กระโดดไปยังแผงนำทาง

ค่าแรงของนักพัฒนา software ควรเป็นเท่าไหร่ดี? 2 November 2006 8:55 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , ตรวจย้อนกลับ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมักจะแวะเวียนเข้าไปยังกระดานข่าวต่าง ๆ เพื่ออ่านกระทู้ที่เกี่ยวกับ computer และกระทู้ซึ่งคน computer คุยกัน กระทู้ซึ่งส่วนใหญ่จะร้อนแรงก็จะหนีไม่พ้นการตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับว่า IDE ตัวไหนดีกว่ากัน ซึ่งอันนั้นเจอบ่อย (และก็รู้สึกว่ามันไร้สาระซะเหลือเกิน)

แต่ที่เจอไม่บ่อย แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้กันนั่นคือ การคุยกันเรื่องค่าแรงของนักพัฒนา software ในประเทศไทยเรา การพูดคุยกันค่อนข้างจะดุเดือด เผ็ดร้อน และหลายครั้งก็เชื่อถือไม่ได้ เพราะมีการให้ตัวเลขค่าแรงที่เบี่ยงเบนจนไม่สามารถยึดถือได้เลยว่าเป็นความจริง

แล้วจริง ๆ แล้ว นักพัฒนา software อย่างพวกเราควรได้ค่าแรงเท่าไหร่ดีล่ะ? เอ้อ นั่นสิเน้อะ งั้นเรามาทำความเข้าใจเรื่อง capitalism กันก่อนดีกว่ามั้ย??? :-) บางคนอาจจะไม่อยากเข้าใจเรื่องหนัก ๆ หัว แต่ผมจะพยายามอธิบายให้มันง่าย ๆ ก็แล้วกันนะ

ประเทศไทยเรามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เฉลี่ย 4.5% ต่อปี, มีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 2.0% ต่อปี และมีอัตราการขึ้นค่าแรงที่ 1.5% ต่อปีครับ (เป็นตัวเลของเดือนตุลาคม 2549 และผมก็หวังว่าตัวเลขเงินเฟ้อมันควรจะต่ำกว่านี้)

monetary_value.jpg

ผมทำเป็นตารางให้ดูครับ ดูแล้วง่ายดี อธิบายง่าย ๆ ก็คือถ้าปีนี้เราได้ค่าแรงเท่ากับ 1 บาท แล้วเราจะซื้อข้าวแกง 1 ชาม เราต้องใช้เงิน 1 บาทเพื่อซื้อมัน อีกสิบปีข้างหน้าคือปี พ.ศ. 2558 ถ้าอัตราเงินเฟ้อยังเป็นเท่านี้ และอัตราการขึ้นค่าแรงยังเป็นอย่างนี้ เราจะได้ค่าแรงเท่ากับ 2.23 บาท ในขณะที่เราจะซื้อข้าวแกง 1 ชาม เราต้องใช้เงิน 2.91 บาทเพื่อซื้อมัน ความหมายง่าย ๆ ก็คือ ค่าแรงขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อว่ะ!!!

monetary_value_graph.jpg

นักพัฒนา software บางคนรู้ทันครับ ก็เลยหนีอัตราเงินเฟ้อด้วยการย้ายงานไปเรื่อย ๆ แบบว่าทำซักปีสองปีก็ย้าย ทุกครั้งที่ย้ายก็เรียกเพิ่มขึ้น 10% - 20% จากค่าแรงของที่เดิมที่เคยได้รับ โดยลืมไปว่านับวันก็มีแต่จะแก่ขึ้น แก่ขึ้น

หลายคนที่ทำงานมาหลายปี ก็เริ่มนึกได้ว่าตัวเองต้องมีภาระใช้จ่ายเงินมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้เรื่องเงินให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น อยากจะรู้ว่าจะหามันมาได้เยอะ ๆ ได้ไง ซึ่งส่วนใหญ่ตัดสินใจเรียนต่อทางด้าน MBA หรือเศรษฐศาสตร์ ถึงแม้ว่าตนเองจะจบมาทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ก็ตาม

บางคนก็ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวไปกับการเป็นผู้รับพัฒนา software อิสระ รับงานมาทำแล้วก็ตีราคาไปตามเนื้องาน บ้างก็ตีราคาผิด บ้างก็ตีราคาถูก แล้วแต่ประสบการณ์ (อันนี้เห็นถามในกระทู้บ่อย ว่ารับงานมาแล้ว แต่ไม่รู้จะตีราคาเท่าไหร่ดี)

จะเห็นว่าค่าแรงของนักพัฒนา software จะสามารถประเมินได้จากสองแหล่ง คือ ค่าตอบแทนจากการเป็นลูกจ้าง และค่าตอบแทนจากการรับจ้างทำของ การประเมินค่าแรงของนักพัฒนา software จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเราต้องทำความเข้าใจว่าการที่องค์กรใด ๆ ก็ตามจะจัดจ้างเรานั้น เขาต้องประเมินว่าเราจะให้กลับคืนเขาได้เท่าไหร่

บางองค์กรที่พัฒนาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับ software ก็มีความจำเป็นต้องกำหนดฐานค่าแรงให้กับนักพัฒนา software สูง ๆ เพราะถือเป็นหน่วยสร้างรายได้หลักขององค์กร แต่บางองค์กรที่การบริการที่เกี่ยวกับ software เป็นเพียงสิ่งสนับสนุนการสร้างรายได้หลักขององค์กร ฐานค่าแรงของนักพัฒนา software ก็จะถูกกำหนดให้อยู่ในระดับต่ำลงมา

และนายทุนทุกคนล้วนต้องการจ่ายค่าแรงให้ต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลเพราะค่าแรงถือเป็นต้นทุนคงที่ ที่จะทำให้กำไรสุทธิของกิจการลดน้อยลง จนไม่พอจ่ายเป็นปันผลให้กับถือหุ้น ผู้ถือหุ้นเองก็คงจะรู้สึกไม่พอใจกับกรรมการบริษัทนัก หากกรรมการบริษัทนอกจากจะไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้แล้ว ยังไม่สามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย

รุ่นของผมเป็นรุ่นที่ออกมาทำงานกันปี พ.ศ. 2538 ครับ พรรคพวกเพื่อนฝูงของผมปัจจุบันมีค่าแรงเฉลี่ยอยู่ในช่วง 27,000 บาท - 35,000 บาทต่อเดือนและส่วนใหญ่ทำงานในระดับผู้จัดการหรือ Team Lead กันหมดแล้ว ทุกคนล้วนทำงานหนัก เพราะการรับค่าแรงที่มาก มันหมายถึงการต้องเอาแรงงานสมองเข้าแลกด้วยสัดส่วนที่ทัดเทียมกันหรือมากกว่า อีกทั้งต้องประจำการในหน้าที่ 24 x 7 หรือหมายถึงต้องถูกเรียกใช้ได้ตลอดนั่นเอง

ในโลกนี้มีที่ทำงานอยู่สองแบบเท่านั้นคือ งานเยอะเงินน้อย กับ งานเยอะเงินเยอะ ครับ

Technorati Tags: , ,

ความคิดเห็น»

1. Patsonic - 2 November 2006

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หลายคนก็น่าสงสาร เพราะงานหนักแต่เงินน้อย
แต่หลายคนสิ เงินได้ไปก็ไม่ใช่น้อยๆ แถมนิสัยห่วยอีกต่างหาก

2. panuta - 2 November 2006

ในโลกนี้ก็มีคนรวยอยู่ 2 แบบเท่านั้นเอง คือเจ้าของกิจการ กับนักเล่นหุ้น … คนนึงใช้คนอื่นทำงานให้ อีกคนนึงใช้เงินทำงาน(ในตลาดหุ้น) …

ดูเงินเดือนโปรแกรมเมอร์แล้วก็ปลงๆ ครับ … (ตอนนี้ก็เลยหนีมาเรียน แต่ไม่ใช่ MBA นะ :-p)

3. นายแรด - 2 November 2006

เงินเดือนเยอะความรับผิดชอบในงานก็เยอะตามไปด้วย แต่ก็อย่าลืมนึกถึงความสุขด้วยนะครับ (ในบางเงินก็ไม่สามารถซื้อความสุขได้)

4. นายแรด - 3 November 2006

ขอเสริม คุณ panuta อาชีพนักการเมืองคร๊าบ :D

5. xinexo - 3 November 2006

งานสบายเงินเยอะก็มีครับ (จะปรากฏได้ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร)

แต่ผมดูเงินเดือนโปรแกรมเมอร์แล้วไม่ปลงนะครับ เมื่อเทียบกับอาชีพจบใหม่อื่นๆ ที่ไม่ใช่สายแพทย์

แฟนผมเรียนสายศิลป์จบมา จะหาเงินเดือน start ให้ถึง 15k นี่ลำบากมากๆ นอกจากจะเชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษถึงจะพอได้

ไม่เหมือนสาย it อย่างเรา รุ่นผม start 18k up กันแทบทุกคน ถ้าเชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษก็มากกว่านี้

6. พี่ไท้ - 3 November 2006

เป็นไปตามหลักทุนนิยมครับคุณ Patsonic

ถูกต้องนะคร้าบบบบบคุณ panuta

เห็นด้วยครับคุณ rhino เอาเงินไปทำบุญทำทานบ้างก็ดีเน้อะ จิตใจจะได้ผ่องใส

อย่าคิดว่าแพทย์ได้เงินเดือนเริ่มต้นเยอะครับ เพราะผมเห็นมาแล้วว่าปัจจุบันเงินเดือนเริ่มต้นของแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐอยู่ที่ 15,000 บาท แต่งานโคตรหินและรับผิดชอบสูงสุดขีดครับ แพทย์เหล่านี้ต้องใช้ทุนรัฐไปหลายปีเชียวแหล่ะ กว่าจะหลุดออกมาลืมตาอ้าปากได้

7. bow_der_kleine - 4 November 2006

อูย…. เริ่มกันที่ 18k เลยเหรอครับ ของผมจบโท ทำงานไปอีกสิบปีถึงจะได้ครับ ทายสิครับผมประกอบอาชีพอะไร อิอิอิ

แต่ผมไม่ค่อยแคร์เรื่องเงินเท่าไรครับ (อันนี้จริง ๆ นะครับ ไม่ได้ดัดจริตพูด :P ) หากอยากมีเงินมาก ๆ มีรายได้มาก ๆ ต้องมีกิจการเป็นของตัวเองครับ แล้วก็ต้องมองภาพการตลาดออก ว่าตลาดต้องการอะไร

พ่อ แม่ และน้า ๆ ผม แต่ละคนจบการศึกษาไม่สูงสักคนครับ แต่ตอนนี้ทุกคนมีรายได้ สูงมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผม) เพราะแต่ละคนมีหัวการค้า มองภาพการตลาดออกหมด โดยไม่ได้เรียนอะไรมา (คุณตันโอเอชิ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีคนนึงครับ)

รู้อย่างนี้ผมจะเรียนไปทำไม ผมเรียนเพื่อสนองความอยากส่วนตัวครับ เรื่องเงินเอาแค่พอมีใช้ไม่เดือดร้อนก็พอ ยิ่งไปโหยหามาก ยิ่งมีความสุขน้อยลงครับ

8. Make Many - 4 November 2006

คุณพี่ไท้ รายละเอียดเรื่องนี้มองเห็นภาพเลยครับ เหอๆๆๆ ผมชอบตอนท้ายครับคือ งานเยอะเงินน้อย กับ งานเยอะเงินเยอะ อันหลังนี่ดูดีสุดเพราะส่วนใหญ่ที่พบก็คือ งานเยอะเงินน้อยซะส่วนใหญ่ ครับเหอๆๆๆ อัตราค่าจ้างงานในเมืองไทย ไม่ค่อยได้รับการวิเคราะห์หรือคำนวนในลักษณะนี้ครับ นอกจากมีการประท้วงเพื่อขอขึ้นจึงจะทำการประกาศปรับค่าแรง ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอย่างนั้น เหมือนว่ารอให้เดือดร้อนค่อยแก้ไข แทนที่จะมีแผนการในการปรับอย่างชัดเจน ถ้าถึงปี 2558 อย่างพี่ไท้ ว่าผมว่าลำบากแล้วหละครับ ชีวิตเริ่มมีปัญหาอีกครั้ง (เหมือน 14 อีกครั้งเลย) :)

9. พี่ไท้ - 4 November 2006

คุณโบว์ก็เคยบอกแล้วไง ใน blog คุณโบว์น่ะ ว่าเป็นคุณโบว์เป็นคนมีสี ฮิ ฮิ :-)

ถึงตอนนั้นเราคงจะเฉย ๆ และก็ทน ๆ กันได้แล้วครับคุณสิทธิศักดิ์ เหมือนสมัยก่อนเลย ผมไปมาบุญครอง ที่นั่นขายอาหารจานล่ะ 25 บาท ตอนนั้นผมยังเรียนมัธยมต้นอยู่ ความรู้สึกตอนนั้นคือ ทำไมค่าอาหารมันถึงได้แพงมหาโหดงี้วะเนี่ย แต่ตอนนี้ข้าวแกงห่วย ๆ ข้างทางก็จานล่ะ 25 บาทแล้วครับ เหอ ๆ

10. memtest - 4 November 2006

ไม่รู้ว่าผมจบมาแล้วจะได้เงินเดือนซักเท่าไหร่
ใจจริงลึกๆแล้วผมสนใจว่างานที่จะทำน่าสนใจรึเปล่ามากกว่า ถ้ามันน่าสนใจจริง(เราทำได้ด้วยน่ะ)
เงินเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวหรอกครับ บนโลกนี้จะมีใครโชคดีเหมือน เกยเซอร์ บริน ก่ะ ราลี่ เพจ(google)บ้าง ได้ทำทั้งสิ่งที่ชอบและได้เงินตอบแทนอย่างมหาสาน

ปล.ความคิดของเด็กปีสี่ ที่ยังไม่ได้ทำงาน

11. BigNose - 4 November 2006

ถ้ารู้ว่าทำ web แล้วหาเงินง่าย ผมคงเรียน computer science หรือ computer engineering ไปแล้วครับ จริงๆ แต่ตอนนั้นเกลียดมาก ภาษาคอมพิวเตอร์เนี่ย กว่าจะจบ course มาได้

12. พี่ไท้ - 4 November 2006

จบมาแล้วก็ได้เงินเดือนตามราคาตลาดแรงงานครับคุณ memtest เราต้องเป็นคนกำหนดเงินเดือนเองนะ อย่าปล่อยให้เขากำหนดล่ะ

ทำ web แล้วหาเงินง่ายเหรอเนี่ยคุณ BigNose ง่ะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยอ่ะ ทำไง บอกหน่อย ^-^ อยากได้ตังค์เหมือนกัน

13. memtest - 4 November 2006

ผมลองคิดเล่นดูน่ะครับ ใจผมจริงๆไม่กล้าเรียกเงินเดือนสูงๆหรอกครับ
กลัวเค้าจะไม่จ้างเพราะผมก็ไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองเก่งอะไรมากมาย จะตั้งให้น้อยก็กลัวไม่พอใช้อีก
ลำบากจริงๆ เหอๆๆๆๆๆๆ

14. 9ho - 9 January 2007

ขอเสริมอีกอาชีพที่ทำให้รวยครับ คืออาชีพที่ใช้ความสามารถ หรือความนิยม
เช่น ดารา นักร้อง นักกีฬา แต่ต้องเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์เลยนะ

15. tudtu - 13 March 2007

เหนื่อย เขียน php มาสองปีกว่า ได้ 19k เด็กจบใหม่ล้อซะ 18 เหนื่อย

16. Mimz - 7 June 2007

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ทำเว็บ หาเงินจาก
ออกแบบเว็บ คิดราคาต่อเพจ
ออกแบบป้ายแฟลช คิดราคาตามชิ้นงาน
รับโฆษณา ราคาขึ้นอยู่กับ แรงค์(สถิติเว็บ)และตำแหน่งโฆษณา
โฆษณาจากกูเกิ้ล

ตลาดเว็ปไซท์
เว็บบล็อค (มาแรงมาก)
ฟรีโฮส(แฝงโฆษณา รีดค่าโฆษณา) (พอใช้ได้ แต่สบายแรง)
ฟรีเว็บบอร์ด (แฝงโฆษณา)(พอไปได้)
เว็บแฟนไซท์เกมส์ออนไลน์ (เรียกแรงค์ รีดสถิติ แต่เหนื่อย ใช้แรงงานหลายคนเพื่อหาข้อมูล)
เว็บบิทเทอร์เร็นซ์(แฝงโฆษณา รีดคาช่าโดเนจจากสมาชิก)

ตลาดของโฮส
เช่าโคโล โหลดบิทเทอเร็นท์(คิดราคาจากขนาดไฟล์)
เช่าพื้นที่เซิฟเวอร์ (คิดราคาจากขนาดที่ให้เช่า และการบริการ) (รีดราคาจาก ค่าโฆษณา ดึงแรงค์จาก จัดอันดับเว็บไซท์ สารบันเว็บไซท์)

สื่งที่ต้องมี
เซิฟเวอร์ ระบบ ลินุกซ์ หนึ่งเครื่อง
คอมพิวเตอร์พัฒณาเว็บ หนึ่งเครื่อง
คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูล แบคอัพไฟล์ หนึ่งเครื่อง

แค่นี้เองคับ ขยันๆ มองตลาดออก คุณก็รวยง่ายๆ

17. ken - 25 August 2007

เปงโปรแกรมเมอร์กันก้อยังดีนะคับยังเหงน้ำหนักเงินกันมั่ง
ผมดิ่ เปงช่างคอมฯประสบการณ์ 5 ปีกว่าๆ เงินสตาร์ท 6000 บาทไทยเอง
แถมมันยังบอกอีกว่าช่างที่ซ่อมได้เยอะแยะหลังร้านเงินเดือนแค่7000เอง
ฟังแร้วเศร้าเรยคับ ค่าแรงช่างมันต่ำจิงๆ เปงช่างไม่ต้องมีความรับผิดชอบหรือคับ?
ตอนนี้เรยไปศึกษาพวก php กะ sql อ่ะคับ
ลองทำพวก web application ไปวันๆ ตอนนี้เริ่มคล่องแระ
กะว่าต่อไปจะทำ asp กะ java ดู
ปล.เคยเหงเค้าประกาศรับเขียนเกม java อ่ะ สตาร์ท 20k-30k เรย-*- เทียบกันแร้วมันช่างห่างไกล

18. Boon-LeRT - 6 November 2007

..หืออ (-*-) แล้วตอนนี้ภาษาRubyหล่ะ..คิดว่าน่าทุ่มเทกว่า Java ไหมครับหากจะเอาดีด้านเว็บ..ดีไซน์
แล้วพวก ดาต้าเบส จำเป็นไหม

PhP + MY-SQL
ASP + ACCESS

เหงว่ากานว่ายังไม่แน่ใจให้ปูพื้น C/C++ ไปก่อนค่อยต่อยอดเอา [Network / OS ]
แล้วจำเป็นต้องเรียน pascal ก่อน C / Java หรือป่าวครับ

ครือ..กระผมแค่สนใจกลไกโปรแกรมไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์กะจะเอาไว้สนองความอยากรู้เท่านั้นประเดี๋ยวก็เบื่อแระบ้าไปวันๆหน่ะครับ

ปล. พอดีกะลังเสิร์ชหาคำว่า เกม +Pascal อยู่เลยเจอ Blog คุณไท้ หน่ะขอรับ ..หวัดดีครับทุกท่าน

19. nu - 24 December 2007

อยากรู้จังว่า ถ้าอยากจะจ้างพวกคุณเขียน โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ให้หน่อยอะนะ จะหาเวบไซต์ที่ชุมนุมของโปรแกรมเมอร์ ทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพได้ที่ไหน อย่างไร

20. Hospital Programmer - 4 February 2008

ผมทำงานอยู่รพ.ต่างจังหวัดว่า10ปีแล้วยังได้ 9 k อยู่เลยเพราะส่วนใหญ่รพ.จะให้ความสำคัญกับแพทย์และพยาบาลเป็นสำคัญ แต่ไม่คิดว่าข้อมูลสารสนเทศทั้งหมดอยู่ในกำมือโปรแกรมเมอร์ลูกจ้างอย่างเรา ฮาฮ่า! เอาซะดีไหม ผู้บริหารคิดว่าลูกจ้างอย่างเราพอออกไปแล้วก็รับเด็กใหม่มาแทนได้ แต่ผู้บริหารรพ.ส่วนใหญ่ไม่รู้ หรือไม่มีวิสัยทัศน์กันแน่ว่าในการเรียนรู้ และเข้าใจระบบโครงสร้างของฐานข้อมูลและระบบงานในองค์กรนั้นต้องใช้เวลาและประสบการณ์อย่างมากในการเข้าถึงและดูแล้วให้เป็นไปได้ด้วยดีได้ เฮ้อ! ปลงครับเมื่อไหร่รพ.ของรัฐจะออกนอกระบบไม่รู้ เงินเดือนจะได้ขึ้นตามความสามารถซะที….


*
เพื่อพิสูจน์ว่าคุณเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่หุ่นยนต์) ดังนั้น กรุณาใส่รหัสป้องกันซึ่งแสดงอยู่ด้านล่างด้วยครับ
Anti-Spam Image