะดิ บางทีเราก็อยากให้มันออกมาดี และที่สำคัญคนในองค์กรเรา ดันทำไม่ได้ด้วยน่ะสิ ทีนี้ก็คงต้องมี consult เพื่อมาช่วยชี้แนะให้คนในองค์กรเรา ทำให้ได้อ่ะ
จะเห็นว่าเมื่อองค์กรของเรามีการจัดจ้าง consult เข้ามาเป็นที่ปรึกษา คอยชี้แนะแนวทางการทำงานให้เป็นมาตรฐานแล้ว คนระดับบริหารก็จะได้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในเรื่องเงิน และงบประมาณ ในขณะที่คนระดับจัดการ ก็จะได้วิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการกับคนในบังคับบัญชาของตน เป็นการจ่ายเพื่อซื้อความรู้จาก consult ต่อไปตั้งแต่ระดับบริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ก็จะได้ทำอะไร ๆ ให้มันเป็นมาตรฐาน, เป็นสากล และสร้างผลผลิตและการบริการที่ดี ๆ ขึ้นไป
โดยลักษณะของการจัดจ้าง consult ตามผังองค์กรข้างบน เป็นความคิดแนวอนุรักษ์นิยมครับ โดยความคิดนี้องค์กรจะพยายามสร้างสรรค์คนในองค์กรและระบบขององค์กรให้มีความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นแนวที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของคนในองค์กรเป็นหลัก ซึ่งผมว่าดีนะ เพราะเห็นบริษัทใหญ่ ๆ โต ๆ ในระดับประเทศเขาก็คิดเขาก็ทำกันแบบนี้
แต่เรื่องจริงมันเป็นงี้ป่าวอ่ะ???? เปล่า …. เพราะอะไร เพราะตอนนี้มันเป็นเสรีนิยมใหม่ อะไร ๆ มันก็ต้องแข่งขัน ดังนั้นบางครั้งระดับบริหาร ก็ไม่สนใจการสร้างหรือส่งเสริมคนในองค์กร ให้มีมาตรฐานยิ่ง ๆ ขึ้นไปหรอก เขาเลือกที่จะจ้าง consult เพื่อมาทำงานให้ได้ผลผลิตและการบริการที่ต้องการมากกว่า ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “outsourcing”
จริง ๆ แล้วแบบนี้มันก็ดีอ่ะครับ จ้างบริษัทที่เค้าเก่งเรื่องนี้มาทำไปเลยหมดเรื่องหมดราว เช่น เราไม่รู้ระบบ Enterprise Resource Planning ก็จ้างเขามาทำให้ หรือเราอยากได้ software ที่เป็นชุดใหญ่ ๆ แต่คนของเราทำได้แต่ software ที่เป็นชิ้น ๆ เราก็จ้าง consult มารับไปเลย เป็นต้น
ในช่วงที่บริษัทเหล่านั้นรับ outsource ไป เขาก็มีระบบการจัดการงานและคนของเขาเอง เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว เพียงแต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขารับเต็ม ๆ แล้วพอเขาทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาก็ส่งมอบมาให้คนของเราดำเนินการต่อไป ซึ่งถ้าต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ คนของเราก็ไม่ต้องทำงานดังกล่าว แล้วเราก็จะได้นำคนของเราไปทำอย่างอื่นที่มันถึก ๆ เป็นงาน routine อันแสนน่าเบื่อแทน (เอ ดีไหมหว่าแบบนี้)
จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นรูปแบบจ้าง consult มาให้คำปรึกษา หรือจ้าง consult มารับงาน outsource ของเราไป ผมก็เจอมาแล้วทั้งนั้น รู้ว่า consult เหล่านี้ต้องการอะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งยังไง คุยด้วยได้ ไม่มีปัญหา
แต่บางครั้งก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ อย่างองค์กรที่ผมทำงานอยู่อ่ะนะ งานมันเยอะมาก แล้วก็ต้องการแต่ผลผลิตและบริการที่ดีเลิศทั้งนั้น ลำพังคน IT ในองค์กรมันทำไม่ไหว ทีนี้ระดับบริหารก็ออกแนวอนุรักษ์นิยมปนกับเสรีนิยมใหม่ คือก็อยากให้งานมันออกมาผลลัพท์ดี แถมอยากจะให้คนในองค์กรได้พัฒนาตัวเองไปด้วย เอ้อ เขาก็เลยออกแบบองค์กรให้เป็นแบบนี้ครับ
ผมล่ะเอ๋อไปเลยกับการจัดองค์กรแบบนี้ เพราะต้องนำคนของระดับปฏิบัติการไปขึ้นกับระดับจัดการของ consult แค่ขึ้นตรงเฉย ๆ ไม่พอนะ แบบว่าต้องเป็นเสมือนหนึ่งระดับปฏิบัติการของบริษัท consult ด้วย จะขาด, ลา, มา, สาย ต้องแจ้งกับบริษัท consult ด้วย, ได้รับ bonus หรือ intensive จากบริษัท consult ด้วย และสุดท้าย consult จะเป็นผู้ประเมินผลการทำงานแล้วส่งคืนให้กับองค์กรต้นสังกัด เพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งต่อไป
แต่ consult ไม่จ่ายเงินเดือนครับ, ไม่กำหนด career path, ไม่ promote ครับ ทุกอย่างยังอยู่ในอำนาจขององค์กรเดิมอยู่
คนในทีมผมสองคนถูกดึงตัวเข้าไปแปะไว้ในระดับปฏิบัติการของการจัดองค์กรแบบนี้ครับ หงุดหงิดมาก เพราะทาง consult บอกว่าเมื่อส่งตัวมาให้แล้ว(ใครอยากส่งให้ไม่ทราบ ถ้านายไม่สั่งมา ไม่ให้หรอก) งานเดิมก็ต้องค่อย ๆ ทยอยปล่อยออกจากตัวไป ส่วนงานใหม่ทาง consult จะเป็นคนมอบหมายเอง แล้วผมจะทำไงเนี่ย ผมชอบใช้คนเก่ง ๆ นะ เอาคนเก่งของผมไป ผมก็ต้องหาใหม่อ่ะดิ บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
คิดว่าต่อไป ถ้าผ่านไปซักครึ่งปีแล้วมันออกมาดี ได้ผลลัพท์ดี ต่อไปเขาก็ต้องคิดจะทำองค์กรแบบข้างล่างนี้แน่ ๆ เลย
เฮ้อ ถึงตอนนั้นก็คงค่อยว่ากันแล้วกัน เพราะผมคงจะกินข้าวไปอีกหลายกระสอบเลยล่ะ
Technorati Tags: การจัดองค์กร, consult, outsource, คน IT
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 1 ความคิดเห็น ยังอีกไกล!
พอดีผมเห็นว่ามีหลายบทความของผม ไม่เกี่ยวข้องกับ “การสร้างซอฟต์แวร์” ครับ ผมเลยมีความจำเป็นต้องเพิ่มหมวดหมู่ใหม่ แล้วก็ย้าย ๆ เอาบทความที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างซอฟต์แวร์ออกมาไว้ที่หมวดหมู่ใหม่ ก็เท่านั้นเอง
Technorati Tags: การจัดการ
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 4 ความคิดเห็น
หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาภายหลังจากที่ผู้คนทั่วไปเริ่มใช้ Microsoft Windows 95 แล้วครับ จึงดูเหมือนกับว่าผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาช้าไปหน่อย แต่สาเหตุที่ซื้อมันมาก็ด้วยเหตุผลเพราะว่า ผมได้มีโอกาสเรียนวิชาเกี่ยวกับการพัฒนา Application และเรียนวิชาเกี่ยวกับ Operating System มาหลายหน่วยกิต แต่ผมกลับพบว่าผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ Device Driver เลย
เท่าที่รู้มา Microsoft เริ่มมีการบรรจุกลไกเกี่ยวกับ Device Driver เมื่อตอนที่ Microsoft ส่ง MS-Dos รุ่น 2.0 ออกสู่ตลาด ด้วยเหตุผลเพราะตอนนั้นมีแต่คนบ่นว่า ทุกครั้งทีมี Input Output Device ใหม่ ๆ ผลิตออกมา ก็ต้องซื้อ Application ใหม่ เพื่อมารองรับ Input Output Device ใหม่ ๆ ทุกที ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก
ตอนนั้น UNIX น่ะ เขามีกลไก Device Driver ตั้งชาติกว่าแล้ว แต่ Microsoft เพิ่งจะคิดได้ ก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ไม่รู้เป็นเพราะงบไม่พอที่จะสร้างมาตรฐานการต่อเชื่อม Device Driver หรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่หลังจากที่ MS-Dos 2.0 สามารถรองรับกลไก Device Driver ได้ บริษัทผลิต Hardware Input Output Device ต่าง ๆ ก็เลยลืมตาอ้าปากขึ้นมา พลอยทำให้อุตสาหกรรม Software เติบโตและคึกคักตามไปด้วย
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้หลงไหลมันมากนัก ด้วยเหตุเพราะอยากจะรู้แค่แนวคิดการสร้าง Device Driver เท่านั้น ไม่คิดจะสร้างมันขึ้นมา เพราะเหตุผลในการสร้าง Device Driver ก็คือการสร้างชุดคำสั่งเพื่อเอื้ออำนวยให้ Hardware Input Output Device ที่เราสร้างขึ้น สามารถต่อเชื่อมเข้ากับ computer แล้วสื่อสารกับ Operating System รวมถึง Application ต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
Technorati Tags: หนังสือเก่า, device driver, dos
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 11 ความคิดเห็น
ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนรู้จักการเปรียบเทียบครับ จริง ๆ แล้วมนุษย์เรานั้นเปรียบเทียบได้เก่งกว่า computer ซะอีก แต่มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะครับ เพราะในเมื่อมนุษย์เราสร้าง computer ขึ้นมาเพื่อช่วยงานเราแล้ว ไอ้ครั้นจะให้มันมีเพียงกลไกในการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ก็คงเป็นไปไม่ได้อ่ะ เราก็เลยต้องบรรจุกลไกการเปรียบเทียบให้มันด้วย
เวลาไอ้เจ้า computer มันเปรียบเทียบ มันก็เปรียบเทียบได้พื้น ๆ ใช่แมะ? เช่น น้อยกว่า, มากกว่า, เท่ากับ, ไม่เท่ากับ และเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย แล้วมันก็ให้ผลลัพท์กับเรามาเป็นค่า “จริง”, “เท็จ” หรือ “ใช่”, “ไม่ใช่” ซึ่งปรกติแล้ว digital computer มันก็คงจะแทนค่าอะไรไม่ได้มากไปกว่าการให้เลข 0 เพื่อแทนค่าเท็จหรือค่าไม่ใช่ และการให้เลข 1 เพื่อแทนค่าจริงหรือค่าใช่ เป็นต้น
ซึ่งสรุปได้สั้น ๆ ว่า digital computer ถ้าเปรียบเป็นคนแล้ว ถือว่าเป็นคนเถรตรงมากเลย แบบว่าเป๊ะ ๆ มีแค่จริงกับไม่จริงเท่านั้น เหมือนตอบคำถามในศาลครับ ที่เวลาทนายมาถาม เราก็ตอบได้แค่เนี้ย “ใช่” หรือ “ไม่ใช่ อ่ะ
ทีนี้ภายหลังการเกิดขึ้นของ digital computer ราว 20 กว่าปี ก็เลยมีนักวิทยาศาสตร์ทาง computer คิดกันขึ้นมาได้ว่า computer มันน่าจะให้น้ำหนักกับความ “ใช่”, “ไม่ใช่” หรือ ความ “จริง”, ความ “ไม่จริง” ด้วยดิ ซึ่งความคิดที่ได้ก็ตกผลึกออกมาว่า ผลลัพท์จากการเปรียบเทียบของ computer ไม่ควรจะมีค่าแค่ 0 หรือ 1 แต่มันควรมีค่าเป็นเลขจำนวนจริงซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ต่างหาก
ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ Fuzzy Logic ศาสตร์ซึ่งมีการให้น้ำหนักกับค่าความจริงและความเท็จ แบบนี้ผมก็ว่าดีนะ เพราะแค่มันให้ผลลัพท์กับผมมาเป็นเกือบใช่ ซึ่งอาจจะมีค่า 0.854321 ผมก็ o.k ถือว่าเข้าเงื่อนไขแห่งความใช่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าค่า 0.854321 จะถือเป็นค่าที่เข้าเงื่อนไขทุกครั้งไป เพราะในเงื่อนไขถัด ๆ ไป ผมอาจจะยอมให้ค่า 0.8421577 เป็นค่าเกือบใช่ที่ผมยอมรับได้ หรือไม่ก็อาจจะโหดหน่อย ต้องได้ซัก 0.9999213 ถึงจะเข้าข่ายเป็นค่าเกือบใช่ที่ยอมรับได้เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ algorithm ของ fuzzy logic ที่เรากำหนดขึ้นมา แบบว่าตัวแปรมากระทบกับมันเยอะ ดังนั้นทั้งผลลัพท์และเงื่อนไขก็ต้องยืดหยุ่นกันหน่อย
แต่ถึงแม้ในทาง computer จะมีทั้งการเปรียบเทียบปรกติ และการเปรียบเทียบแบบให้น้ำหนักโดยใช้ Fuzzy Logic แต่มันก็ยังไม่พอหรอก เคยสังเกตุมั้ยครับว่าการเปรียบเทียบในทางคณิตศาสตร์จะมีสัญลักษณ์นึงที่เรียกว่า “ความคล้าย” เขียนงี้ครับ “~” เช่นถ้าตัวแปร A คล้ายกับตัวแปร B ก็เขียนได้เป็น A ~ B เป็นต้น
ในทางคณิตศาสตร์มีความคล้าย แต่ในทาง computer มันมีที่ไหนกันเล่า? ไอ้เจ้า computer มันเถรตรงจะตายไป แค่จะมี Fuzzy Logic ก็ลำบากพอดูแล้ว
ทีนี้ความคล้ายมันจำเป็นแค่ไหนในทาง computer??? เอ้อ เผอิญมันจำเป็นอ่ะครับ เพราะทฤษฎีทาง computer ชั้นสูงจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย ถ้าเราไม่ยอมรับความคล้ายให้ไปมีบทบาทในทฤษฎีเหล่านั้น
ทุกวันนี้เรามีความต้องการให้ computer ทำหลาย ๆ อย่างที่ยาก ๆ เน้อะ เช่น เราหวังจะให้มันจำได้ว่าเสียงพูดเนี้ยเป็นเสียงของใคร (Voice Recognition), หวังจะให้มันรู้ว่าเราพูดคำพูดอะไร (Speech Recognition), อยากให้มันอ่านลายนิ้วมือแล้วรู้ว่าเป็นลายนิ้วมือของใคร, อยากให้มันจำหน้าของคนได้, อยากให้มันอ่านพวก barcode ได้, อยากจะให้มันอ่านรูปภาพซึ่งมีตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วให้มันแปลงเป็นข้อความใน computer, อยากเขียนยึกยือบนกระดาษแล้วให้มันรู้ว่าเขียนว่าอะไร ฯลฯ อีกจิปาถะ
แล้วก็คงเป็นเพราะความขยันของมนุษย์ จึงทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ทาง computer หลาย ๆ กลุ่ม ช่วย ๆ กันคิดทฤษฎีหลาย ๆ อย่างขึ้นมา ซึ่งผลลัพท์ของมันก็คือการทำ Pattern Recognition นั่นเอง
ศาสตร์ทาง Pattern Recognition จึงมีความหมายถึง การนำข้อมูลหนึ่งชุด ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลหลายสิบ, ร้อย, พัน, หมื่น, แสน, ล้านชุด แล้วหาดูว่าข้อมูลหนึ่งชุดที่ว่า มีความคล้ายคลึงกับข้อมูลชุดใดในจำนวนชุดข้อมูลอันมากมายมหาศาลเหล่านั้น เหมือนกับเรามีรูปถ่ายของใครคนนึงเน้อะซึ่งถ่ายเมื่อสองปีก่อน แล้วเราต้องออกตามหาคน ๆ นั้น ซึ่งตอนนี้หน้าอาจจะแก่ขึ้นนิดหน่อย หรือไว้หนวดไว้เครา หรือมีรอยแผลเป็นขึ้นมาบนใบหน้า แบบนั้นเลยอ่ะ
การทำ Pattern Recognition มีทฤษฎีหลาย ๆ ตัวสนับสนุนอยู่ เจ้า Pattern Recognition มันก็เป็นแค่คำกลาง ๆ ที่อธิบายความหมายของย่อหน้าข้างบน จุดที่น่าสนใจคงจะเป็นทฤษฎีซึ่งประยุกต์ใช้กับ Pattern Recognition มากกว่า
เท่าที่ผมรู้และเคยมีประสบการณ์มา ผมรู้มาว่านักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ทฤษฎีทาง computer science และ statistical มาช่วยในการทำ Pattern Recognition ไม่ว่าจะเป็น Neural Network, Hidden Markov Model, Vector Quantization, Linear Predictive Coding Model เป็นต้น ทฤษฎีพวกนี้ก็แยก ๆ กันไปศึกษาอ่ะครับ บ้างก็เอามารวม ๆ กันใช้ทำ Pattern Recognition บ้าง แล้วแต่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย
ผู้ร่วมงานผมเพิ่งจะจบปริญญาโททางด้าน multi-media ครับ จบมาได้วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับ Image Processing คือแบบว่าเขาจะถ่ายภาพภาษามือ ซึ่งมันจะมีประโยชน์กับคนใบ้หรือคนหูหนวกอ่ะครับ ถ่ายแล้วเก็บเข้าฐานข้อมูลด้วยทฤษฎี Neural Network แบบว่าถ่ายไว้ครบทุกคำของภาษาใบ้เลยมั้ง จากนั้นก็ทำ Pattern Recognition นั่นแหล่ะครับ โดยการถ่ายภาพภาษามือ แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับภาษามือซึ่งมีเป็นร้อย ๆ ในฐานข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาเป็นคำพูด เช่น ถ้าเปรียบเทียบแล้วพบว่าภาษามือนั้นหมายถึงการกิน เขาก็จะแสดงผลออกมาที่หน้าจอเป็นตัวอักษรโต ๆ ว่า “กิน” เป็นต้น
เอ แต่เท่าที่ดูมันไม่ใช่แค่ช่วยคนใบ้หรือหูหนวกเน้อะ เพราะถ้าทำเสร็จแล้วมันช่วยพวกเราได้ด้วย ช่วยพวกเราให้เข้าใจได้ว่าคนใบ้หรือคนหูหนวกต้องการสื่อสารอะไรกับเรา โดยการจับภาพภาษามือ แล้วมี sub-title เป็นข้อความให้เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ดี ๆ
ประเด็นที่ผมถามเพื่อนร่วมงานก็คือ Neural Network ที่เขาทำ ให้ความแม่นยำที่กี่ percent ซึ่งเขาตอบกลับมาว่า “ได้แค่ 85% เองพี่ไท้”
เป็นประเด็นที่โป๊ะเช้ะมากเลย เพราะจากการค้นคว้าของผมหลายปี ผมพบว่าไม่ว่าจะเป็นปริญญานิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ของที่ไหน ๆ ที่เกี่ยวกับ Pattern Recognition ก็บอกคล้าย ๆ กันว่า “ให้ความแม่นยำที่ไม่เกิน 85%” (ขนาด Speech Recognition ที่ผมเคยทำ ยังให้ความแม่นยำได้ที่ 70% เอง แย่กว่าอีก)
แล้วทำไมพวกฝรั่งมันถึงทำได้ถึง 100% ล่ะ? นี่ย่อมแสดงว่าข้อมูลความรู้ที่สอน ๆ กันมา มันมีสิ่งปิดบังอ่ะดิ ผมก็เลยทำใจอ่ะครับว่าข้อมูลความรู้ในโลกนี้มันมี 3 ระดับ คือ ระดับสาธารณะ, ระดับวงจำกัด และระดับลับสุดยอด คนอย่างพวกเราคงเข้าถึงได้แค่สองระดับแรกเท่านั้นเอง
อะไรที่มันเจ๋ง ๆ มักเป็นความลับสุดยอดเสมอเลยเน้อะ?
Technorati Tags: Pattern Recognition, งานวิจัย, Recognition, Fuzzy Logic