Fusion
28 กุมภาพันธ์ 2007 8:15 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์, พิเศษ , 11 ความคิดเห็น
เมืองไทยเรามีนักพัฒนาซอฟต์แวร์อยู่น้อยครับ ที่คิดค้นภาษาคอมพิวเตอร์ แล้วทำ Compiler เพื่อ Compile ภาษาดังกล่าว อย่าว่าแต่ Compiler เพื่อใช้ Compile ภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งออกแบบเป็นภาษาไทยเลย ขนาด Compiler เพื่อใช้ Compile ภาษาคอมพิวเตอร์ซึ่งออกแบบเป็นภาษาอังกฤษยังแทบไม่มีเลยครับ
ก็คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำออกมาแล้วคงไม่มีใครสนใจ เพราะปัจจุบันก็มีภาษาคอมพิวเตอร์เจ๋ง ๆ เต็มไปหมดอยู่แล้วเน้อะ อย่าง C, C++, Python, Ruby, Java, PHP เป็นต้น
ภาษาคอมพิวเตอร์พวกนี้นอกจากจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะมีโครงสร้างภาษาที่ดีแล้ว ก็ยังมีใครต่อใครตั้งมากมายคอยสนับสนุน ด้วยการออก Compiler และ IDE เจ๋ง ๆ เพื่อใช้ Compile & Build ภาษาพวกนี้อีก
ภาษาคอมพิวเตอร์ควรเขียนเป็นภาษาอังกฤษ อันนี้ผมคิดเองนะ เพราะภาษาอังกฤษมันมีแค่ระดับเดียว แถมโปรแกรมเมอร์ทั้งโลกต่างก็สามารถเข้าใจได้ ไม่ต้องมาแปลให้ยุ่งยากเสียเวลา
สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์มา โปรดทราบว่าการสั่งงานคอมพิวเตอร์มันยาก เพราะถ้าจะสั่งกันจริง ๆ เราต้องรู้คำสั่งดิบ ๆ ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเลขฐาน 2 เราจึงจำเป็นต้องคิดภาษาคอมพิวเตอร์ ที่เป็นภาษาง่าย ๆ ที่มนุษย์สามารถจะเข้าใจได้ และพอเขียนเสร็จแล้ว ก็โยนภาระให้ซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Compiler เป็นตัว Compile หรือแปลจากภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูง ให้กลายเป็นคำสั่งคอมพิวเตอร์ดิบ ๆ ที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ และทำตามที่เราสั่งต่อไป
ผมเคยพบ Compiler น่าสนุกอยู่ตัวนึงครับ คงไม่มีใครเคยเจอหรอก เพราะผมพบมันในห้องสมุดภาควิชา ไอ้เจ้า Compiler ดังกล่าว เป็นโปรเจคจบของรุ่นพี่ครับ (ผมไม่รู้จักเขาหรอก) มันเป็นอย่างนี้ …
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 7 ความคิดเห็น
หนังสือเล่มนี้เพื่อนร่วมชั้นแนะนำให้กับผมครับ (พ.ศ. 2536) ตอนนั้นเขาบอกว่าเขาได้พบหนังสือเล่มหนึ่ง ก็คือเล่มนี้แหล่ะ ที่มันพิเศษก็เพราะว่าสมัยก่อนนั้น การเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นไปยังคำสั่งมาตรฐานเป็นหลัก คือรับข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์, ประมวลผลคณิตศาสตร์ แล้วก็แสดงผลออกหน้าจอ หรือไม่ก็พิมพ์ออกเครื่องพิมพ์ ก็มีเท่านี้แหล่ะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
เพื่อนผมบอกว่าหนังสือเล่มนี้แตกต่าง เพราะมันสอนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมติดต่อกับ Video Ram เพื่อยิงจุดสีออกที่จอภาพแบบทันทีทันใด, สอนการเขียนโปรแกรมติดต่อกับพอร์ตขนาด 8 บิตและ 16 บิต, สอนเกี่ยวกับ Software Interrupt ด้วยภาษาซี, สอนการแทรกคำสั่งแอสเซมบลี้ไว้ในโค้ดภาษาซี เป็นต้น
ผมบ้าเขียนโปรแกรมครับตอนนั้น ถ้ามีตำราเล่มไหนสอนวิธีการเขียนโปรแกรมแบบซับซ้อนนะ ผมก็จะไปเสาะหามาเก็บสะสมไว้ แล้วก็ฝึกฝนตามเพื่อให้เกิดความชำนาญ คือรู้สึกนะตอนนั้นอ่ะ ว่าการที่เราสามารถเขียนซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ช่ำชองกว่าคนรุ่นเดียวกัน เป็นอะไรที่ภาคภูมิใจซะไม่มีเลย
หนังสือเล่มนี้มีลักษณะเด่นอยู่อย่างนึง ตรงที่เป็นหนังสือแปล ที่ว่าเด่นก็เพราะก่อนหน้านั้นสำนักพิมพ์ของไทย มักให้คนไทยเป็นผู้แต่งหนังสือคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง ยังไม่นิยมแปลมาทั้งดุ้น แต่พักหลังเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์มันเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แถมตำราคอมพิวเตอร์ของฝรั่งก็ดีกว่าด้วย แล้วเรื่องลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นอะไรที่คลุมเคลือกันอยู่ ก็เลยเกิดการแปลหนังสือของฝรั่งมาเป็นภาษาไทย เพื่อขายให้คนไทยอีกทีนึง
ตอนนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตครับ การจะได้รับความรู้ของพวกฝรั่ง ก็เลยต้องหวังพึ่งการแปลหนังสือของสำนักพิมพ์ไปโดยปริยาย อีกอย่าง ผมเพิ่งมารู้ภายหลังครับว่า ความรู้ในหนังสือเล่มนี้นั้น เป็นความรู้ซึ่งคนคอมพิวเตอร์ของฝรั่งรู้มาก่อนผมแล้วถึง 2 - 3 ปี
เขารู้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถึงได้ส่งต่อความรู้มาให้เรา!!!
การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตคงช่วยให้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ของเรา ไม่ล้าหลังพวกฝรั่งถึง 2 - 3 ปีแบบสมัยก่อนอีกต่อไปแล้วเน้อะ ดีจัง
Technorati Tags: หนังสือเก่า, คอมพิวเตอร์, หนังสือคอมพิวเตอร์, ความรู้, อินเตอร์เน็ต
หลอกใช้
26 กุมภาพันธ์ 2007 9:57 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 9 ความคิดเห็น
โดยอุปนิสัยแล้วผมเป็นคนขี้เกียจมาก โคตรขี้เกียจเลยล่ะ ผมไม่ชอบทำงานให้ใคร, ไม่ชอบทำงานให้กับตัวเอง, ไม่ชอบใช้ให้ใครทำงานให้ แต่ผมชอบใช้ให้ทรัพย์สินของผมทำงานให้กับผมมาก ๆ
แต่มันช่วยไม่ได้ ในเมื่อยังทำงานเป็นพนักงาน ซึ่งต้องทำงานให้ระบบของคนอื่น เพื่อให้ระบบมันวิ่งไปยังจุดหมายที่มันควรจะวิ่งได้ ก็เลยจำเป็นที่ต้องเลือกระหว่าง ทำงานให้ใคร กับ ใช้ให้ใครทำงานให้
แล้วผมก็เลือกใช้ให้ใครทำงานให้ครับ เพราะผมขี้เกียจอ่ะ!!!
การใช้ให้ใครทำงานให้ ด้วยเหตุผลเพราะเราอยู่ในฐานะที่จะใช้ได้ กับการหลอกใช้มันไม่เหมือนกันนะ เพราะการหลอกใช้มันมีความหมายว่า คนที่ถูกใช้ไม่มีเหตุผล, ธุระ หรือได้ประโยชน์อะไรเลย จากการทำงานให้เรา แต่เราก็ออกอุบายชักจูงให้เขาทำงานให้เราจนสำเร็จจนได้
ปัจจัยที่ทำให้ต้องพิจารณาหลอกใช้ใครซักคน อยู่ที่ต้นทุนในการที่เราต้องลงมือทำเอง ซึ่งต้นทุนดังกล่าวอาจได้แก่ เวลา, โอกาส, แรงกาย, แรงสมอง, ทรัพย์สินเงินทอง, เกียรติยศชื่อเสียง และบทกำหนดโทษหากเกิดความผิดพลาด หรือความเสียหายจากการลงมือทำ
สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ผู้หลอกใช้ต้องขบคิด และเมื่อคำนวณได้แล้ว จึงวางแผนที่จะหลอกใช้เป็นกรณี ๆ ไป
(more…)
มองจีน
26 กุมภาพันธ์ 2007 4:45 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 3 ความคิดเห็น
ผมจะสรุปตัวเลขสำคัญให้ดูกันครับ โดยตัวเลขนี้ได้มาจาก http://www.internetworldstats.com
ถ้าเราไม่สนใจว่าประชากรอินเตอร์เน็ตแต่ล่ะคนเป็นคนสัญชาติไหน หรือเป็นพลเมืองของชาติใด แต่สนใจเฉพาะภาษาหลักที่เขาใช้ เราก็จะได้สิ่งที่น่าสนใจมาดังนี้
ภาษาอังกฤษใช้เยอะสุด 327,084,785 คน คิดเป็น 29.9% ของประชากรอินเตอร์เน็ตทั้งโลก และคิดเป็น 28.6% ของประชากรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักทั่วโลก
เห็นได้ชัดว่าภาษาอังกฤษยิ่งใหญ่มาก งั้นมาดูภาษาที่ยิ่งใหญ่รองมากันดีกว่า
ภาษาจีนใช้รองลงมา 153,301,513 คน คิดเป็น 14.0% ของประชากรอินเตอร์เน็ตทั้งโลก และคิดเป็น 11.3% ของประชากรที่ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลักทั่วโลก
ทีนี้มาดูของพี่ไทยบ้างดีกว่า ว่าเรายิ่งใหญ่แค่ไหน
ภาษาไทยใช้เป็นที่เท่าไหร่ของโลกก็ไม่รู้ รู้แต่ใช้อยู่ที่ 8,420,000 คน คิดเป็น 0.77% ของประชากรอินเตอร์เน็ตทั้งหมด และคิดเป็น 12.5% ของประชากรที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักทั่วโลก
เห็นตัวเลขนี้แล้วก็พอจะมองออกแล้วครับว่า กระแสของ Software as a Service นั้นจะมุ่งไปยังทิศทางใด แล้วทิศทางใดล่ะ? เอ้อ มุ่งไปยังสองทิศทางครับโดย
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 6 ความคิดเห็น
เคยดูหนังเรื่อง Independence Day หรือ ID4 หรือเปล่าครับ? ที่มนุษย์ต่างดาวมาบุกโลก ทำลายโลกซะป่นปี้เลย แต่สุดท้ายมนุษย์ต่างดาวก็แพ้พระเอก เพราะพระเอกขับยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวเข้าไปในยานแม่ แล้วปล่อยไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ จนระบบคอมพิวเตอร์ของมนุษย์ต่างดาวเป็นอัมพาต ไม่สามารถสั่งการ, สื่อสาร และควบคุมระบบการสร้างม่านพลังที่ใช้ปกป้องยานบินทุกลำได้อีกต่อไป
หนังมันสนุกดีนะผมชอบ แต่คนที่เคยเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ทุกคนย่อมรู้ ว่าสิ่งที่พระเอกทำนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก เพราะการที่เราจะสร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ได้นั้น เราต้องมีความรู้ในหลายเรื่องมาก ซึ่งได้แก่
- ความรู้ในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์
- ความรู้ในกลไกระบบปฏิบัติการ และ
- ความรู้ในการจัดการหน่วยความจำและโครงสร้างไฟล์ข้อมูล
เห็นแมะว่าต้องรู้เยอะ แล้วมันก็ลำบากมากเลยนะ ถ้าจะสามารถรู้รายละเอียดของเรื่องพวกนี้ในระยะเวลาอันสั้นแค่ชั่วข้ามคืน ถึงพระเอกจะเป็นอัจฉริยะก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย ๆ
ปัจจุบันเราจะพบว่ามีไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ประมาณคร่าว ๆ ก็น่าจะมีเป็นหมื่น ๆ ตัวเลยล่ะ แต่เราสังเกตุกันมั้ยว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ มันจะติดงอมแงมและอาละวาดอยู่บน Platform ใด Platform นึง หรือระบาดเฉพาะในระบบปฏิบัติการใดระบบปฏิบัติการนึงเท่านั้น
ก็เพราะว่าไวรัสคอมพิวเตอร์มันก็คือซอฟต์แวร์เล็ก ๆ ตัวนึง ซึ่งเหมาะสมที่จะระบาดอยู่ในระบบใดระบบนึงนั่นเอง
ผมโม้เรื่องไวรัสคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก็เพราะว่า ปัจจุบันนี้การส่งบริการซอฟต์แวร์ให้กับผู้บริโภค ตามหลักการของ Software as a Service นั้นมีการขยายตัวมากขึ้น จากการสังเกตุและตรวจสอบโดยตัวผมเองพบว่า ยังไม่มีมือดีสร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ก่อกวนบริการแบบ Software as a Service แต่อย่างใด ซึ่งสาเหตุหนึ่งนั้นอาจจะมาจากการที่ระบบซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนมากขึ้น เหมือนกับตุ๊กตาไม้รัสเซียที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ
เชื่อว่าอีกไม่นาน คงจะมีคนทำไวรัสคอมพิวเตอร์ ออกมาก่อกวนบริการแบบ Softwarse as a Service แหงม ๆ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ให้บริการ Softwares as a Service หรือเป็นผู้บริโภค SaaS ก็ตาม เราก็คงจะต้องเตรียมรับมือต่อภัยคุกคามนี้ด้วยความไม่ประมาทครับ
Technorati Tags: ไวรัสคอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์, Software as a Service, SaaS, ภัยคุกคาม