เงินดิจิตอล
29 พฤศจิกายน 2007 9:47 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 11 ความคิดเห็น
จริง ๆ แล้วผมไม่ชอบทุนนิยมซักเท่าไหร่ครับ ทุนนิยมกระตุ้นให้เกิดความโลภ อือม แต่ก็ต้องขอชมผู้ที่คิดค้นทุนนิยมขึ้นมาเหมือนกันนะ เพราะถ้าไม่มีระบบทุนนิยมเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ มนุษย์เราก็คงไม่ดิ้นรนขวนขวายสร้างสินค้าและบริการขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้หรอก
กุญแจสำคัญของระบบทุนนิยมก็คือ “เงินตรา” … “เงินตรา” เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในระบบทุนนิยม เพราะถ้าทุนนิยมเติบโตขึ้น โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันเอง โดยไม่มี “เงินตรา” เป็นสื่อกลาง … มันคงดูไม่จืดเลย
ว่าแล้วผมก็เล่านิทานแต่งเองให้อ่านซักเรื่องดีกว่า …
… เริ่ม
สมัยก่อน ๆ ๆ ๆ นู้นเมื่อมนุษย์รับหรือจ่ายเงินออกไป ก็จะใช้สมองจดจำเอาไว้ว่าทำธุรกรรมทางการเงินอะไรไปบ้าง ซึ่งบางครั้งก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ว่าง ๆ ก็เอาเงินที่เก็บอยู่มานับ ๆ ดูว่าเมื่อวานมีเท่านี้ วันนี้มีเท่านี้ แล้วมันเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่หว่า???
งั้นจดเอาดีกว่าเน้อะ จดไว้หน่อยว่ารับเงินมาเท่าไหร่ แล้วก็จ่ายเงินออกไปเท่าไหร่ ก็จดเอาไว้ในกำแพง, ก้อนหิน, หนังสัตว์, ไม้ไผ่, ผืนผ้า แล้วสุดท้ายก็กระดาษ โอ๊ะ ๆ ๆ ๆ มนุษย์กำลังทำอะไร … อ้อ เราเริ่มจะแยกระบบการเงินกับระบบบัญชีออกจากกันไง เงินก็เก็บอยู่ที่นึง แล้วบัญชีก็เก็บอยู่ที่นึง แต่ก็ยังไม่มั่นใจนะ ยังไม่มั่นใจ ก็ยังเอาเงินที่เก็บอยู่ เอามานับเทียบกับบัญชี ว่ามันตรงกันหรือเปล่า ถ้ามันตรงกันก็สบายใจ กินอิ่ม นอนหลับ แต่ถ้ามันไม่ตรงกันก็ต้องมานั่งขบคิดให้ปวดกระโหลกอีก ว่าตกลงเงินที่เก็บอยู่มันไม่ถูกต้อง หรือบัญชีที่จดเอาไว้มันไม่ถูกต้องกันแน่ ก็งมโข่งกันเข้าไป
คราวนี้เงินมันเริ่มเยอะขึ้น การรับจ่ายก็มีความถี่สูงขึ้น การมานั่งนับว่าเงินกับบัญชีมันตรงกันหรือเปล่าก็กลายเป็นเรื่องลำบาก กลายเป็นว่ามีเงินมากกลายเป็นความทุกข์ไป … แต่โชคดีที่บังเอิญมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือระบบคอมพิวเตอร์!!!
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 8 ความคิดเห็น
การเติบโตของ Open Source Web Application ก็ไม่แตกต่างจากการเติบโตของมนุษย์ซักเท่าไหร่ครับ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะนึงสู่สภาวะนึง เท่าที่ผมเห็นนะ ตอนนี้ Open Source Web Application ได้เปลี่ยนผ่านมา 3 รุ่นแล้ว และกำลังจะก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 4 ในเร็ว ๆ นี้นะ (ถ้าทำนายไม่ผิด)
รุ่นที่ 1 - เปิดเผยตัวตน
จากเดิมที่ใครก็ตามที่หาญกล้าปล่อย freeware ที่ตัวเองสร้างขึ้น ออกมาให้ชาวบ้านได้ดาวน์โหลดกัน เขาคนนั้นต้องมั่นใจแล้วว่า freeware ของเขานั้นมีกลไกที่เจ๋งสุด ๆ ไอ้เรื่องจะ bug นี่แทบจะไม่มี หนำซ้ำหน้าจอก็ต้องสวยงามใช้งานง่าย เข้ายุคเข้าสมัยไม่มีเชย
แต่เมื่อ Open Source บังเกิดขึ้น มันกลายเป็นว่านอกจากเขาจะต้องอวดว่าซอฟต์แวร์ของเขาเจ๋งและสวยแล้ว เขายังต้องอวดให้ชาวบ้านเห็นด้วยว่าเขาเขียนโค้ดได้อย่างสวยงาม มีระเบียบ เป็นระบบ สืบค้นตรวจสอบได้ง่าย เขียนต่อเพิ่มเติมได้ไม่ยากเย็น และที่สำคัญเข้าใจง่ายที่ซู้ดเลย ไม่ว่าหน้าไหนจะมาแก้ไขก็ตาม
ผมเองเคยได้ทำ changelog กับ Open Source Web Application ในรุ่นที่ 1 แค่ตัวเดียวครับ นั่นก็คือ phpBB
ขอบอกเลยว่าขนาดเขา Open Source แล้ว ผมยังแกะตั้งนานกว่าจะแก้ให้มันเป็นอย่างที่ผมต้องการได้ ยิ่งถ้าแก้เสร็จแล้วมันใช้ได้ดี เราอยากจะให้คนอื่นได้แก้ตามด้วย เราก็ต้องทำ changelog เพื่อบอกลำดับการแก้ไขให้ชาวบ้านเขารู้ว่าต้องแก้ไงถึงจะได้ผลลัพท์อย่างที่เราทำได้ ซึ่งผมเองก็เคยทำตาม changelog ของคนอื่นเหมือนกัน … ทำเสร็จแล้วเหนื่อยไปเลย นี่ขนาดเขาบอกไว้อย่างดีแล้วนะเนี่ย T-T
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 1 ความคิดเห็น ยังอีกไกล!
จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ถึงหน้าปกจะบอกว่าเป็น “พจนานุกรม” แต่ข้างในมีลักษณะของ “สารานุกรม” เล็ก ๆ อยู่เหมือนกันนะ
ผมซื้อมันมาเพราะอยากจะรู้ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ครับ สมัยนั้นมันไม่มี wikipedia หรือ e-book นี่หว่า
หลังจากซื้อมาแล้วผมก็มานั่งอ่านครับ ค่อย ๆ อ่านไปทีล่ะหน้าเหมือนกับการอ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ทั่วไป … จนผ่านไปสิบกว่าหน้าแล้วก็มานึกขึ้นได้!!!
สิ่งที่นึกขึ้นได้ก็คือพจนานุกรมมันไม่เหมือนกับหนังสือทั่วไปนี่หว่า เราจะใช้ประโยชน์จากมันก็ต่อเมื่อเราอยากจะรู้คำศัพท์ เมื่อเราอยากรู้คำศัพท์เราจึงค่อยมาเปิดมันแล้วก็อ่านมัน งั้นการที่ผมมานั่งอ่านมันเหมือนหนังสือทั่วไปก็ไม่ถูกต้องอ่ะดิ
เพราะถ้าผมอ่านมันจนหมดแล้ว แถมจำได้ด้วย ก็แสดงว่าผมกำลังยัดพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์เล่มดังกล่าวเข้าหัวผมอ่ะดิ แล้วแบบนี้หนังสือเล่มนี้มันจะมีประโยชน์อะไรอ่ะ!!!
ที่แท้แล้วหนังสือมันมีอยู่สองจำพวกนี่เอง จำพวกแรกมีหน้าที่เป็น “สื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูล” กับอีกประเภทนึงเป็น “สื่อกลางในการเก็บข้อมูล”
ความรู้บางอย่างเราไม่จำเป็นต้องจำไว้ในหัวก็ได้ เพียงแต่เราจำได้ว่าเราจะสืบค้นได้จากที่ไหนก็พอ เหมือนอย่างพจนานุกรมนั่นประไร
ทุกวันนี้ผมไม่ได้ใช้มันแล้วครับ เพราะ wikipedia เจ๋งกว่าเป็นไหน ๆ เลย อิ อิ
ป.ล. ใครยังท่องคำศัพท์คอมพิวเตอร์อยู่ ก็เลิกซะเถอะนะครับ เพราะมันไม่ได้ช่วยทำให้หยักสมองเพิ่มขึ้นเล้ย จริง ๆ นะ
Technorati Tags: พจนานุกรม, ศัพท์, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, หนังสือเก่า
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 11 ความคิดเห็น
ไม่รู้ว่าจะมีใครสับสนกับศัพท์สองตัวนี้หรือเปล่า ระหว่างซอฟต์แวร์ Mock Up กับซอฟต์แวร์ Prototype งั้นเรามาขยายความกันหน่อยดีกว่า
ซอฟต์แวร์ Mock Up หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อเสแสร้งว่าทำโน่นทำนี่ได้ตามคุณสมบัติที่ควรจะเป็น แต่จริง ๆ แล้วอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำได้ ล้วนถูกจัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น
ส่วนซอฟต์แวร์ Prototype หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้จริงตามคุณสมบัติบางส่วนที่มันควรจะเป็น แต่บังเอิญว่ามันยังมีคุณสมบัติอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา
โอเค อธิบายงี้ก็คงพอจะกล้อมแกล้มได้ … งั้นมาโม้กันต่อ …
ถ้าพวกเราสังเกตกันดี ๆ ก็จะพบว่าเราได้เห็นซอฟต์แวร์ Mock Up กันบ่อยมาก ๆ ในภาพยนต์ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะภาพยนต์แนววิทยาศาสตร์นี่ยิ่งเห็นบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาพยนต์อเมริกันมักจะทำซอฟต์แวร์ Mock Up ได้เนียนกว่าภาพยนต์ไทยมาก สมเหตุสมผลทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ
อย่าหาว่าผมจับผิดเลยนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ละครไทยหรือภาพยนต์ไทย มีการสอดแทรกฉากที่จะต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ผมจะเซ็งบ่อนมาก ๆ เลยครับ เนื่องจากมีความมั่วสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การลงทุน , 8 ความคิดเห็น
ช่วงนี้ผมกำลังนั่งอ่านหนังสือชี้ชวนเพื่อให้ซื้อหุ้น IPO ของบริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ครับ รายละเอียดมันเยอะพอดูเลย คงต้องค่อย ๆ อ่านไปอย่างเกลี้ยงเกลาและเยือกเย็น
เข้าใจว่าพวกเราน่าจะรู้จักบริษัทนี้ดี คิดว่าอาจจะรู้จักดีกว่าปรกติด้วย เพราะบริษัทนี้เขาเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจผู้ให้บริการเกมออนไลน์ของประเทศไทย (สงสัยแม้แต่เด็กแปดขวบแถวบ้านผมก็น่าจะใช้บริการของบริษัทนี้เหมือนกัน)
มันน่าจะเป็นเรื่องทีดีสำหรับประเทศไทยนะผมว่า กับการที่บริษัทที่ทำธุรกิจซอฟต์แวร์เริ่มตบเท้าเดินเข้าตลาดหลักทรัพย์กันมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงธุรกิจการเงิน, การธนาคาร และอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้
ถ้าไม่ปลายปีนี้ก็คงจะเป็นต้นปีหน้าล่ะนะ ที่บริษัทเอเชียซอฟท์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ (เดาเอาเองอันนี้ เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นอำนาจของ กลต. ที่จะพิจารณาอนุมัติ)!!!
กลุ่มทุนเหล่านี้ถ้าเป็นที่สหรัฐอเมริกาควรจะถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มทุนไฮเทค และก็ควรจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เฉพาะของเขาที่เรียกว่า NASDAQ แต่ของเมืองไทยเราไม่มีตลาดแบบที่ว่า ดังนั้นกลุ่มทุนไฮเทคของไทยเราก็เลยต้องเข้าไปอยู่รวม ๆ กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทน
ผมชอบโมเดลธุรกิจของบริษัทแบบนี้นะ เพราะมันต่างจากโมเดลของบริษัทที่ทำธุรกิจขายข้อมูลออนไลน์ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจรับจ้างติดตั้งซอฟต์แวร์ รวมทั้งให้คำปรึกษาระบบซอฟต์แวร์ โดยจุดที่ชอบก็คือ
1. มีช่องทางในการกระจายบริการ โดยอาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นกระดูกสันหลังหลัก ในการนำส่งบริการให้แก่ผู้บริโภค ต้นทุนต่ำดี เพราะผู้บริโภคนั่นแหล่ะต้องเป็นคนออกค่าเน็ตเอง
2. ไม่ต้องมากังวลกับปัญหาลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เพราะซอฟต์แวร์เป็นการบริการไปแล้ว ไม่มีใครมาละเมิดการบริการซึ่งเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ และการบริการก็เป็นเรื่องของความจงรักภักดี ซึ่งของแบบนี้มันต้องใช้เวลามาสร้างกันอย่างต่อเนื่อง
3. มีระบบและช่องทางในการจำหน่ายบัตร Airtime และบัตร Item ซึ่งมันเหมือนกับระบบบัตรเติมเงินของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเลย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูง ที่จะพลิกแพลงรูปแบบการใช้บัตร Airtime และบัตร Item เหล่านี้ได้ในภายหลัง เหมือนกับที่บริษัทมือถือทำอยู่ในปัจจุบันนี้
4. สำหรับผมแล้วเห็นว่าบัตร Airtime และบัตร Item นั้น เปรียบได้กับ “เงินตราเสริม” ซึ่งออกโดยบริษัทเกมส์ออนไลน์ โดยมีบริการของบริษัทเป็นสิ่งหนุนหลัง “เงินตราเสริม” เหล่านี้ ซึ่งมันจะทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองอะไรอย่างอื่นในภายภาคหน้าได้
ตอนนี้มันเลยคล้าย ๆ กับว่า ธุรกิจที่ให้บริการออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต กำลังจะมีโอกาสในการสะสมความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ธุรกิจซึ่งให้บริการโทรศัพท์มือถือเคยทำได้มาแล้ว
ป.ล. ถ้าปีหน้าเขากระจายหุ้น IPO สำเร็จ ผมก็คงพอมีตังค์อยู่บ้างที่จะไปซื้อหุ้นเขาได้ งั้นตอนนี้คงต้องอยู่อย่างพอเพียงไปก่อนก็แล้วกัน อิ อิ
Technorati Tags: อุตสาหกรรม, เกมออนไลน์, เอเชียซอฟท์, อินเตอร์เน็ต, คอมพิวเตอร์, ลงทุน