กระโดดไปยังแผงนำทาง

นามานุกรมภาษาจีนกลางซึ่งสะกดด้วยพินยิน แต่แทนเสียงด้วยภาษาไทย 29 ตุลาคม 2008 4:17 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 8 ความคิดเห็น

ช่วงนี้ผมกำลังนั่งทำนามานุกรมเฉพาะอย่างอยู่ครับ เพื่อใช้ในการเขียนข่าวจีนแปลไทยใน Taimix เพราะคนแปลข่าวในนั้นไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว แต่มีคนอื่นอีกหลายคนด้วย

ตอนแรกเลยคิดว่าจะแปลข่าวจากต้นฉบับภาษาจีน แต่พอเอาเข้าจริงกลับพบว่า ข่าวซึ่งสำนักข่าวได้แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วนั้น มันกลับมีเนื้อหาที่ตรงกับต้นฉบับภาษาจีนเลย ก็เลยคิดว่าอ้างอิงจากข่าวจีนที่แปลเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า เพราะถึงอ้างไปที่ต้นฉบับภาษาจีน คนอ่านที่อยากอ่านต้นฉบับก็อาจจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่ดี!

แย่หน่อยที่คนไทยที่รู้ภาษาจีน ยังมีสัดส่วนที่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับคนไทยที่รู้ภาษาอังกฤษ!!!

ทีนี้ประเด็นที่พบก็คือ ถึงแม้ว่าคนที่แปลข่าวจีน (จากข่าวที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว) จะเก่งกาจภาษาอังกฤษเยี่ยงไรก็ตาม แต่ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขากลับตกม้าตายตอนจบ เพราะว่าไม่สามารถสะกดเสียงสถานที่ในเมืองจีนหรือบุคคลสำคัญของเมืองจีนได้อย่างถูกต้อง เข้าทำนองเขียนมาอย่างนึงสะกดเสียงเป็นภาษาไทยอีกอย่างนึง

จริง ๆ แล้วเราสามารถใช้รูปของภาษาไทย เพื่อการออกเสียงภาษาจีนกลางได้นะ เพราะภาษาไทยมีพยัญชนะ, สระ และ วรรณยุกต์ เป็น super-set ของภาษาจีนกลาง จึงสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการออกเสียงภาษาจีนกลางได้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะออกเสียงได้คล้ายมากกว่า 90%

แต่เนื่องจากการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสะกดเสียงจีนกลางนั้น มันทำได้แต่ในระดับพยัญชนะและสระ แต่มันไม่สามารถทำในระดับวรรณยุกต์ได้ จึงทำให้เกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “Beijing” ถ้าเราออกเสียงตามภาษาอังกฤษที่เขียนก็คือ “เบยจิง” ซึ่งมันไม่ถูกต้อง เพราะที่ถูกต้อง ๆ ออกเสียงเป็น “เป่ยจิง” ถึงจะถูก

ไอ้ครั้นจะมานั่งสอนการออกเสียงภาษาจีนกลางด้วย พินยิน ให้คนอื่นอีกหลายคนที่ร่วมแปลข่าวก็กระไรอยู่ เพราะขนาดผมเองยังต้องเรียน จู้ยิน กับ พินยิน และ ภาษาจีน อยู่ตั้งเป็นปีกว่าจะรู้เรื่องได้ แล้วจะสอนให้คนอื่นที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษแน่นปึ้ก แต่กลับไม่มีพื้นฐานภาษาจีนให้รู้เรื่องได้ไง?

(more…)

ตอนเล็ก ๆ ไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาต้องขัดรองเท้า 28 ตุลาคม 2008 12:21 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, สมมติฐาน , 9 ความคิดเห็น

ถ้าวันไหนผมเดินผ่านศูนย์คอมพิวเตอร์ในองค์กรที่ผมทำงานอยู่ แล้วผมก้มลงเก็บก้อนหินขนาดเหมาะ ๆ ซักก้อนนึง จากนั้นออกแรงเหวี่ยงแล้วปาส่งเดชเข้าไปในศูนย์คอมฯ ถ้าก้อนหินไปโดนใครแล้วร้องโอ๊ย ก็คนนั้นแหล่ะที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี!!

คิดว่าสถานการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นในหลาย ๆ องค์กรของเมืองไทย ที่ตอนนี้แรงงานไอทีซึ่งมีการศึกษาสูงของเรามีสภาพคล่องล้นเกิน หรือถ้าให้พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือคนไอทีที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี เริ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมเมืองของไทยเรา!

IT หมายถึงเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง, แปลง, จัดเก็บ, ประมวลผล, และค้นคืนสารสนเทศ

การมีแรงงานไอทีที่มีการศึกษาสูงมาอยู่ในองค์กรเป็นเรื่องดีครับ ผมเองก็ชอบที่จะมีผู้ร่วมงานที่มีการศึกษาสูง ๆ เพราะการมีการศึกษาสูงเป็นหลักฐานยืนยันว่า พวกเขาเป็นแรงงานใช้สมองที่มีสติปัญญาเกินมาตรฐานเฉลี่ยของคนทั่วไปในสังคม และการมีมาตรฐานเฉลี่ยสูงกว่าคนทั่วไป ก็จะเป็นสิ่งยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขาจะวิจัย, ผลิต, ซ่อมบำรุง หรือให้บริการงานที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีบางคนที่ทำไม่ได้ตามเป้า แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย!!!

บรรยากาศในการทำงานก็จะแปลกไปอีกแบบ เช่น หันไปทางซ้ายก็เจอคนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย หันไปทางขวาก็เจอคนจบปริญญาโทจากอเมริกา เดินเลี้ยวไปจะเข้าส้วมก็เจอคนจบปริญญาโทจากอังกฤษ แถมบางคนก็ขยันน่าดู เพราะไม่ได้เรียนจบปริญญาโทมาแค่ใบเดียว แต่เรียนจบมามากกว่าหนึ่งใบ แถมมีอยู่หลายคนที่เรียนจบปริญญาโทมาถึงสามใบ ขยันจริง ๆ!!

จำได้ว่าสมัยรุ่นของผมจบใหม่ ๆ บริษัทห้างร้านทั้งหลาย ต่างประกาศรับสมัครพนักงานที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี แต่พอผ่านมาหลายสิบปีเหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เพราะบริษัทห้างร้านกลับอยากได้คนจบ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพ” หรือ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง” แทน

(more…)

Smart Wiki 25 ตุลาคม 2008 1:54 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 6 ความคิดเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า Wikipedia ถูกจัดอันดับจาก Guinness World Records ให้เป็นสารานุกรมที่มีหัวข้อมากที่สุดในโลกแล้วหรือยัง? แต่เท่าที่ดูจากหัวข้อภาษาอังกฤษที่มีถึง 2,599,049 หัวข้อ (ณ วันที่เขียน) ก็เลยคิดว่าถึงมันจะไม่ได้ถูกจัดอันดับ มันก็น่าจะเป็นสารานุกรมที่มีข้อมูลมากมายมหาศาลที่สุดในโลกแล้ว

โดยพฤติกรรมในการอ่าน Wikipedia ของผม ผมจะหาหัวข้อที่ผมสนใจ แล้วอ่านไล่ลงมาเรื่อย ๆ จากนั้นก็จะมีเหตุจูงใจให้ต้องอ่านหัวข้อถัดไปเพราะ …

  1. มันมี Interlink Wiki ชี้ไปยังหัวข้ออื่น
  2. มันมีการแบ่งตอน “See Also” เพื่อให้โดดไปยังหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แต่บางครั้งก็มีปัญหาอันเกิดจากความโลภอยู่เหมือนกัน เพราะกวาดสายตาไปแล้วก็พบว่ามี Interlink Wiki และ “See Also” ที่น่าสนใจเยอะ ยิ่งอ่านก็ยิ่งตาลาย เพราะมีหัวข้อเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ แบบหนึ่งต่อกลุ่ม … อ่านหน้านึงเจอ Interlink Wiki ที่น่าสนใจอีกเป็นสิบ ในขณะที่มี Interlink Wiki ที่ไม่น่าสนใจในหน้าเดียวกันอีกเป็นร้อย!!!

น่าเสียดายที่ระบบ MediaWiki มันไม่เหมือนกับของ Amazon เขา เพราะถ้าเป็น Amazon เขาจะเก็บความต้องการของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เอาไว้ เมื่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ค้นหาสินค้าตัวใด เขาก็จะประเมินแล้วนำเอาสินค้าที่เกี่ยวข้องซึ่ง “คาดว่า” ผู้เยี่ยมชมจะสนใจ ออกมาแสดงให้เห็น อีกทั้งยังจำเอาไว้ด้วยว่าผู้เยี่ยมชมท่านดังกล่าว นิยมชมชอบในสินค้าประเภทใด เพื่อจะได้นำสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาแสดงให้เห็นในครั้งถัด ๆ ไป!

นั่นน่าจะถือเป็นจุดบอดเล็ก ๆ เท่าอนุภาคนิวตรอนของ MediaWiki ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรนักต่อภาพรวมทั้งหมดของ Wikipedia เอง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมก็มองว่าน่าจะเป็นการดี ถ้าเราจะสามารถสร้างระบบ Agent ขึ้นมาเพื่อครอบหรือเชื่อมเข้ากับ Wikipedia เพื่อจะได้สามารถเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมและรสนิยมของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้

(more…)

วิกฤตทางการเงินทำให้เกิดสังคมที่หวาดระแวง 22 ตุลาคม 2008 3:12 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

ตอนแรกผมคิดว่า “การปฏิวัติสารสนเทศ” หรือ “ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น” จะเป็นตัวทำให้สังคมโลกเราเกิดความสั่นคลอน แต่กลับกลายเป็นว่า “ความผันผวนทางการเงิน” และ “ความแปรปรวนทางภูมิอากาศ” กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดความสั่นคลอนแทน

การเกิดวิกฤตมีความหมายกว้างขวางถึงความไม่แน่นอน ความไม่สงบสุข ความโกลาหล ซึ่งหากวิกฤตยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ย่อมจะทำให้ภาพอนาคตที่ “ธุรกิจครองโลก” จะค่อย ๆ เลือนหายไป แล้วเปลี่ยนเป็น “สังคมที่หวาดระแวง” เข้ามาแทนที่!

สังคมที่หวาดระแวงเป็นสังคมที่ภายในชุมชน มีการรวมกลุ่มของปัจเจกบุคคลที่มีอัตลักษณ์เหมือนกัน พวกเขาอาจจะอยู่รวมกันในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน หรือไม่พวกเขาอาจจะติดต่อกันด้วยระบบสื่อสารเดียวกัน และที่สำคัญ เหตุผลที่พวกเขาต้องอยู่รวมกันก็เพราะศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ ได้เกิดการล่มสลาย ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะไว้ใจในความปลอดภัยของตนเองได้อีกต่อไป!!!

พวกเขาจึงต้องรวมกลุ่มสร้างชุมชนของคนที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ค่อยจะยินดีนักที่จะติดต่อกับชุมชนอื่น ซึ่งชุมชนอื่นเหล่านั้นอาจมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกับชุมชนของตนเอง

ในสังคมที่หวาดระแวงยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นนั้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องสร้างโดยบริษัทขนาดใหญ่ก็ได้ หากแต่คนเก่ง ๆ เพียงสี่ห้าคนร่วมด้วยช่วยกัน ก็สามารถจะตั้งไข่ขึ้นมาได้แล้ว และที่สำคัญ หลาย ๆ นวัตกรรมที่สร้างขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกำไรและขาดทุน!!! แปลว่าไม่มีใครจ้างหรือไม่มีเงินก็สามารถทำขึ้นมาได้!!!

หากว่า “สังคมที่หวาดระแวง” จะเกิดขึ้นจริง ถึงตอนนั้นเราคงจะได้มีโอกาสเห็นเงินตราเสริมในชุมชนแต่ล่ะชุมชน โดยที่เงินตราเสริมเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในรูปของธนบัตรหรือเหรียญกษาปน์ หากแต่อยู่ในรูปของสารสนเทศในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แทน!

ถ้าอยากรู้ว่า “สังคมที่หวาดระแวง” เป็นแบบไหน ให้อ่านประวัติศาสตร์ในช่วงที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นรูปแบบของ “สังคมที่หวาดระแวง” อย่างแท้จริง!!!

Technorati Tags: , , , , , ,

Cron นะ ไม่ใช่ Corn และก็ไม่ใช่ Porn ด้วย!!! 20 ตุลาคม 2008 4:52 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 3 ความคิดเห็น

Corn แปลว่า “ข้าวโพด”

Porn ย่อมาจาก Pornography แปลว่า “หนังสือ ภาพ เรื่องเขียน หนังและศิลปะที่ลามก”

Cron ย่อมาจาก Chronograph แปลว่า “นาฬิกาซึ่งเที่ยงตรงเป็นอันมาก”

ดังนั้น เราจะคุยกันเรื่อง Cron ไม่ใช่ Corn หรือ Porn … โอเค!!!

ผมแค่จะบอกว่า Web Server ส่วนใหญ่นั้น มักจะทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการตระกูล Unix ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องมีบริการอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “Cron” ให้เราจับจ่ายใช้สอย

บริการดังกล่าวก็เหมือนกับนาฬิกาจับเวลาที่เที่ยงตรง เพราะเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเอาไว้ มันก็จะไปเรียกโปรแกรมที่เราอยากให้ทำงาน ณ วัน ดอ เวลา นอ ให้ตื่นขึ้นมาทำงานโดยพลัน!!!

สำหรับใครก็ตามที่รู้ตัวว่าเว็บของตนเองนั้น ช่างมีคนเข้าน้อยซะเหลือเกิน และรู้สึกว่าไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของ Server อย่างคุ้มค่าแล้วไซร้ ผมก็ขอแนะนำให้สร้างโปรแกรมที่มีประโยชน์ แล้วให้ Cron มากระตุ้นมันให้ทำงานดีกว่า ยิ่งกระตุ้นทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เราใช้งาน Server ที่เราเช่ามาหรือซื้อมาได้อย่างคุ้มค่าเป็นที่สุด

ที่เหลือก็บริหารจัดการประสิทธิภาพของโปรแกรมดังกล่าว ไม่ให้ใช้ CPU ของ Server เกินขอบเขตที่กำหนดก็พอแล้วจ้า :-P

ป.ล. สิ่งที่มีค่าที่สุดของ Server ก็คือ “เวลาของ CPU” ครับ ต้องจิกใช้มันให้คุ้ม เหมือนกับจิกใช้พนักงานให้คุ้มกับเงินเดือนนั่นแหล่ะ T-T เขียนแล้วเศร้าจิต

Technorati Tags: , , , ,