กระโดดไปยังแผงนำทาง

พินัยกรรมออนไลน์ 30 มิถุนายน 2007 10:39 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 6 ความคิดเห็น

คนเราบางทีน่าสงสารนะครับ พอมีทรัพย์สมบัติมาก ๆ เข้า ก็เป็นกังวลว่าเกิดปัจจุบันทันด่วนอะไรไป บุตรและบริวารจะตบตีแย่งชิงทรัพย์สมบัติกัน จนไม่เป็นอันทำมาหากินอะไรอย่างอื่น เมื่อคิดได้ดังนี้ ก็จึงจำเป็นที่จะต้องทำ “พินัยกรรม” ขึ้นมา เพื่อจัดสรรปันส่วนให้ยุติธรรม เกิดปุบปับไปที่ชอบที่ชอบแล้วจะได้สบายใจ ไม่ต้องห่วงอะไรอีก

ปัจจุบันเราจะพบว่าไอ้อะไร ๆ ที่ออนไลน์มันเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ธุรกรรมต่าง ๆ ตอนนี้เริ่มผันขึ้นมาอยู่บนอินเตอร์เน็ต แล้วก็หลาย ๆ ท่านก็ติดบริการหลาย ๆ อย่างบนอินเตอร์เน็ตแล้วซะด้วยสิ ผมเองก็ติดเหมือนกัน เพราะมันรวดเร็วกว่าการทำธุรกรรมด้วยกระดาษแยะ

ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า “พินัยกรรม” สามารถนำขึ้นมาไว้เป็นระบบออนไลน์ได้มั้ย? สามารถที่จะเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้มั้ย? และรวมถึงเราสามารถร่างมันได้แบบออนไลน์ เหมือนกับที่เราเขียนบล็อกได้มั้ย? เออ น่าคิด

การที่เราจะคิดว่าพินัยกรรมออนไลน์จะเกิดขึ้นได้มั้ย มันไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับกฎหมายของเมืองไทยด้วย ว่ามีการรับรองเรื่องแบบนี้ไว้หรือเปล่า ซึ่งเท่าที่ผมอ่านในกฎหมายก็สามารถสรุปปัจจัยหลักของการทำพินัยกรรมตามแบบปรกติได้ดังนี้

  1. ต้องมีการลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมเอาไว้ในพินัยกรรม ยิ่งพินัยกรรมทั้งฉบับร่างด้วยลายมือของผู้ทำพินัยกรรมได้ยิ่งดี
  2. ต้องมีพยานสองคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย
  3. ถ้าไปทำพินัยกรรมที่อำเภอนี่จะดีสุด เพราะทางอำเภอจะลงบันทึกพร้อมทั้งประทับตราเป็นสำคัญเอาไว้ แบบว่าขลังสุด ๆ

จะเห็นว่ากฎหมายจริง ๆ ก็เปิดช่องเอาไว้ว่า การทำพินัยกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องไปทำที่อำเภอก็ได้ แต่ปัจจัยหลักยังไงก็ต้องมีการลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมและพยานสองคนอยู่ดี

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยี Digital Signature แล้วก็ตาม แต่ถ้าเราดูดี ๆ ก็จะพบว่า นิยามของการลงลายมือชื่อหรือก็คือการเซ็นลายเซ็นลงบนเอกสาร กับนิยามของ Digital Signature นั้น มันคนล่ะเรื่องกันเลยแฮะ

พินัยกรรมออนไลน์จะเป็นไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าผู้รับมรดกจะเชื่อถือมันเท่านั้นหรอกนะ แต่มันต้องถูกต้องตามหลักกฎหมายแบบเป๊ะ ๆ ด้วย … แล้วกฎหมายเมืองไทยเรา จะสามารถก้าวหน้าตามทันความไฮเทคได้มากน้อยแค่ไหนกันหนอ … งั้น … ก็ต้องตามดูกันต่อไปครับ

Technorati Tags: , , , , , ,

วิธีทำให้ธุรกิจซอฟต์แวร์เจ๊ง 28 มิถุนายน 2007 10:02 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 15 ความคิดเห็น

ผมจำได้ว่าเคยโม้ไปแล้วว่า มนุษย์เรานั้นหากเคยหาเงินได้จากทางใดได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะพยายามยึดเหนี่ยววิธีในการหาเงินดังกล่าวเอาไว้ ไม่ปล่อยไปไหน อีกทั้งพยายามที่จะอาศัยฐานดังกล่าว ต่อยอดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

ที่ผ่านมา … ผู้คนรอบตัวผมซึ่งเรียนมาทางคอมพิวเตอร์ ล้วนมีเส้นทางเดินที่ไม่แตกต่างกันมากนัก สรุปแล้วมีเส้นทาง 3 แบบ อันได้แก่

พวกแรก … ยังคงเป็นพนักงานกินเงินเดือนต่อไป เติบโตขึ้นกลายเป็น Specialist คนพวกนี้ยินดีจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

พวกสอง … ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องละทิ้งเส้นทางในการเป็น Specialist เพื่อไปเติบโตเป็นพนักงานกินเงินเดือนในระดับจัดการ ต้องเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการ บางคนอาจพึงพอใจที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้าน MBA

พวกสาม … รู้สึกเอียนกับการเป็นพนักงานกินเงินเดือน แล้วสลัดคราบตัวเองออกมาเป็นผู้ประกอบการ ทำธุรกิจผลิตหรือให้บริการซอฟต์แวร์แทน

ผมกำลังจะโม้เกี่ยวกับพวกที่สามให้อ่านกันครับ …

(more…)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ 27 มิถุนายน 2007 11:50 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 74 ความคิดเห็น

ส่วนใหญ่แล้ว geek ทางคอมพิวเตอร์จะไม่ใส่ใจในกฎหมายครับ สงสัยคงเป็นเพราะอ่านแล้วเข้าใจยาก สำบัดสำนวนเยอะเหลือเกิน แต่พอดีว่ามันมีผลกระทบกับเราครับ เราก็เลยจำเป็นต้องรู้มันหน่อย

สืบเนื่องจากว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ กำลังจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 นี้ครับ พวกเราเลยต้องมารับรู้กันซะหน่อย ว่าทำอะไรผิดบ้างถึงจะถูกกฎหมายนี้ลงโทษเอาได้ พวกเราจะได้ระวังตัวกัน ไม่เผลอไผลให้อารมณ์พาไปจนทำผิดเน้อะ!!!

ผมจะถอดความโดยสรุปเลยก็แล้วกันนะครับ ว่าทำอะไรผิดแล้วจะโดนลงโทษบ้าง

  1. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป … เจอคุก 6 เดือน
  2. แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปโพนทะนาให้คนอื่นรู้ … เจอคุกไม่เกินปี
  3. ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดี ๆ แล้วแอบไปล้วงของเขา … เจอคุกไม่เกิน 2 ปี
  4. เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
  5. ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดี ๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะงั้น … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  6. ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำงานอยู่ดี ๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรือ (โอ๊ยเยอะ) เข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ยง … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  7. เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลล์จากเราเล้ย เราก็ทำตัวเป็นอีแอบเซ้าซี้ส่งให้เขาซ้ำ ๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ … เจอปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
  8. ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. แล้วมันสร้างความพินาศใหญ่โตในระดับรากหญ้า งานนี้มีซวยแน่ เจอคุกสิบปีขึ้น
  9. ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใคร ๆ ทำเรื่องแย่ ๆ ในข้อข้างบน ๆ ได้ … เจอคุกไม่เกินปีนึงเหมือนกัน
  10. โป๊ก็โดน, โกหกก็โดน, เบนโลก็โดน, ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  11. ใครเป็นเจ้าของเว็บ แล้วยอมให้เกิดข้อ 10. โดนเหมือนกัน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  12. ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถนน ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
  13. เราทำผิดที่เว็บไซต์ซึ่งอยู่เมืองนอก แต่ถ้าเราเป็นคนไทย หึ ๆ อย่าคิดว่ารอด โดนแหง ๆ
  14. ฝรั่งทำผิดกับเรา แล้วมันอยู่เมืองนอกอีกต่างหาก เราเป็นคนไทย ก็เรียกร้องเอาผิดได้เหมือนกัน (จริงดิ?)

กฎหมายออกมาแล้ว ก็คงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นนะพวกเรา … จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทครับ

ป.ล. นี่ถ้ามีคนแอบเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์เรา แล้วเที่ยวไปยิงขีปนาวุธใส่ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน คงได้ซวยน่าดูเลยคราวนี้ T-T

Technorati Tags: , , , ,

รูปแบบการรู้จำ 26 มิถุนายน 2007 11:12 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

พวกเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มั้ยครับ คือเคยผ่านตาชื่อและนามสกุลของใครซักคนนึง อีกทั้งเคยเห็นหน้าคน ๆ นั้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปซักสองสามวันเราก็ลืมแล้ว พอมีคนมาถามเราว่ารู้จักคน ๆ นั้นมั้ย เราก็บอกไปว่าจำหน้าได้แต่จำชื่อสกุลไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเอาชื่อสกุลมาให้เราตรวจสอบดู เราก็จะตอบได้ว่าใช่ชื่อสกุลของคนดังกล่าวหรือไม่?

จะสังเกตุว่าถ้าให้เรานึกเองเราจะนึกไม่ออก แต่เมื่อเอาชื่อสกุลมาให้เทียบเรากลับรู้จำได้ เออ แปลกดี เพราะสิ่งที่จะโม้ก็คือการรู้จำแบบนี้มันสอดคล้องกับทฤษฎี Pattern Recognition จังเลย

ลักษณะอันโดดเด่นของ Pattern Recognition ก็คือ มันจะจำทุกอย่างเอาไว้ แต่มันจะไม่สามารถหาคำตอบให้เราแบบเป๊ะ ๆ ได้ จนกว่าเราจะหาของมาเทียบกับสิ่งที่มันจำ แล้วเมื่อมันเทียบแล้ว มันเห็นว่าอันไหนคล้ายมากที่สุด มันก็จะเลือกเอาอันนั้นแหล่ะ มาเป็นคำตอบ

ผมโม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า … ผมจำชื่อนามสกุลของผู้ร่วมงานไม่ได้ครับ จำได้แบบลาง ๆ ว่ามันมีพยัญชนะ หรือสระอะไรบางตัวเด่น ๆ แต่ถ้าหากมีใครเอามาให้เทียบดูได้นะ ผมก็จะตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ทันทีเลย

สงสัยใช้สมองมากไป เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แย่จริง ๆ

Technorati Tags: , ,

ความเชื่อถือศรัทธา 25 มิถุนายน 2007 7:36 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 9 ความคิดเห็น

ปัจจุบันนี้ Open Source ส่วนใหญ่ ใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPL อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ดี ถึงแม้บางคนอาจจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดของมันก็ตาม

ในรายละเอียดบอกเอาไว้อย่างนึงว่า สัญญาดังกล่าวอนุญาตให้มีเสรีภาพในการปรับปรุงและเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้และพัฒนาต่อไปได้ อือม ๆ เข้าใจ ๆ

งั้นเรามาตั้งสมมติฐานกันดีกว่า ไม่ต้องเหนืออื่นใดเอา WordPress นี่แหล่ะเป็นตัวตั้ง เพราะใช้สัญญาแบบ GPL เหมือนกัน

สมมติฐานของผมก็คือ ถ้าสมมตินะสมมติ สมมติว่าผมเป็นเซียนการสร้างซอฟต์แวร์ระดับเทพ มีกำลังความคิดสร้างสรรค์สูงมาก และก็มีกำลังการผลิตซอฟต์แวร์ที่สูงมาก ผมพบว่า WordPress รุ่น 2.2.1 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดนั้น มันยังมีข้อผิดพลาดอยู่หลายอย่าง แถมมันไม่สนับสนุนภาษาไทยด้วย แล้วมันก็ยังมีกลไกพิเศษอีกหลายอย่างที่ขาดหายไป

พอผมเห็นดังนั้นผมก็ลงมือทำ ผมอาจใช้เวลาในการทำครึ่งเดือน จากนั้นผมก็ปล่อย WordPress รุ่น 3.0.0 ออกมา โดยที่มีการเปลี่ยนแปลงกลไกแบบยกใหญ่เลย เพราะเล่นออก Major Version ขนาดนี้ คำถามก็คือจะมีคนสนใจใช้ WordPress รุ่น 3.0.0 ของผมมั้ย? อันนี้คำถามแรกนะ!!!

ส่วนคำถามถัดมาก็คือ ถ้าสมมติว่ามีคนโหลด WordPress รุ่น 3.0.0 ของผมไปใช้เยอะแยะ แล้วให้หลังซัก 2 เดือน ปรากฎว่าทาง WordPress เองก็มีการปรับปรุงกลไกต่าง ๆ แล้วก็แก้ไขข้อผิดพลาดเหมือนกัน จากนั้นก็ออก WordPress รุ่น 2.3.0 ออกมา คำถามถามว่า คนที่ใช้ WordPress รุ่น 3.0.0 ของผม จะเปลี่ยนใจไปใช้ WordPress รุ่น 2.3.0 ซึ่ง WordPress เป็นผู้ปล่อยออกมาหรือไม่?

เป็นคำถามที่ถามแล้วตอบยากจริง ๆ เพราะผมเองก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน!!!

พวกเรารู้สึกกันมั้ยว่าถึงแม้จะมีสัญญาแบบ GPL แล้วก็ตาม แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าผู้ใดก็ตามที่เป็นเจ้าของ Software Package ผู้นั้นก็จะเหมือนเป็นผู้ผูกขาดการ Upgrade ไอ้เจ้า Software Package ดังกล่าวไปโดยปริยายอยู่ดี ถึงแม้จะอนุญาติให้พัฒนาต่อแล้วก็ตาม!!!

มันน่าจะเรียกว่าความเชื่อถือศรัทธานะผมว่า เป็นความเชื่อถือศรัทธาที่ว่า เจ้าของ Software Package ย่อมจะสามารถ Upgrade Version ได้ดีกว่าใคร ๆ ถึงแม้ใคร ๆ ที่ว่าจะเป็นเทพยิ่งกว่าเจ้าของ Software Package ก็ตาม

Technorati Tags: , , , , ,