กระโดดไปยังแผงนำทาง

ขึ้นปีใหม่ ก็ต้องขึ้นเงินเดือนสิ จริงมั้ย? 31 ธันวาคม 2006 9:09 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 7 ความคิดเห็น

ตอนนี้ผมได้ข้อมูลเงินเดือนของคนในทีมที่ผมดูแลจาก HR มาแล้วครับ ผมดูแลทางตรงอยู่ราว 6 คนและดูแลทางอ้อมอยู่ 7 คน ก็เลยต้องมาประเมิณกันอีกแล้ว

ผมไม่ได้มีอำนาจที่จะขึ้นเงินเดือนให้ใครหรอกครับ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจลงนาม, ไม่ได้เป็นระดับนโยบาย และไม่ได้เป็นเจ้าของเงิน สิ่งที่ผมทำได้คือการส่งเรื่องขอขึ้นเงินเดือนให้กับคนในทีม ขึ้นไปให้ข้างบนพิจารณา เพราะระดับนโยบายไม่รู้ว่าระดับปฏิบัติการคนใดบ้างที่สร้างผลงาน, มีศักยภาพ, ขยัน, อดทน และมีมารยาทดี

การให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักวิเคราะห์ระบบเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันหมายถึงการจูงใจให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มที่, มีวินัย, แบ่งเวลา, ทุ่มเท และมีความสุขกับการทำงาน

ระดับนโยบายมักจะขอเหตุผลในการขอขึ้นเงินเดือนเสมอ ผมเองต้องมานั่งคิดวิธีอธิบาย บางครั้งก็ต้องมาทำเอกสารประกอบการอธิบายด้วย เอกสารที่ทำขึ้นก็คือตารางอธิบายบุคลากรในทีม ซึ่งมีข้อมูลเงินเดือนรวมกับบทบาท, งาน และหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ประกอบไปด้วย เพื่อชี้ให้ระดับนโยบายเห็นว่า มีเหตุผลอะไรบ้างที่ต้องขึ้นเงินเดือนให้คนนั้นคนนี้

โดยธรรมชาติแล้วนักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักวิเคราะห์ระบบ มักเปลี่ยนงานบ่อย ดังนั้นการสร้างกุศโลบายโน้มน้าวให้พวกเขาอยู่กับเรา จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศิลป์สูงมาก ถ้าเล่นเข้า ๆ ออก ๆ กันบ่อย ๆ ผมก็เหนื่อยแย่ เพราะต้องมาคอยอธิบายงานใหม่ แย่ ๆ

องค์กรส่วนใหญ่จะเลือกสร้างกระบวนการในการถ่ายทอดงานเอาไว้ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีใครจะอยู่ด้วยนาน แต่หากเราทำให้คนอยู่กับเรานาน ๆ ได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

โดยเฉพาะการขอขึ้นเงินเดือนให้คนในทีมระหว่างกลางปีงบประมาณ เป็นเรื่องที่หินที่สุด เพราะระดับนโยบายเขาไม่ได้กันเงินให้เราแต่แรก ดังนั้นการจะขึ้นเงินเดือนจึงเป็นอะไรที่ต้องโต้กันซักตั้ง

นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักวิเคราะห์ระบบ มักจะเก็บงำความต้องการอันแท้จริงของตนเองเอาไว้ครับ เขาจะไม่ยอมบอกหรอกว่าจริง ๆ แล้วเขามุ่งหวังอะไรจากองค์กรหรือบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ มันจึงเป็นหน้าที่ของผม ที่จะไปสืบค้นและโน้มน้าวให้เขาบอกออกมาให้ได้ว่าเขาต้องการอะไร

บางคนก็อยากได้เงินเดือนที่เหมาะสม (หมายถึงเงินเดือนเยอะหน่อยนั่นแหล่ะ), บางคนก็อยากจะทำงานที่ท้าท้าย ไม่น่าเบื่อ, บางคนก็อยากให้ส่งไปอบรมวิชาความรู้อะไรบ้าง, บางคนก็อยากจะเขียนซอฟต์แวร์อย่างเดียว ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร, บางคนก็ไม่อยากเขียนโปรแกรม แต่อยากจะติดต่อประสานงาน เป็นต้น

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผมจะตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ แต่เรื่องเงินเดือนนี่ยังพอจะช่วยได้ ก็ต้องช่วย

ล่าสุดคนในทีมจบปริญญาโทอีกคนแล้ว สงสัยต้องจิ้ม ๆ กับระดับนโยบาย เพื่อขอขึ้นเงินเดือนให้คนนี้เยอะหน่อย ก่อนที่เขาจะไม่รอแล้วจากไป T-T

ป.ล. ขอขึ้นเงินเดือนให้คนในทีมได้ แต่ขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองไม่ได้ แย่จริง ๆ T-T

Technorati Tags: , , , , ,

Natural Language Processing 30 ธันวาคม 2006 5:03 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์, พิเศษ , 4 ความคิดเห็น

ใกล้จะปีใหม่แล้ว มาเล่าอะไรที่มันสบาย ๆ ดีกว่า วันนี้เอาเรื่องความก้าวหน้าของแขนงวิชาการประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือ Natural Language Processing หรือ NLP ของไทยกันดีกว่าเน้อะ

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอกนะที่หวัง ผมว่าใคร ๆ หลาย ๆ คนก็หวังเหมือนกัน หวังว่าซักวันนึงคอมพิวเตอร์มันจะสามารถคุยกับเราได้ คือยังไม่ต้องฟังหรือพูดกับเราได้หรอกนะ แค่เราพิมพ์ข้อความเพื่อคุยกับมัน แล้วมันสามารถพิมพ์ข้อความตอบโต้กับเราได้ ก็ถือว่าโอเคแล้ว

การจะให้คอมพิวเตอร์เข้าใจประโยคข้อความภาษาไทยของเราได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องตัดประโยคภาษาไทยออกเป็นคำ ๆ แล้วจึงส่งให้ระบบ NLP ไปประมวลผลต่อไป

สำหรับนักวิจัย NLP ภาษาอังกฤษ คงไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนักในการตัดคำออกจากประโยค เพราะแต่ล่ะคำของภาษาอังกฤษถูกแบ่งเป็นคำ ๆ อยู่แล้วตามไวยากรณ์ของภาษา ดังนั้นนักวิจัย NLP ภาษาอังกฤษจึงสามารถทุ่มเททรัพยากรของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในการวิจัยพัฒนา NLP ภาษาอังกฤษของตนเอง

แต่สำหรับภาษาไทยของเราค่อนข้างพิเศษ เพราะเขียนติดกันเป็นพรืด ถึงจะมีการแบ่งวรรคตอนบ้างเพื่อให้ความหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่การแบ่งวรรคตอนก็ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้เขียนเป็นสำคัญ ดังนั้นหากแบ่งวรรคตอนผิด ก็ย่อมมีความหมายถึงการตัดคำผิด และนำไปสู่การ NLP ผิดเป็นลำดับ

ผมคิดว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทย ซึ่งเน้นหนักในการวิจัยพัฒนาในด้าน NLP น่าจะรับทราบเรื่องนี้ดี ดังนั้นหลาย ๆ ท่านจึงต้องถอยตัวเองไปหนึ่งลำดับ โดยแทนที่จะไปเน้นทางด้าน NLP ภาษาไทยเพียงอย่างเดียว เหมือนที่นักวิจัย NLP ภาษาอังกฤษทำกัน ก็กลายเป็นว่าต้องมาแก้ปัญหาในเรื่องการตัดคำภาษาไทยกันก่อน

เป็นลักษณะห่วงหน้าพะวงหลัง!!!

พื้นฐานแห่ง NLPไม่ว่าจะเป็น Compiler, Text To Speech และ Natural Language Processing ถ้าหากว่าผลลัพท์ของการประมวลผลเป็นภาษาไทยแล้ว คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องไปเน้นทางด้านการตัดคำซะก่อนทั้งสิ้น

ผมคิดว่าบรรพบุรุษของเราก็คงไม่ได้คิดล่วงหน้าเอาไว้หรอกครับ :-) ว่าการคิดค้นอักขระภาษาไทยและการลำดับการเขียนภาษาไทยแบบนี้ มันสร้างผลกระทบให้กับคนในยุคดิจิตอลอย่างพวกเราถึงเพียงนี้

เท่าที่ทราบ ปัจจุบันกลไกในการตัดคำแบ่งออกเป็นสองวิธีใหญ่ ๆ คือวิธีการเปรียบเทียบคำจากพจนานุกรมภาษาไทยที่มี กับอีกวิธีหนึ่ง คือการให้ระบบวิเคราะห์ไวยากรณ์ที่เป็นไปได้ในภาษาไทยแทน

สำหรับผมแล้ววิธีที่สองน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าเดี๋ยวนี้มีคำแปลก ๆ เกิดขึ้นเยอะเหลือเกิน และก็ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานด้วย การวิเคราะห์ไวยากรณ์จึงเป็นการลดต้นทุนของการเก็บสะสมคำไทย แต่ไปเพิ่มต้นทุนในการคิดค้นอัลกอริทึมแทน (ซึ่งถึงเป็นวิธีที่ดีกว่า แต่ก็เป็นวิธีที่ยากหินโคตรในตัวของมันเหมือนกัน)

อย่างที่เรารู้กันว่า การตัดคำไทยยังไม่ใช่ระบบเปิด นั่นคือ ใครคิดอัลกอริทึมอะไรได้ ก็เขียนเอาไว้ในโค้ด เขียนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งโค้ดที่เขียนไว้ ก็เขียนด้วยภาษาเฉพาะภาษาใดภาษาหนึ่ง เช่น อาจจะเขียนด้วย Java, PHP หรือ Visual Studio.NET เป็นต้น

ดังนั้นโดยลึก ๆ ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วก็คงรู้สึกคล้าย ๆ กัน คือรู้สึก “กลัว” กลัวว่าโค้ดที่ตนเองเขียนเอาไว้จะหมดอายุลง ด้วยเหตุเพราะโดนภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน อันได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงของระบบเข้ารหัสภาษา ซึ่งเรื่องแบบนี้สมัยก่อนก็มีมาแล้วผมเข้าวงการมาทันพอดี ก็คือการเปลี่ยนการเข้ารหัสจาก รหัสเกษตร มาเป็น รหัส สมอ. แล้วก็จาก Windows-874 มาเป็น TIS-620 แล้วก็ตามด้วย UTF-8, UTF-16 และ UTF-32 ตามลำดับ
  • ความนิยมของภาษาคอมพิวเตอร์ที่สร้างโค้ดต้นแบบเอาไว้ตกต่ำลง อันเนื่องมาจากมีภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่คนเขียน Java Servlet เจอมาแล้ว เมื่อตอนที่ความนิยมของภาษา PHP เติบโตก้าวกระโดด
  • การเขียนโค้ดแทรกไว้เป็น Add Ons ของ Core Application เช่นเขียนเชื่อมไว้กับ Browser อย่าง IE แล้วภายหลังก็พบว่าใคร ๆ ก็หันไปใช้ FireFox กันแทน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งสิ้น ซึ่งมันจะทำให้การวิจัยพัฒนา NLP หยุดชะงักเป็นระยะ ๆ ไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร อีกอย่าง นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เชี่ยวชาญแต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ จะให้มาเป็นนักอนาคตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม, ความเปลี่ยนแปลงของโลกไอทีในอนาคตก็ใช่ที่

ดังนั้นจุดสำคัญเพื่อให้การวิจัยพัฒนา NLP รวมถึงการตัดคำไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คงจะอยู่ที่การเปลี่ยนแนวความคิดซักเล็กน้อย โดยแนวความคิดดังกล่าวก็คือ การให้ความสำคัญกับการทำเอกสารครับ

โมเดลการสร้างซอฟต์แวร์

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยส่วนใหญ่ ไม่ชอบการทำเอกสาร เพราะรู้สึกว่าจะเป็นการง่ายกว่า หากบรรจุความคิดของตนเองเข้าไปตรง ๆ ในรูปของโค้ดโปรแกรม แต่จากภัยคุกคามจากสินค้าทดแทนในย่อหน้าก่อน ๆ ที่ผมบอกเอาไว้ ชี้ให้เราเห็นว่า หากเราทำเอกสารเอาไว้อย่างดี การที่ผู้อื่นจะโอนย้ายโค้ดของเราไปยัง IDE อื่น, ภาษาคอมพิวเตอร์อื่น, Platform อื่น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่า หากเป็นการทำโดยมีเอกสาร Functional Specification, Technical Specification และ Component Test Plan ซึ่งเราสร้างเอาไว้แล้วอย่างละเอียดประกอบไปด้วย

โดยสรุปแล้วผมมองว่า ระบบ NLP ของไทยเราจะเติบโตได้ ก็คงต้องอาศัยพิธีกรรม, กลไก และมาตรฐานอะไรหลาย ๆ อย่าง ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งต่อยอดจากการวิจัยพัฒนาระบบ NLP ภาษาไทย เติบโตต่อไปด้วยความราบรื่นครับ

Technorati Tags: , , , , ,

ช่วงปีใหม่ ใครไม่ได้หยุดบ้าง? 29 ธันวาคม 2006 10:09 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 8 ความคิดเห็น

กำลังเข้าช่วงปีใหม่ ไม่ได้หมายความว่าทุก ๆ คนซึ่งเป็นลูกจ้าง, คนทำธุรกิจส่วนตัว, เจ้าของกิจการ และนักลงทุนจะได้หยุดกันหมด มันต้องมีใครบ้างที่ไม่ได้หยุดกัน

เท่าที่รู้ว่าไม่ได้หยุดแน่ ๆ และที่ไม่ได้หยุดไม่ใช่เพราะว่าอยากจะหาเงินพิเศษ แต่เป็นเพราะหน้าที่มันค้ำคอก็มี แพทย์, พยาบาล, ตำรวจ, ทหาร และสื่อมวลชน

นักพัฒนาซอฟต์แวร์หลายคนก็ไม่ได้หยุด ไม่ใช่เพราะอยากจะหาเงินพิเศษ แต่เป็นเพราะช่วงวันหยุดยาว มันช่างเหมาะจะปรับเปลี่ยนระบบซอฟต์แวร์เสียนี่กระไร

ขอเป็นกำลังใจให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์, วิศวกรคอมพิวเตอร์, วิศวกรระบบ, DBA, และช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ทุกคน ใช้ช่วงวันหยุดยาว ปรับเปลี่ยนระบบ, ติดตั้งระบบ, แก้ไขระบบ หรือย้ายระบบให้เสร็จสิ้นอย่างที่ใจหวังครับ

Technorati Tags: , , , ,

ภัยคุกคาม Software as a Service 28 ธันวาคม 2006 9:07 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 6 ความคิดเห็น

ก็อย่างที่รู้กันครับว่าเมื่อวานนี้ (27 ธันวาคม 2549) เกิดแผ่นดินไหวโครม ๆ ๆ ๆ แล้วก็เลยทำให้สายสัญญาณซึ่งมีหน้าที่ในการบริการอินเตอร์เน็ตเสียหาย (อ่านจากข่าวนี้ได้)

ผมคิดว่าในอนาคตโลกของเราจะใช้งานอินเตอร์เน็ตกันอย่างหนาแน่นมากขึ้นกว่านี้ การให้บริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบของ Software as a Service ก็จะมีมากขึ้น

ปัจจุบัน ปัจจัยเร่งที่จะทำให้การส่งบริการซอฟต์แวร์ตามหลักการของ Software as a Service แพร่หลายมากขึ้นมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือการใช้งาน High Speed Internet กันอย่างแพร่หลาย และประการที่สองคือรูปแบบการตอบโต้ของ Browser ซึ่งใช้กลไก AJAX ที่จะทำให้ Browser ตอบโต้ได้ทันทีทันใดเหมือนกับซอฟต์แวร์ประเภท client-server ทั่ว ๆ ไป

แต่ดูเหมือนว่าภัยคุกคามการบริการตามหลักการของ Software as a Service มากที่สุดกลับไม่ใช่ระบบ Hosting แย่ ๆ ครับ มันกลับกลายเป็นความเสียหายของสายสัญญาณที่ใช้รับส่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตซะนี่

ผมคิดว่าจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คงทำให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบกับภัยคุกคามนี้ เริ่มหันมาให้ความสนใจกับความสำคัญของอินเตอร์เน็ตมากขึ้นแล้วล่ะ

ทางแก้ของภัยคุกคามนี้ถูกเล็งไปที่สองจุดหลัก จุดแรก เล็งไปยังระบบสำรอง อันได้แก่การคิดจะวางสายสัญญาณในเส้นทางอื่น ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อให้สามารถสลับสับเปลี่ยนเส้นทางได้ กรณีที่เกิดปัญหา

และจุดที่สอง คือการให้ความสนใจไปยังระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมแทน ซึ่งก็หมายความว่าวงโคจรของดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้ว คงต้องมีการแย่งชิงกันมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีดาวเทียมพาณิชย์ คงมีความจำเป็นต้องพัฒนาให้มีช่องสัญญาณมากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานที่หนาแน่นและมากมายในอนาคต

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหนก็ต้องทำทั้งนั้น เพราะเห็นกันชัด ๆ แล้วจากผลกระทบครั้งนี้ว่า ธุรกรรมของมนุษย์ในโลกอุตสาหกรรมอย่างพวกเรา แทบจะสะดุดหกล้มทันที เมื่อเครือข่ายใช้งานไม่ได้

เครือข่ายคือแหล่งกำเนิดอำนาจครับ มันคงต้องต่อเชื่อมไปอย่างนี้ ขาดไม่ได้แล้วล่ะ

ป.ล. ผมเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน เพราะผมเองก็เข้าบล็อกตัวเองไม่ได้เลยมาเกือบวันนึงแล้ว แย่เลย

Technorati Tags: , , , , ,

ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ 27 ธันวาคม 2006 6:00 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, พิเศษ , 3 ความคิดเห็น

ปัจจุบันนี้ สำหรับประเทศที่ต้องการมีอารยธรรมที่ก้าวหน้า คงหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องมีการวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับ และการจะวิจัยพัฒนาที่ว่าได้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจากทางรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลก็ตอบสนองความต้องการที่จะก้าวหน้าเหล่านั้น ด้วยการตั้งห้องปฏิบัติการแห่งชาติขึ้นมา

ผมพยายามจะเรียบเรียงให้ดูว่าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลกอยู่ในเวลานี้ กับประเทศไทยเราซึ่งควรจะเป็นมหาอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ามีความแตกต่างกันในเรื่องของห้องปฏิบัติการแห่งชาติยังไงบ้าง

งั้นเรามาดูห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาก่อน …

ห้องปฏิบัติการแห่งชาติสหรัฐอเมริกา

จากตารางจะเห็นว่าผมมีการแบ่งคอลัมน์จากวิชาทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานคือ ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา และแอบแฝงคอมพิวเตอร์เข้าไปเล็ก ๆ คือจริง ๆ จะบอกว่าห้องปฏิบัติการเหล่านี้ มีการวิจัยในสาขาวิชาที่ละเอียดกว่านี้ แต่โดยความจริงแล้วก็ไม่พ้นพื้นฐานทั้งสี่อย่างนี้ ผมก็เลยพยายามจัดหมวดหมู่ให้มันดูง่าย ๆ หน่อย

จะเห็นว่าผมมีการป้ายสีเหลืองเข้มหน่อยเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่า ห้องปฏิบัติการดังกล่าวมีการเน้นวิจัยพัฒนาในเรื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เจ๋งไปเลยเน้อะ สหรัฐอเมริกามีห้องปฏิบัติการแห่งชาติตั้ง 7 แห่งแน่ะ ที่มีการวิจัยพัฒนาเน้น ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

งั้นเรามาดูประเทศไทยซึ่งเป็นมหาอำนาจเดี่ยวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันบ้าง…

ห้องปฏิบัติการแห่งชาติไทย

โอ้ ประเทศไทยเรามีห้องปฏิบัติการแห่งชาติตั้ง 1 ที่แน่ะ ที่มีการวิจัยพัฒนาเน้น ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราเองก็เจ๋งไม่เบาเหมือนกัน :-P

สำหรับคนที่อ่านแล้วพบว่าผมไม่ได้กล่าวถึง สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ TINT ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะสำนักงานและสถาบันเหล่านี้ไม่ใช่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติอ่ะครับ สำนักงานเหล่านี้เป็นหน่วยงานที่จะมีห้องปฏิบัติการแห่งชาติภายใต้กำกับดูแลของตนเองในอนาคต ซึ่งถึงตอนนั้นห้องปฏิบัติการแห่งชาติเหล่านั้น ก็จะมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าห้องปฏิบัติการทั้ง 5 ที่ ที่กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง

ป.ล. จุดที่ผมแปลกใจมาก ๆ ก็คือ ทำไมหนอ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาทุกห้อง อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ในขณะที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติของไทยทุกห้อง กลับอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่ะเนี่ย?? งงเหลือเกิน

Technorati Tags: , , , , , , , ,