บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 7 ความคิดเห็น
ผมเคยคิดอยู่เสมอว่าอะไรคือต้นทุนของการทำ Software as a Service แต่เดี๋ยวนี้เลิกคิดแล้ว … เพราะรู้แล้ว!!!
ต้นทุนที่แท้จริงของ Software as a Service กระจุกตัวอยู่ที่ Hardware อ่ะ T-T ไม่น่าเชื่อเลยว่าเบื้องหน้า .. ซึ่งเป็นเรื่องของการให้บริการตามหลักการของ Software as a Service นั้น กลับมีต้นทุนเกี่ยวกับ Hardware หยุมหยิม จุกจิก เยอะแยะ มากมายมหาศาล ตั้งตระหง่านรอเราอยู่ ณ เบื้องหลัง!!!
เราสามารถสร้างซอฟต์แวร์ออกมาได้ด้วยเวลาไม่นานนัก แถมซอฟต์แวร์ของเราก็เก่งโคตร ๆ อีกต่างหาก … แต่เรากลับพบว่าหากจะเปิดให้ใคร ๆ เข้ามาใช้งานมันได้อย่างเต็ม stream, เต็ม max หรือ เต็มตีน เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี Hardware จำนวนที่พอเหมาะ เพื่อผ่องถ่ายภาระงานให้กระจัดกระจายอย่างสม่ำเสมอ จนผู้บริโภคไม่รู้สึกว่า Software as a Service ของเราเชื่องช้าแต่อย่างใด
ถ้าเรามีตังค์เป็นกระตั๊ก ๆ เราก็คงจะซื้อ Hardware มาให้มันเยอะเว่อร์ ๆ เพื่อให้มันรองรับงานได้อย่างไม่ยั้ง!!!
แต่เรื่องจริงก็คือใคร ๆ ก็ล้วนมีตังค์หรืองบประมาณที่จำกัด ดังนั้นการคำนวณ Hardware Sizing จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจะทำให้ใช้ของได้คุ้มค่า แต่ราคาไม่ทำให้กระเป๋าฉีกจนกินงบฯไปถึงปีหน้า!!!
แย่หน่อยที่ตอนเรียนหนังสือก็ไม่มีวิชาไหนสอนเรื่องคำนวณ Hardware Sizing!
พอออกมาทำงานก็พบว่าการคำนวณ Hardware Sizing เป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล ที่ต้องเก็บสะสม เคี่ยวกรำ สร้างความชำนาญการโดยบุคคลคนเดียว ดังนั้นไอ้เรื่องที่จะมาถ่ายทอดให้กันมันเลยยากกกกกส์
ผมเองก็ไม่เก่งเรื่อง Hardware Sizing เหมือนกัน ไม่งั้นคงจะบอกพวกเราได้ว่า ถ้าเราจะทำเว็บที่เหมือนกับ Youtube, Google, Facebook, Hi5, Wikipedia และสามารถรองรับผู้เข้าใช้ได้ทัดเทียมกับเว็บต้นตำรับ เราควรจะมี Hardware Sizing บิ๊กบึ้มขนาดเท่าไหร่ดี?
Technorati Tags: hardware, sizing, ต้นทุน, แท้จริง, software
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์, การจัดการ, สมมติฐาน , 8 ความคิดเห็น
ภาคการบริการกลายเป็นส่วนสำคัญในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่การขับเคลื่อนในทุก ๆ อย่างเน้นการทำงานซึ่งเฉพาะอย่างมากขึ้น (จนเราไม่มีปัญญาทำเอง เลยต้องให้ผู้อื่นทำให้) ดังนั้นเท่าที่มองแล้ว Software as a Service เองก็คงจะหารายรับให้กับตัวเองได้เพียง 4 รูปแบบ
รูปแบบที่ 1 : ห้างขายยา ฉายหนังกลางแปลง
ผมเกิดไม่ทันยุคนี้หรอกนะ (เดี๋ยวจะหาว่าแก่) แต่เคยได้ยินมาว่าสมัยนั้น ห้างขายยาจะเอาหนังกลางแปลงมาฉายให้ดูฟรี ๆ จากนั้นก็จะหยุดฉายเป็นระยะ เพื่อโฆษณาขายยาของตัวเอง … ไม่ได้แตกต่างจากที่ทุกวันนี้ Web Application เปิดให้ใช้กันฟรี ๆ แล้วก็แปะโฆษณากันให้เปรอะไปหมด รู้สึกว่ารูปแบบนี้จะเป็นที่นิยมที่สุด เห็นได้จากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทางไอทีของโลก ล้วนเล่นมุขนี้กันทั้งนั้น
รูปแบบที่ 2 : เงินมา ผ้าหลุด
ผมเคยได้ยินสำนวน “เงินมา ผ้าหลุด” ไม่รู้ว่าผ้าอะไรหรือผ้าชิ้นไหนหลุด รู้แต่ว่าถ้าจ่ายเงินมาผ้าหลุดแน่ ๆ ซึ่งโมเดลนี้ก็ง่าย ๆ ตรงไปตรงมาดี นั่นคือจ่ายตังค์มาซะ แล้ว Software as a Service ก็จะส่งถึงท่านเอง โดยตัวอย่างที่เห็นอย่างกว้างก็เช่น การเช่า Web Hosting, การจ่ายค่าธรรมเนียม eBay, การจ่ายค่าธรรมเนียม PayPal เป็นต้น
รูปแบบที่ 3 : ฝากไว้ก่อน ไว้คิดบัญชีทีหลัง
การให้ใคร ๆ เอาซอฟต์แวร์ไปใช้ฟรี ๆ ไม่ว่าจะด้วยลักษณะของ Freeware หรือ Open Source Software ก็ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ตรงนี้ผมเคยได้พบกับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง จากการที่องค์กรนำ Open Source Software มาใช้ แล้วมาภายหลังเราพบว่า เราเอามาใช้ฟรี ๆ ได้ก็จริง แต่เวลาจะเพิ่มเติมเรากลับทำเองไม่ได้ ต้องจ่ายเงินจ้างเขา เพราะ Open Source Software ดังกล่าว มีความซับซ้อนในตัวโค้ดและฐานข้อมูลมากมายซะเหลือเกิน จนถึงแม้มันจะถูกเปิดเผยอ้าซ่า ก็ไม่ใช่ว่าเราจะเข้าอกเข้าใจมันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
รูปแบบที่ 4 : ขอทาน เปิดหมวก
เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่า ขอทานเมืองนอกจะไม่ไหว้ผงก ๆ เพื่อขอตังค์อย่างเดียว แต่ต้องทำอะไรเพื่อแลกกับเงินด้วย เช่น เต้น, ร้อง, เล่นดนตรี หรือ แสดงอะไรบางอย่าง เพื่อแลกให้ได้เงินมา (ดูแล้วขอทานไทยสบายกว่าเยอะ) ซึ่งโมเดล Software as a Service แบบขอทานนั้น ผมยังไม่มีตัวเลขอ้างอิงที่แน่ชัดถึงรายรับ ว่ามีใครทำแล้วประสบความสำเร็จบ้าง (คิดว่ามี แต่คงน้อยรายเหลือเกิน)
เอาเป็นว่าจะรูปแบบไหนก็ได้ ขอแค่คนจ่ายรายรับให้กับ Software as a Service ไม่ชักดาบก็พอครับ
Technorati Tags: รายรับ, โมเดล, Software as a Service
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 6 ความคิดเห็น
ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:29 น. ตามเวลาท้องถิ่น …
ผมได้เหลือบไปที่ Sidebar ของบล็อกแห่งนี้และพบว่า …
สถิติของผู้รับ Feed ของบล็อกแห่งนี้ ใกล้จะแตะ 500 Subscribers แล้ว!!!
พลังคือสิ่งที่มอบพลังอำนาจให้กับเหล่าเจได มันเป็นสนามพลังที่ถูกสร้างโดยสิ่งมีชีวิตทั้งมวล มันอยู่รอบตัวเรา และแทรกซึมเข้าไปในตัวเรา รวมทั้งเชื่อมโยงกาแลกซีทั้งกาแลกซีเข้าไว้ด้วยกัน
-โอบีวัน เคโนบี
ในมหากาพย์ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ได้อ้างอิงว่า การที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงจะมีสัมผัสแห่งพลังได้นั้น ก็เป็นเพราะว่า … ในสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มีสารประกอบอินทรีย์ขนาดจิ๋วที่เรียกว่า “มิดิคลอเลียน” ปะปนอยู่ในเซล … ยิ่งมีจำนวน “มิดิคลอเลียน” ในเซลมากเท่าไหร่ สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ก็จะยิ่งสื่อสารกับ “พลัง” ได้มากเท่านั้น!!!
ในฐานะแห่งบล็อกก็เช่นเดียวกัน บล็อกทั้งปวงจะมีสัมผัสแห่งพลังได้ ก็เป็นเพราะว่าบล็อกนั้น ๆ มีจำนวนของ Feed Subscribers สะสมอยู่ในบล็อก … ยิ่งมีจำนวน Feed Subscribers มากเท่าไหร่ บล็อกนั้น ๆ ก็จะยิ่งสื่อสารกับ “พลัง” ได้มากเท่านั้น!!!
ขอพลังแห่ง Feed จงสถิตอยู่กับ Blog ของท่าน!!!
ป.ล. แล้วเรามาดูกัน ว่าพลังที่ว่า จะเอามาทำอะไรได้บ้าง
Technorati Tags: ขอพลัง, แห่ง, Feed, จงสถิต, อยู่กับ, Blog, ของท่าน
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 4 ความคิดเห็น
หลังจากใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก ในที่สุดผมก็สามารถอ่านหนังสือ “ความมั่งคั่งปฏิวัติ” จบจนได้
ผมเชื่อว่าคุณคนชายขอบน่าจะแปลหนังสือเล่มนี้จากต้นฉบับ โดยไม่ได้ใส่สำนวนของตนเองเข้าไป และไม่ได้ใส่รายละเอียดเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากที่ ALVIN TOFFLER เขียนไว้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ALVIN TOFFLER ได้เปลี่ยนรูปแบบการเขียนไปจากเดิม ถ้าเทียบกับ The Third Wave, Powershift และ War and Anti-war ที่ผมเคยอ่าน
นั่นก็คือ เปลี่ยนจากการหุงข้าวสวยขาย เป็นการหุงข้าวต้มขายแทน
เพราะรู้สึกว่า “น้ำ” จะเยอะเหลือเกิน!!!
แต่ยังไงซะก็คงต้องขอบคุณ ALVIN TOFFLER ที่ครั้งนี้เขาให้ความสนใจกับ คอมพิวเตอร์, เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ตเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้การผสานแนวคิดเกี่ยวกับ เวลา, พื้นที่ และความรู้ (ของเขา) เป็นไปอย่างสมบูรณ์แนบแน่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
โดยสรุปแล้วผมเชื่อในแนวคิดของ Bernard Lietaer ซึ่งแต่งหนังสือชื่อ “The Future of Money: Creating New Wealth, Work and a Wiser World” มากกว่า เพราะถึงแม้ ALVIN TOFFLER จะพยายามอธิบายให้เราเข้าใจถึงสภาวะของเวลาที่รวดเร็วขึ้น, พื้นที่ที่ไม่ต้องขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ และความรู้ซึ่งกลายเป็นสิ่งมีค่าก็ตาม แต่ Bernard Lietaer แทงได้ตรงหัวใจกว่า เพราะเขาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือของเขาเลยว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่ขับเคลื่อนอยู่ในยุคสมัยนี้ มีที่มาจาก “เงินตรา” ตัวเดียวเท่านั้นเอง
ดังนั้นเมื่อนำแนวคิดเกี่ยวกับเงินตราของ Bernard Lietaer บวกเข้ากับแนวคิดผสมผสานคลื่นลูกที่สามของ ALVIN TOFFLER เราก็จะได้คำตอบว่าปัจจัยแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 นั่นก็คือ …
…ระบบเงินตราเสริม ซึ่งออกและใช้โดยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งเศรษฐกิจคลื่นลูกที่สามนั่นเอง!!!
ไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า คนที่ทำ Google Adsense อาจจะต้องรับเช็คเป็นเงินสกุล Google ก็ได้ ใครจะรู้
Technorati Tags: ปัจจัย, แห่ง, คริสต์, ศตวรรษ, 21
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 7 ความคิดเห็น
ผมเคยดูละครจีนกำลังภายในเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว มีเรื่องราวอยู่ช่วงหนึ่งน่าหดหู่ ๆ โคตร ๆ เพราะพระเอกกับนางเอกในเรื่องดันตกอับ นางเอกก็เลยต้องไปนั่งเก็บเมล็ดข้าวแถวหน้าโกดังเก็บข้าวสาร
ค่อย ๆ เลือกเก็บทีล่ะเมล็ดอย่างยากลำบาก เพราะเมล็ดข้าวมันตกปะปนอยู่กับขี้ดินขี้ทราย แถมแต่ล่ะเมล็ดที่เก็บมาได้ ก็มีสีตุ่น ๆ เมล็ดหัก ๆ ดูไม่น่ากินเลย
แต่หลังจากเสียเวลาไปพักใหญ่ ๆ ๆ ๆ นางเอกก็เก็บเมล็ดข้าวได้เต็มกระป๋อง พอที่จะหุงกินกับพระเอกเพื่อประทังชีวิตไปได้อีกมื้อนึง!!!
เสียดายที่นางเอกมีแต่วิชากำลังภายใน แต่ไม่เป็นวิชาฝ่ามือจกพัลวัน ไม่อย่างนั้นคงเก็บเมล็ดข้าวได้เร็วและเยอะเป็นกระบุงโกยแหงม ๆ!!!
ที่โม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจะบอกว่า การหาเงินทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็บเมล็ดข้าวทีล่ะเมล็ดเท่าไหร่นัก จกลงไปแต่ล่ะครั้งก็ได้มาเพียงเล็กน้อย
แต่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม่นยำ และเสมอต้นเสมอปลาย จึงทำให้เราไว้วางใจที่จะโอนงานเก็บเมล็ดข้าว ไปให้คอมพิวเตอร์ช่วยทำแทนเราได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
และในเมื่อเราให้คอมพิวเตอร์ช่วยเก็บเมล็ดข้าวให้แล้ว เราก็ควรจะเติมคุณสมบัติพิเศษให้แก่มัน ให้มันรู้จักเลือกเก็บเมล็ดข้าวที่สะอาด สุกปลั่ง และเต็มเมล็ดได้เยอะ ๆ ด้วย … ก็คงจะดี
Technorati Tags: กลยุทธ์, เก็บ, เมล็ดข้าว, อัตโนมัติ