กระโดดไปยังแผงนำทาง

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 จำพวก 17 November 2006 10:08 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , ตรวจย้อนกลับ

ผมเคยโม้เรื่องสามเหลี่ยมแห่งทักษะเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมพยายามอธิบายให้รู้กันว่า ถ้าเราแบ่งทักษะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ออกเป็น ทักษะทางเทคนิค, ทักษะทางระบบ และทักษะทางธุรกิจแล้ว เราจะได้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นกี่ประเภท

มาคราวนี้เอาใหม่ ผมจะใช้แผนภาพอีกแบบ ในการอธิบายนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 จำพวกบ้าง

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 จำพวก

จากภาพจะเห็นว่า ด้านซ้ายเป็นพวกของจริง, ด้านขวาเป็นพวกของเทียม, ด้านบนเป็นพวกช่างเจรจา และด้านล่างเป็นพวกเตมีย์ใบ้

  • ผู้เชี่ยวชาญ คือคนที่สื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจได้, ทฤษฎีแน่นปึ้ก และลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จได้
  • หุ่นยนต์ คือคนที่สื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจไม่ได้ หรือไม่ชอบสื่อสารกับใคร แต่ลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จได้
  • ขี้โม้ คือคนที่สื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจได้ เป็นจ้าวทฤษฎี แต่ให้ลงมือทำแล้วกลับทำไม่ได้ หรือไม่สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จได้
  • ใช้ไม่ได้ คือ คนที่สื่อสารกับใครก็ไม่ได้ แถมให้ลงมือทำก็ทำไม่ได้อีก

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดก็ตามหากว่ามีฝ่ายคอมพิวเตอร์ หรือศูนย์คอมพิวเตอร์ เราก็จะพบว่ามีคนประเภท “ขี้โม้” และ “หุ่นยนต์” อยู่เต็มไปหมดเลย ในขณะที่ “ผู้เชี่ยวชาญ” กลับไม่ค่อยมีเพราะหายาก และ “พวกใช้ไม่ได้” ก็ไม่ค่อยมี เพราะคนที่เข้ามาทำงานได้ ล้วนต้องผ่านการสอบข้อเขียน, สัมภาษณ์ และทดลองงานกันมาแล้วทั้งนั้น

และจากการสังเกตของผม ผมก็พบว่าพวกที่ทำงานหยั่งกับหุ่นยนต์ จะไม่กินเส้นกับพวกที่เอาแต่โม้ไปวัน ๆ !!!! (มันก็น่าเหม็นขี้หน้าอยู่หรอกนะ เพราะไอ้คนโม้ไปวัน ๆ มันก็โม้หยั่งกับทำเป็น, ทำได้จนน่าหมั่นไส้จริง ๆ)

แต่อาจจะเป็นเรื่องโชคดีก็ได้ ที่ผู้บังคับบัญชาให้สิทธิ์ผมเต็มร้อย ในการเลือกคนเข้าทีม ทำให้ผมสามารถเลือกเอาคนประเภท “ผู้เชี่ยวชาญ” และ “ผู้ทำงานเยี่ยงหุ่นยนต์” ไว้ในทีมได้หลาย ๆ คนเลย

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้รังเกียจพวกที่เอาแต่โม้ไปวัน ๆ หรอกนะครับ เพราะพวกนี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน อย่างเช่นบางครั้งที่ผมต้องไปประชุมหลาย ๆ วงซึ่งนัดในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ผมก็ไม่สามารถจะไปปรากฎตัวทุกวงประชุมได้พร้อม ๆ กัน ผมก็จะใช้คนพวกนี้แหล่ะไปเข้าประชุมแทน

โดยก่อนจะส่งให้ไปประชุม ผมก็จะดูจากรายงานการเชิญประชุมว่ามีวาระอะไรบ้าง มีการติดตามเรื่องอะไรบ้าง จากนั้นผมก็จะเล่าให้พวกขี้โม้เหล่านี้ฟัง เพื่อให้ไปถ่ายทอดในที่ประชุมอีกทีนึง ซึ่งคนขี้โม้เหล่านี้ก็ทำได้ดีมากเลยนะ เพราะสามารถที่จะโม้ในที่ประชุมได้เป็นฉาก ๆ เหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนลงมือทำงานนั้นเองเลยทีเดียว แล้วคนในที่ประชุมก็เข้าอกเข้าใจซะด้วย :-)

จากนั้นเมื่อกลับมาจากการประชุมแล้ว คนขี้โม้เหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดการสนทนา, การตอบโต้ และวาระพิเศษหลาย ๆ อย่างให้ผมทราบได้ เหมือนกับว่าผมไปนั่งฟังเองในที่ประชุมเลยทีเดียว

จะเห็นว่าบางครั้ง เราก็สามารถพลิกแพลง เปลี่ยนจุดที่เหมือนเป็นข้อด้อยของคนในทีม ให้กลายเป็นจุดเด่นได้เหมือนกัน เน้อะ ดีจัง :-)

Technorati Tags: , , , ,

ความคิดเห็น»

1. PoorBlogger - 17 November 2006

พยายามจัดตัวเองว่าเป็นพวกไหน คงเอนมาทางของเทียมครับ เพราะพัฒนาไม่เป็นเลย

2. panuta - 18 November 2006

มีแบบช่างเจรจาเฉพาะสาวน่ารักๆมั้ยครับ :-p

3. yokey - 18 November 2006

ค่อนข้างถูกใจ เพราะใช้วิชาว่าด้วยการจัดการบริหารทรัพยากรบุคคลได้ดีเยี่ยม ทำให้มองเห็นว่าทุกคนนั้นมีข้อเด่นด้อยต่างกัน แต่ก็สามารถทำอะไรได้ไม่เหมือนกัน แต่อาจได้ผลสรุปที่เท่ากัน

จริง ๆ แล้วผมมองว่าการจัดการทรัพยากรในรูปแบบนี้เป็นการดึงสาระมาใช้ประโยชน์ได้อย่างดี
และอาจเป็นทางออกให้กับผู้พิการมีสิทธิในการทำงานได้ด้วยหากจัดสรรได้ถูกวิธี แม้แต่เด็กก็ทำงานได้ หากผู้บริหาร ผู้จัดการทรัพยากรเล็งเห็น

ประเด็นนี้เยี่ยมมากครับพี่ให้แนวคิดประยุกต์ได้มาก

4. iDayBlog - 18 November 2006

เหมือนพ่อรวยสอนลูกเลย ตอนเงินสี่ด้านเลยแฮะ แต่อันนี้ต้องโปรแกรมเมอร์สอนเพื่อน ตอนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 4 จำพวก

5. Make Many - 18 November 2006

นับว่าได้ประโยชน์อย่างสูงครับ สำหรับเรื่องนี้ โดยหลักการบริหารจัดการด้าน ทรัพยากรบุคคลแล้ว การเลือกเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้สูงสุดคือวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง ต้องขอบอกว่า พี่ไท้ นำเรื่องนี้มาพูดได้ดีครับ และ ทำให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้คนอย่างเหมาะสม เยี่ยมครับ

6. พี่ไท้ - 18 November 2006

ผมเองก็เป็นพวกของเทียมครับคุณ BigNose อิ อิ

มีดิคุณ panu แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับว่าสาว ๆ จะเจรจาด้วยอ๊ะเปล่านะ

อือม คิดถึงผู้พิการเลยเหรอครับ อันนี้ไม่สันทัดอ่ะครับ เอ ผมเองก็ไม่เคยได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคนพิการเลย เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วต้องยังไงดี

วาดให้ดูเฉย ๆ ไม่ได้สอนคร้าบบบบบคุณเดย์ มันเป็นการนำเสนอจินตนาการอ่ะครับ ซึ่งคิดว่ามันน่าจะวาดออกมาเป็นรูปได้ ผมก็เลยวาดออกมาส่งเดชแบบนี้แหล่ะ

ผมกำลังคิดว่าบล็อกนี้กำลังจะนอกเรื่องจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ กลายไปเป็นบล็อกการจัดการทรัพยากรไปหรือเปล่าก็ไม่รู้นะเนี่ย ไว้คราวหน้าจะดึงกลับมาเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ได้อ่ะคุณสิทธิศักดิ์

7. iPAtS - 18 November 2006

ว่าแต่ ผมเป็นพวกไหนดีเนี่ย เหอๆ

8. bow_der_kleine - 19 November 2006

เพิ่งเห็นประโยชน์ของพวกขี้โม้ก็คราวนี้เองครับ ธรรมดาผมจะเลี่ยง ๆ คนเหล่านี้ เพราะทำใหเผมสมาธิสั้น

แต่มีคนที่ผมรู้จักอยู่คนนึงครับ อยู่กึ่งกลางระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับพวกขี้โม้ คือโคตรเก่งเลย แต่ก็โคตรขี้โม้เหมือนกัน เขาเลยมีปัญหา ทำงานกับคนอื่นไม่ค่อยได้ เพราะความโคตรขี้โม้ของเขาครับ น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

9. memtest - 19 November 2006

ผมน่าจะอยู่ในพวกขี้โ้ม้อ่ะครับ เพราะยังไม่เก่งจริง
แต่เจองานแบบไฟท์บังคับบ่อยๆๆ(ตอนฝึกงานน่ะ) บอกพี่เค้าได้แ่ต่
จะลองดูครับ สุดท้ายก็เสร็จออกมาไม่คอ่ยดีนัก(สุดๆของฝีมือ โปรแกรมเมอร์สมัครเล่นแล้วน่ะ)
เศร้าๆๆๆๆๆๆๆๆ

10. พี่ไท้ - 19 November 2006

:-) ม่ายรู้คุณ iPAts ดิ อิ อิ

คนที่คุณโบว์เล่าให้อ่าน ถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญครับ เพราะเป็น “ของจริง” และก็ “ช่างเจรจา” อันนี้คงต้องยอม ๆ ไปครับ

ไหงใคร ๆ ก็ขี้โม้เหมือนผมกันหมดเลยอ่ะคุณ memtest

11. Stamp - 19 November 2006

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม . . พวกขี้โม้ . . มักได้เป็นผู้บริหารก่อนทุกที

พวกนี้เจรจาเก่ง . . พูดจาน่าเชื่อถือ . . เข้าสังคมเป็น . . วางตัวดี

พวก หุ่นยนต์นี่ . . เก่ง แต่ไม่มีใครดันไปหรอก . . เพราะเข้ากับใครไม่ได้
พูดด้วยไม่เข้าใจ และที่สำคัญ ถ้าดันขึ้นไป ก็ไม่มีคนทำงานสิ เพราะพวกขี้โม้
ทำไม่ได้ . .

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ

12. หมี - 20 November 2006

ผมคงเป้นพวก ใช้ไม่่ได้ แน่ๆ้เลย เก่งก็ำำไม่ พูดก็ไม่เป็น

13. พี่ไท้ - 20 November 2006

T-T มันเป็นความจริงอันแสนโหดร้ายอ่ะครับคุณ Stamp ดังนั้นเรามาเป็นพวกขี้โม้กันเถอะ เพื่อความก้าวหน้า (อ้าว ๆ ไหงผมพูดงี้เนี่ย)

ไมคุณหมีว่าตัวเองงั้นเนี่ย ง่ะ ปลอบ ๆ

14. NaWaN - 22 November 2006

อ่านแล้วนึกถึงฝ่าย IT ของออฟฟิสเลยค่ะ เห็นภาพอ่ะ ขอบคุณนะคะ

15. jennessa - 16 March 2007

อ่า… เห็นด้วยกับคุณ Stamp เลยอะค่ะ T^T ทำไมคนที่ขี้โม้โอ้อวด พูดจาข่มคนอื่น เอาตัวรอดเก่งเป็นที่หนึ่ง พวกนี้มักจะได้ดีล่ะคะ

16. ob - 22 January 2008

ผมว่าพี่ไท้เป็นแบบขี้โม้มากกว่า แถมเป็นจ้าวทฤษฎีครับ แต่ไม่รู้ว่าพอปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ตามที่ผมอ่านบทความของพี่ไท้มา อ่านมาก รู้มาก แต่บางทีใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้ !!!


*
เพื่อพิสูจน์ว่าคุณเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่หุ่นยนต์) ดังนั้น กรุณาใส่รหัสป้องกันซึ่งแสดงอยู่ด้านล่างด้วยครับ
Anti-Spam Image