Computer Engineering vs Computer Science 20 November 2006 11:21 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , ตรวจย้อนกลับผมมักเข้าไปอ่านในกระทู้พันธ์ทิพย์บ่อย ๆ ครับ ก็มีแวะไปที่ Tech Exchange บ้างเหมือนกัน ที่นั่นนอกจากมีกระทู้ร้อนแรงประเภทว่าค่าแรงของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรเป็นเท่าไหร่ดี? ก็ยังมีอีกหัวข้อนึงที่ร้อนแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ … Computer Engineering กับ Computer Science อันไหนดีกว่ากัน หรือ Computer Engineering กับ Computer Science ควรเลือกเอ็นสะท้านเข้าอย่างไหนดี
ตั้งกระทู้แบบนี้ก็ทะเลาะกันน่ะสิครับ ความเห็นงี้ยาวเป็นหางว่าวเลย ซัดกันนัวเนียทีเดียว ผมล่ะหน่าย อ่านทีไรทำใจทุ้กที
ผมล่ะคันมือยิบ ๆ อยากจะบอกพวกที่ทะเลาะกันเหลือเกินว่า การจะเห็นว่าอะไรดีกว่าอะไร หรือจะเลือกอะไร ๆ ที่ว่านั่นน่ะ เราต้องทำความเข้าใจรากเหง้าของมันซะก่อน เราถึงค่อยตัดสินใจ ว่าแล้วผมก็ทำรูปมาให้ดูเลยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คอมพิวเตอร์คือเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งอิเลกทรอนิกส์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยไฟฟ้า โอเคมั้ย งั้นเริ่มเลย

(สำหรับคนที่ไม่เข้าใจตัวย่อ จะขออธิบายดังนี้ วศบ. คือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต, วทบ. คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต และ บธบ. คือ บริหารธุรกิจบัณฑิต)
จากภาพจะเห็นว่าระบบเครื่องกลกับระบบไฟฟ้าจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะระบบไฟฟ้าสามารถสั่งงานให้มอเตอร์หมุนได้ และระบบเครื่องกลก็เป็นไดนาโมหมุนให้เกิดระบบไฟฟ้าขึ้นมาได้ (เอ่อ ผมก็รู้อ่ะครับว่าทุกวันนี้เมืองไทยเราตะบี้ตะบันเผาถ่านหินกับเผาน้ำมันมาใช้ปั่นไฟให้เราอ่ะครับ ซึ่งอันนั้นผมถือว่าเป็นระบบเคมีอ่ะครับ ขอถือว่าเป็นอีกประเด็นแล้วกัน)
ระบบเครื่องกลเป็นงานของคนจบวิศวกรรมเครื่องกล ในขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลัง เป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมไฟฟ้า ใช่แมะ? ที่สำคัญเด็กไฟฟ้าก็รู้วิธีในการใช้ไฟฟ้าควบคุม stepping motor ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังในการทำให้เครื่องจักรกลทำงาน (อันนี้เป็นหลักการของการควบคุมหุ่นยนต์เลยนะเนี่ย)
แต่เนื่องจากว่าการที่เราจะควบคุมไฟฟ้ากำลัง แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ก็เลยต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์ขึ้นมา เพราะระบบอิเลกทรอนิกส์เป็นระบบควบคุมสัญญาณไฟฟ้า และตัวของระบบเองก็แปลงกำลังไฟฟ้ามาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งคนที่จบวิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์มา ย่อมรู้ดีว่าจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังไง เพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังทำงานอย่างที่ตัวเองต้องการ
ทีนี้ระบบอิเลกทรอนิกส์ก็ก้าวหน้ามาก จนมนุษย์เราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ที่สลับซับซ้อนขึ้นมาจนได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนมันก็อยู่ตรงที่คอมพิวเตอร์มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขียนโปรแกรมควบคุมมันได้อีกทอดนึง ดังนั้นระบบฮาร์ดแวร์เชื่อมประสานกับระบบซอฟต์แวร์ก็เลยกลายเป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งมีความเข้าใจในพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, มีความเข้าใจในระบบอิเลกทรอนิกส์ และมีความเข้าใจในภาษาคอมพิวเตอร์ (ซึ่งเป็นภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์นั้น ๆ) ดังนั้นหน้าที่ในการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อควบคุม และสื่อสารกับคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบาทของวิศวกรคอมพิวเตอร์ไปโดยปริยาย
ในโลกนี้มีโจทย์ตั้งมากมายรอให้แก้ไขอยู่ ตั้งแต่โจทย์ง่ายแสนง่าย ไปจนถึงโจทย์ยากมหาหิน ซึ่งโจทย์ส่วนใหญ่จะแก้ไขได้รวดเร็วมาก หากเราประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ไขให้ ดังนั้นจึงเป็นงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามทฤษฎีที่มีการคิดขึ้นมา
จะเห็นว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็จะได้บทสรุปในระดับหนึ่งแล้วว่า Computer Engineering กับ Computer Science มันต่างกันตรงไหน
ทีนี้เรามาดูในสังคมการศึกษาของไทยเรา อย่างที่เรารู้กันว่าคะแนนเอ็นสะท้านของวิศวะจะสูงปรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ในขณะที่ของวิดยาอยู่กลาง กล๊าง กลาง หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนสติปัญญาดีจะไปเรียนวิศวะกันเยอะนั่นเอง
เรื่องเรียนหนังสือมันก็เรื่องหนึ่งครับ เรื่องของการจ้างแรงงานในระบบอุตสาหกรรมของไทยก็อีกเรื่องหนึ่ง จากภาพที่ผมวาดไว้ข้างบนจะเห็นว่า ระบบฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นงานโดยตรงของคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้น มีการต่อเชื่อมอย่างใกล้ชิดกับระบบอิเลกทรอนิกส์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรคอมพิวเตอร์จะได้ทำงานตรงกับบทบาทของตัวเองได้ หากอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ของไทยเราขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลเหมือนประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยเรา เป็นเซียนทางด้านการนำเข้าระบบอิเลกทรอนิกส์ทั้งปวง อีกทั้งเราก็เป็นเซียนเรื่องการประกอบอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์อีกต่างหาก ไอ้เรื่องจะมาวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ สงสัยต้องรอไปอีกนาน
มันจึงทำให้ทุกวันนี้คนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต้อง downgrade apply ตัวเอง ลงมาทำงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ, งานพัฒนา search engine, งานพัฒนา speech recognition, งานพัฒนา OCR ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เค้า
ทางคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เองก็สาหัสไม่แพ้กันครับ เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังถูกแย่ง segment ของตัวเองไปอีกต่างหาก ก็เลยต้อง downgrade apply ตัวเองเหมือนกัน ลงไปทำงานพวกซอฟต์แวร์ ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี, ซอฟต์แวร์พัสดุ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบคอมพิวเตอร์ธุรกิจเค้า
ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงคนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะครับ ว่าเขาจะต้อง downgrade apply ลงไปทำอะไร !!!
จะเห็นว่าหากอุตสาหกรรมของประเทศ ขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลตามสภาวการณ์ที่มันควรจะเป็น ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรา ก็จะได้ยืนอยู่บน segement ของตัวเองได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาครับ
ป.ล. ผมเองก็จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ ไม่ได้คิดจะกล่าวกระทบคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ครับ ผมพูดตามสภาวะที่เป็นจริงครับ ดังนั้น อย่าโกรธผมเลยนะคร้าบบบบบได้โปรด
Technorati Tags: วิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

ความคิดเห็น»
ชัดเจนแจ่มแจ้งครับ ~~
โย่ว…สุดยอดครับ
ถ้ารู้ว่า ต้องมาทำ blog เกือบเป็นอาชีพ ผมเรียน computer science ดีกว่า ตอนนั้นไม่มี vision
ผมโดนกระทบเต็มๆ โดน downgrade เต็มๆ เพราะผมจบ บริหาร ฮา…..
อ่านตรงที่ว่า คนจากสาขาหนึ่ง ดาวน์เกรดไปทำงานคนอีกสาขาหนึ่งแล้ว ผมรู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกันครับ เพราะผมรู้สึกว่า การเปรียบเทียบลักษณะนี้ เป็นการเปรียบเทียบในแนวดิ่งเกินไปหรือเปล่าครับ
ในความรู้สึกผมคือ ทุกสาขาวิชาต่างก็มีความยากง่ายในตัวเอง ใช่ว่า คนที่เป็นวิศวคอมฯ จะทำงานในส่วนของวิทยาฯคอมฯ ได้ดีกว่าคนที่จบวิทยาฯคอมฯ กลับตรงกันข้าม คนที่เรียนมาสาขาไหนมา ย่อมทำงานในสาขาที่ตัวเองเรียนมา ได้ดีกว่าอยู่แล้วครับ
ดังนั้นผมมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการอัพ หรือ ดาวน์เกรดครับ แต่เป็นการใช้คนไม่ถูกกับงาน (อีกแล้ว) แล้วก็เรื่องของค่านิยมที่ผิด ๆ ในการเลือกสาขาเพื่อเอ็นสะท้านมากกว่าครับ
ยังไม่ชัดหรอกครับ เพราะผมเขียนอธิบายแต่แนวดิ่ง ไม่ได้เขียนอธิบายทางแนวกว้างครับคุณ CCcp กำลังรอคนอื่นมาแสดงความคิดเห็นอยู่
โย่ว… ด้วยคนครับคุณสิทธิ์ศักดิ์ ว่าแล้วก็ไปเยี่ยมบล็อกคุณสิทธิศักดิ์ซะเลย
เขียนบล็อกไม่ต้องจบวิทยฯคอมหรอกครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกันซะหน่อยคุณ BigNose ไอ้เจ้า wordpress มันใช้ง่ายจะตายไป
ถ้าจบบริหารแต่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น จบบัญชีต้นทุน, จบบัญชีบริหาร ก็ไม่ถือว่ากระทบหรอกครับคุณ Phun
เป็นแนวดิ่งจริง ๆ ด้วยครับคุณโบว์ เพราะถ้าเขียนออกแนวกว้าง คนจบไฟฟ้า, เครื่องกล, อิเลกทรอนิกส์ ก็ล้วนทำงานของกันและกันได้เหมือนกัน อีกอย่างค่านิยมก็ไม่รู้มันผิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะครับ คงต้องปรับ ๆ กันไป รอไปเล้ยร้อยปี
แต่แค่นี้ก็แบ่งลักษณะได้อย่างชัดเจนแล้วหละ
แล้วกำลังจะจบไอที จะปายอยู่ตรงไหนหว่า
ในห่วงโซ่คอมพิวเตอร์
เห็นด้วยกับ #5
ก่อนหน้านั้น เป็นรูปที่อธิบายได้ดีมาก แต่เริ่มมาตงิดตรงใช้คำว่า คนวิศวะต้องลดระดับมาทำงานวิทยา แล้วก็โดมิโน่ล้มๆกันไป
มันไม่แบ่งชนชั้นกันเกินไปหรือ (ด้วยการใช้เกณฑ์แค่คะแนนเอ็นท์ - ระดับสติปัญญาในแง่แค่ IQ?)
ถ้าไม่มีคนที่มีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ (คะแนนเอ็นท์แพ้ทั้ง วิศวะ+วิทยา) จะมีคนวิศวะ(หรือ วิทยา หรือแม้แ่ต่คนที่เรียนทางเทคนิค) เราจะได้โปรแกรมที่จำเป็นอย่าง ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี ฯลฯ หรือ
ปล. เมืองไทยบ้าคำว่ “วศ. บ.”, อาจาร์ย์ผม เป็น ดร. วิศวะคอม วิทยาคอม ชื่อวุฒิเขา “Ph.D. Computer Science” ทั้งนั้น คงเป็น อัตตาของผู้กลับมาสร้างหลังสูตรคอมเมืองไทยว่าข้าฯ เคยจบ วศ มา ต้องมาสร้าง วศ บ นั่นแหละ จริงๆความรู้มันก็คือความรู้เชื่อมกันได้หมดไม่แบ่งแยกไรนักหนาหรอก
เป็นการแบ่งอย่างชัดเจนในระดับหนึ่งครับคุณโอ
ในภาพผมมีเขียนถึงคนจบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งก็คือไอทีด้วยคับคุณ memtest
ผมแบ่งตามสังคมที่เป็นอยู่ครับคุณ viriya ส่วนคุณ viriya ทักเรื่องวิทยฐานะแล้วทำให้ผมนึกได้อย่างนึงว่า ใน wikipedia ก็บอกเอาไว้เหมือนกันครับว่าวุฒิวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971 หรือก็คือเมื่อ พ.ศ. 2514 เท่านั้นเอง ถือว่าไม่นานเน้อะ
ผมเห็นด้วยกับ bow_der_kleine ผมเองก็จบ วิศวะคอม แต่ผมเชื่อว่าผมเองก็ไม่สามารถเข้าไปทำงานบางอย่างได้ จึงจำเป็นต้องมีสาขาวิชาอื่นมาช่วยกันทำงาน ครับ
ผมว่าคุณแบ่ง อย่างนี้ก็ไม่ถูกนะ แล้วที่มาบอกว่า คะแนนวิศวะสูงกว่านั้น มันขึ้นกับ มหาลัย ครับอย่างเช่น ถ้าธรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์คะแนน จะสูงกว่าวิศวะธรรมศาสตร์ทั้งหมด รวมทั้ง วิศวะคอมด้วย คะแนนของ วิศวะคอมมหิดล วิศวะคอม พระนครเหนือ วิศวะบางมดยังต่ำกว่า วิทยาการคอม ธรรมศาสตร์ จุฬาเลย
ผมว่าจบ แต่ละที่ก็พอๆ กัน มีที่เดียวเท่านั้นที่ผมยอมรับคือ วิศวะคอมจุฬา
อีกอย่าง ความเก่งมันขึ้นกับคนครับ ไม่ใช่เรื่องของคณะ สถาบัน
^o^ พระนครเหนือไม่มีวิศวคอมฯครับ รู้สึกมหิดลก็ไม่มีเหมือนกัน
มีครับดูดีๆ สิตกยุคแล้วมั้ง เอาผลจาก a-net , o-net ,ent 5 ปีย้อนหลัง มาเลยอะ ตกยุคก็เงี้ย
ทำงานกับคอมน่าจะรู้จัก google นะ ลอง search ดูก่อนแล้วค่อย post หรือ กระทู้ตั้งบทความนะ ข้อมูลแต่ละอย่างที่มีอยู่มันไม่ค่อยตรงเท่าไร
แสดงว่าคุณกล้าเรียนหรือจบวิทยฯคอมฯนั่นเอง ผมขออภัยอย่างแรงครับ หากมีการล่วงเกินถูกสาขาวิชาของคุณกล้า (จริง ๆ มันก็เป็นสาขาที่ผมจบนั่นแหล่ะ) แต่เนื่องจากผมไม่เคยระบุสถาบันการศึกษาอ่ะครับ จึงขอให้คุณกล้าสงวนท่าทีไว้ก่อนก็แล้วกันเน้อะ
ส่วนเรื่องผมตกยุค มันเป็นความจริงครับ แหะ ๆ อันนี้ยอมรับ แต่รู้สึกคุณกล้าจะนอนดึกนะ ตีหนึ่งตีสองยังเข้าบล็อกผมอยู่อีก ผมดีใจจัง
[…] ผมเคยเขียนถึงบทบาทของวิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า, วิศวกรอิเลกทรอนิกส์, วิศวกรคอมพิวเตอร์ และนักวิทยาการคอมพิวเตอร์เอาไว้แล้วในหัวข้อ Computer Engineering vs Computer Science แต่ผมละเลยที่จะไม่เขียนถึงสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเลย ที่ผมไม่เขียนถึง ไม่ใช่เพราะมันเป็นสาขาที่ไม่น่าสนใจ แต่เป็นเพราะสาขานี้เป็นสาขาที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นสาขาที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกทางความคิดของผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย เรื่องของสาขานี้ผมจึงต้องนำมาแยกเขียนเอาไว้เป็นหัวข้อนึง นั่นก็คือหัวข้อนี้ […]
[…] ผมเคยได้เล่าถึงบทบาทของทั้ง 3 สาขาไว้แล้ว ในบทความ Computer Engineering vs Computer Science และ นักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร […]
เพื่อนผมมันเลือกที่จะเรียนวิทยาการคอม ทั้งๆที่มันฉลาดกว่าเพื่อนผมอีกคนที่เรียนวิศวะคอมซะอีก
ส่วนผมเองเลือกที่จะเรียนไอที
มันไม่ใช่คนที่เรียนวิศวะฉลาดกว่าเลย
ยกเว้นคนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไร แล้วเลือกที่จะเรียนวิศวะเพราะเห็นว่าดูดีกว่า
ผมอยู่วิิศวคอม มข. นะครับ
ได้อ่านบทความของพี่แล้วรู้สึกแบบว่า “ฉึก” เต็มกลางหลังเลยครับ
ทั้งๆที่่อยู่ com en แต่ผมวาดอนาคตตัวเองว่าเป็นเกมโปรแกรมเมอร์ซะแล้ว
แล้วจะเข้าคณะนี้มาเพื่ออะไร อันนี้ผมคงต้องกลับไปคิดใหม่แล้ว
อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ
อย่างถ้าผมเขียนโปรแกรมอยู่ดีๆ โดยที่ไม่ถนัดเป็น SA แล้วไปเป็น SA แบบนี้เรียกว่า Downgrade หรือเปล่า
แล้วถ้าไปเป็น ส.ส. หรือ เป็น แมสเซ็นเจอร์ ล่ะ เป็นการ Downgrade มั๊ย
เพราะเท่าที่อ่านดูรู้สึกว่า
การที่เราไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด
ให้เรียกสิ่งๆนั้นว่า Downgrade
ผมอ่านข้อความปุ๊บ ก็ Get เลยครับ จากที่คลุมเครือมานาน(ขอบคุณมากครับ)
ในมุมมองของผมนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตอีกสักประเด็นครับ เกี่ยวกับความลื่มล้ำ ก้ำกึ่งกันระหว่างองค์ความรู้ของแต่ละสาขา(จากการศึกษาจากหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย) อยากให้มองถึงมิติระบบเศรษฐศาสตร์ด้วยครับ เพราะคำๆนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานทุกด้าน(อะไรก็เป็นเงิน เป็นทองไปหมด)ในปัจจุบัน สาขาต่างๆที่เจ้าของ blog กล่าวมานั้น อาจจะต้องมีการปรับปรุง ประยุกต์ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนเก่ง com บริสุทธิ์(ขอใช้คำนี้นะครับ มันน่าจะดีกว่า) อย่างเดียว ช่วงนี้อาจจะตกงาน หรือโดนโยนงานที่เป็น apply com ให้มาทำโดยไม่รู้ตัวก็อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ
ดังนั้น คำว่า เศรษฐศาสตร์ มันมีส่วนมาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้แต่ละมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องมีการสอน มีการเพิ่ม course ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ว่าด้วยเรื่องของการบริหารจัดการ เข้ามาเกี่ยวข้อง(ชาว IT, Com Buz คงรู้ๆกัน) เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือคุณภาพของการศึกษาของบัณทิตหรือมหาบัณฑิตแต่ละสถาบัน มันแปรผันตามสภาพแวดล้อมทางสังคม ดังนั้นในปัจจุบัน หากพูดถึงการ Downgrade ตนเอง คงกล่าวคลาดเคลื่อนไปนิดครับ ควรกล่าวเป็นการ Apply หรือเพิ่มช่องทางขององค์ความรู้ใหม่ๆที่เกิดขึ้นให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมากกว่า มันน่าจะ OK กว่าครับ
ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยทุกคนล้วนมีศักยภาพในตัว บางคนเก่ง Com, Stat, Math แต่ด้วยองค์ประกอบ, สภาพแวดล้อมอื่นๆ จำเป็นต้องมีการ adapt กันบ้างครับ อย่างที่การจะ Innovate สิ่งใดๆขึ้นมานั้น ผมยอมรับว่า ต้องมีองค์ความรู้แก่นของมัน แต่ก็ต้องมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมด้วยครับ Innovation จึงจะเป็นจริงและสมบูรณ์
พิมพ์มาสะเหนื่อย แค่นี้ก่อนนะครับ
ดูเหมือนคำว่า downgrade ท่าทางจะไม่ดี จึงมีหลายคนเข้ามาบอกว่าเป็นการ apply น่าจะดีกว่า ผมก็ว่าใช้คำนี้ท่าจะดีกว่าเหมือนกัน ^o^
มันก็จริงของพี่นะ ผมเรียนวิศวคอมรู้สึกตัวเองเป็นเป็ด คือว่ายน้ำได้แต่ไม่เก่งเหมือนปลา(วิศวไฟฟ้า) บินได้แต่ไม่เก่งเหมือนนก(วิทยาการคอม) ตอนแรกๆก็อยากจะเรียนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมฮาร์ดแวร์แต่เรียนไปเรียนมาก็รู้ว่าหากผมเรียนจบตราบใดที่ยังอยู่เมืองไทยก็คงจะกินแกลบเป็นอาหารหลัก เพราะไม่มีงานทำ มันก็ลำบากใจเหมือนกันที่ต้องไปแย่งงานคนอื่น ผมไม่ขอเรียกว่า downgrade ดีกว่าแต่ขอเรียกว่า change ไปทำงานอย่างอื่น ผมก็ถือว่าตนเองส่วนหนึ่งเป็นไฟฟ้าและส่วนหนึ่งเป็นวิทยาการคอม และผมก็ยังดีใจที่เรียนวิศวคอมเพราะอย่างน้อยสาขานี้ก็ทำให้ผมมีโอกาสเลือกสายงานมากกว่าสาขาอื่นๆ
ทุเรศจริง ๆ แบ่งแยกสถาบัน
ถ้าจะเขียนอะไรทุเรศ ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องเขียนดีกว่า
เอ ผมไม่ได้เขียนถึงสถาบันเลยนี่นาคุณ dd ว่าผมป่าวเนี่ย?
อ่ะอาจจะช้าไปหน่อยแต่จำเป็นต้องคอมเม้นครับเพราะถ้าไม่ได้อธิบายกันดีๆ จะกลายเป็นว่าคนที่ไม่รู้เรื่องมาอ่านแล้วจะงงกันไปใหญ่
ผมเห็นด้วยกับบทความของคุณจริงๆนั่นแหละครับ ผมก็เรียน วิดวะคอมนะ มข. แหละ แล้วไอ้ที่พูดเรื่องสติปัญญาหนะ ผมว่ามันจริงเลยหละ ที่ผมพูดนี่มันหมายถึงโดยเฉลี่ยนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าคะแนนสูงสุดนะครับ
ผมเรียนมาหลายมหาลัยอยู่นะครับ มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าหากว่าเรามีวิชาไหนที่เรียนรวมกัน ในเรื่องวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์มักจะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนวิชาทางด้านคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน เพราะว่าเราเรียนมาเจอการคำนวณไปเยอะมากครับ คุณยอมรับรึเปล่า
ส่วนเรื่องการ en ก็เหมือนกัน วิศวะคอมนั้น คะแนนสูงมากทีเดียวที่เทียบในมหาลัยเดียวกัน (เฉลี่ยนะครับ ของผม 5 วิชา 300กว่าๆ เลยมาติด มข.) ที่ผมว่ามาเนี่ย ถูกรึเปล่าครับ
ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นเลยนะครับ เพราะค่านิยมที่ผิด ๆ ที่ต้องเรียนคณะที่คะแนนสูง ๆ แล้วจะมีงานทำ ทำให้เกิดลูกโซ่มากมายตามมารุ่นน้องก็เหมือนกันกับเราที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองคือใครกันแน่ แล้วเรียนตามๆกัน อันนี้ถูกป่ะครับ
ย้ำนะครับวิชาไหนที่เรียนด้วยกันกับวิศวะเนี่ย ตอนคุณเรียนรุสึกกลัวรึเปล่าครับเรื่อง mean เพราะว่าตอนเรียนนี่กินกันกระจุยเลยทีเดียวโดยฉพาะวิชาคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ที่เยนแข่งกับเอกคณิตก็ตาม เรื่องนี้เคยเกิดกับคุณรึเปล่า
พี่ไท้แกพูดถูกและโดนใจแล้วหละครับ แต่มันอยู่ที่คุณจะยอมรับความจริงกันรึเปล่า ลองคิดนะครับเกิดอะไรขึ้นตอนที่คุณสมัครงานแข่งกับวิศวะคอมอ่ะ มันจะเหมือนกันเพื่อนผมรึเปล่าทั้งที่เก่งกว่าเรื่องการเขียนโปรแกรม แต่สมัครงานแพ้วิศวะหลาย ๆครั้งในตำแหน่อ programmer ทำให้เกิดการทำงานไม่ตรงสายขึ้นมาเยอะแยะ
ผมพิมอาจจะงง ๆ นะครับ โทดที
คือขอนอกเรื่องได้ไมคับ ผมพึ่งเจอบล็อคคุณเมื่อวานนี้
นั่งอ่านทั้งคืนเลย ไปเรียนสาย 5555+
อยากจะถามพี่ไท้เกี่ยวกับโปรเคจบน่อยอะครับ
คือผมกำลังเรียนปีสี่เเล้วต้องหาัวข้อเกี่ยวกับโปรเจคจบที่ต้องทำ
ผมเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต้องการทำโปรเจคที่ีมีเทคโนโลยีดังนี้
C# + ASP.NET + Webservice [+ SQL Server 2005 + Oracle 10g + XML] เป็นส่วนประกอบของโปรเจคจบด้วย เเละ ต้องการ เทคโนโลยีอื่นที่สามารถรวมกับที่กล่าวมาเป็นตัวชูโรงเพิ่ม โดยตอนนี้ผมกำลังรวบรวม Project หัวข้อ Idea เเนวคิด เเละ เทคโนโลยีต่างๆ(ที่ต้องศึกษาใหม่เลยก้อได้ เเละถ้าเป็นเทคโนโลยีใหม่ หรือ กำลังมาเเรงก็ได้) รวบรวมเพื่อนำมาเปรียบเทียบ เพราะโปรเจคจบไม่ได้ทำคนเดว ทำสองคนครับ เเละยังคิดหัวข้อไม่ได้เลยหา Idea ให้ตัวเองอย่างต่อเนื่องอยู่ ใช้เวลาประมาณเเปดเดือนหรือมากกว่านั้นในการพัฒนา ผมไม่รู้ว่าผมชอบ อะไรเป็นพิเศษ งั้นถือว่าไม่มีละกันครับ เอาละงั้นผมเริ่มถามเลยนะครับ
หนึ่ง ผมยังคิดหรือ บีฟ หัวข้อการทำโปรเจคไม่ได้ดังนั้นตอนนี้ สโคปยังเยอะ ไปหมด ช่วยผมน่อยครับ เริ่มบีบเข้ามาเเล้วส่งัวข้ออะ
สอง ผมยังคิดได้ตัวชูโรงไม่ได้เนื่องมาจากคิดดัวข้อที่จะทำยังไม่ได้
สาม ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้เร็วพอสมควร ดังนั้นว่ามาเถอะครับไม่ว่าจะอะไรก้อตาม
สี่ มีอะไรที่ผมไม่ถามหรือจะถามอะไรเกี่ยวกับผมว่ามาได้หมดครับ
ผมเรียนมาเน้นด้านโปรเเกรมมิ้ง ผมเรียนมหาลัยเอกชน นะครับซึ่งตอนฝึกงานมหาลัยรัฐที่ฝึกที่เดียวกันสู้ผมไม่ได้เลยเรื่องเขียนโปรเเกรม เเต่ผมก้อสู้เค้าไม่ได้เหมือนกันเรื่องเทคโนโลยีอย่าง Imageprocessing หรือ พวก DataWarehouse ต่างๆๆ ผมไม่มีวิชาไหนเน้นวิจัย หรือ เทคโนโลยีลึกๆๆเลย ซึ่งทำให้ผมเหมือนตัวเองเเคบมากมาย ซึ่งพยายามหาเทคโนโลยีใหม่เสมอด้วยตัวเองอะครับ ไปงาน MIX(microsoft)หรือพวก MSDN อะไรประมาณนั้น ในเวปต่างๆก้อได้เเค่ในระดับหนึ่ง
ปล อ่านบล็อคพี่เเล้วได้ความรู้ดี
ปล อยากเขียนบ้างจัง
ปล หวังว่าจะมีคนตอบผมนะครับ ผมรู้ว่าทำอย่างนี้ไม่ค่อยดี เพราะ คนไทยถูกสอนเเต่กิน ไม่ค่อยคิดจะหาอะไรเอาเอง หรือเชื่อเค้าไปซะหมด จนไม่มีเเนวคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเเย่มาก ขอบคุณครับ
ตอบคุณ bin นะอันนี้ เทคโนโลยีที่คุณ bin เสนอมานั้น เหมาะมากสำหรับทำ Web Service ที่มีความจำเป็นต้องมี background mode
ลองนึกแบบนี้นะ … นึกว่าคุณ bin คิดจะทำ SaaS โดยการเขียนเว็บด้วย ASP.NET, แล้วไอ้เจ้า ASP.NET ของคุณ bin ก็ต่อเชื่อมเข้ากับ Oracle 10g เพื่ออ่านข้อมูลจากตารางภายในมาใช้งาน, แล้วตัว Oracle ก็ทำ Database Link ต่อเชื่อมกับ SQL Server 2005 อีกที เพื่อจะเอาผลลัพท์บางอย่างจาก Base นั้นมาใช้, ซึ่งในตัว SQL Server 2005 ก็มีการตั้ง Job Schedule เพื่อเรียก Store Procedure ไว้ เพื่อให้มันประมวลผลบางอย่างประจำวัน
จากนั้นทุก ๆ ครั้งที่ผู้ใช้กรอกอะไรบางอย่างผ่านหน้าจอ Browser ซึ่งคุณ bin เขียนขึ้นด้วย ASP.NET ตัวโปรแกรมดังกล่าว ก็จะเปิด TCP/IP Socket เพื่อส่ง Message ไปยังโปรแกรมที่คุณ bin เขียนด้วย Visual C# โดยโปรแกรมดังกล่าวถูกสั่งรันเป็น Instance หรือเป็น Service อยู่ในวินโดว์อีกทอดนึง
เมื่อโปรแกรมดังกล่าวได้ Message มา ก็จะเขียนข้อมูลบางอย่างลงฐานข้อมูล Oracle 10g เพื่อให้หน้าเว็บซึ่งเขียนด้วย ASP.NET นำข้อมูลใน Base ไปใช้ต่อไป
และ solution สำหรับอะไร ๆ ที่กลไกเยอะแบบนี้ก็มีเพียงอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือมันเหมาะสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบ CRM ครับ โจทย์ที่คุณ bin ให้มาเหมาะกับกลไกนี้ที่สุด
อ่านเม้นของพี่ไท้ตอบคุณบินแล้ว งง ครับ
สงสัยว่าคุณบินเอาหัวข้ออะไรมาทำเยอะแยะ
ผมพยายามนึกว่า ทำไมโปรเจ๊กจบไม่เน้นที่ประโยชน์ในการใช้งาน แต่มาเน้นเทคโนโลยี เช่น ใช้ดาต้าเบสตั้งสองตัวในการทำงาน ทั้งที่สามารถจบตัวเดียวได้ ผมว่าคุยกับจารย์ใหม่ก็ได้นะครับ เด๋ว 8 เดือนที่ว่ามา จะไม่เสร็จเอา เพราะมันใช้หลายอย่างเหลือเกิน อิอิ
อ่านแรกๆก็ดูดีนะครับ แต่มาไม่พอใจอย่างรุนแรง ที่แบ่งชนชั้น ทำไมต้องยกระดับใครให้สูงกว่าใคร แล้วลดตัวลงมา เพื่อจะมาแย่งงานของใครด้วยล่ะครับ
ถ้าอย่างงี้ จบวิศวะไฟฟ้า มาเป็นโปรแกรมเมอร์ ไม่เรียกว่า ลดตัวไปทำงานต่ำๆเลยครับ = =” ไม่ชอบเลยครับ
ตอนแรกเห็นสายงาน ก็อ่านดูดีอยู่ แต่มาติดใจตรงที่แบ่งชนชั้น นี่แหละ ไม่ว่าเรียนสาขาไหน คนเราก็สามารถพัฒนาความสามารถตัวเองได้ทั้งนั้น
แล้วอย่างที่เคยเป็นข่าวไปไม่นานมานี้ จบรัฐศาสจร์รามคำแหง เป็นแฮกเกอร์มือ 1 ของไทย และ มือ 2 หรือ 3 ของโลกนี่แหละ นั่นจะเรียกว่าเขาเป็นคนระดับไหนดีครับ
T-T ขออภัยที่ทำให้คุณ K ไม่พอใจอย่างรุนแรงครับ
เฮ้ย อันนี้ไม่เห็นด้วยอย่างร้ายแรง …
พี่ไท้ คุณเอาอะไรเป็นตัวชี้วัด งานแต่ละประเภท
องค์ความรู้ที่เราเรียกว่าสหวิทยา นั้นประกอบและเชื่อมโยงกัน ไม่ได้แยกกันอย่างเด็ดขาด
การเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ใช้จะนำมาใช้ได้ทั้งหมดในการทำงานจริง
ผมเรียนพาณิชย์ มาก็ทำไรไม่ได้เลยหรอไง
อย่าว่างั้นงี้เลยนะ เรื่องนี้หลังไมค์ไหมท่าน ??
ท่านก็เรียน ป.ตรี จบมาก่า 10 ปี แล้วเรื่องพวกนี้ทำไมยังยึดติดกะมันอยู่ ตอนนี้ทำงานแล้วยังตั้งข้อรังเกียจ อะไรกันนักหนา ไม่เจอคนที่จบเอก แล้วยังคุยมั่วๆ บ้างหรอ แล้วเจอป่าว พวกเรียนเก่งมากๆ แต่อีโก้สูง จนทำงานแล้วทำให้งานมันเจ็งไม่เป็นท่า ส่วนตัว เด๋วนี้เจอน้องๆ ที่เรียนจบที่เดียวกัน ก็ยอมรับนะว่าพื้นฐานค่อนข้างนะไม่แข็งนัก แต่มันไม่ใช้เหตุผลที่เอามาตัดสินคนนะ อันนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละปัจเจคบุคคล
เออ สองอาทิตย์ก่อน ผมเจอเพื่อนคนนี้ จบพาณิชย์มาด้วยกัน แล้วเรียนวิทย์คอม จบมาทำเป็น System Engineer จากนั้น ก็ทำ Account Executive แล้ววันก่อนคุยว่าตอนนี้เปิดบริษัทของตัวเอง
อยากถามพี่ไท้ว่า พี่คิดว่าเค้าทำงานลดตัว หรือ ยืนเขย่งทำงานอยู่?
เออ หวังว่าพี่คงตอบในเร็ววันนะครับ ตอนนี้ไปทำงานก่อน เออ เอาตอบเป็นภาษาคนนะครับ แล้วไม่เอาพวกศัพท์บัญญัติเองนะครับ
ได้มาอ่าน เพราะลิงค์มาจาก peetai award
คอมเม้นต์ยาวมากๆ อ่านไปอ่านมารู้สึกว่าเริ่มจะทะเลาะกันแระ
อ่านแล้วก็รู้สึกเข้าใจกับสิ่งที่พี่เสนอมาครับ ถ้าพูดถึงความแตกต่างในหน้าที่การงาน ต้นกำเนิดของแต่ละสาขาวิชา ผมว่ามันใช่เลย เป็นอย่างนี้จริงๆ
เรื่องที่ว่าไปแย่งงานนั้น ผมว่าคนที่ทำให้คิดอย่างนั้น คือนายจ้างเรามากกว่า นั้นหมายถึง คนรุ่นเก่าที่คิดว่าความรู้แบ่งแยกกันได้ ตอนที่มีคนไปรับสมัครงานที่มหาลัยก็มักจะรับเด็กวิศวะคอมมากกว่าจริงๆ คิดแล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน แต่เด็กวิดยาที่เก่งๆ เค้าก็ได้งานนะ นั้นละคำถามว่าทำไม
ผมว่าความจริงความรู้ที่เรียนนี้มันก็เป้นเรื่องเดียวกันนั้นแหละ เกี่ยวกะคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น เพียงแต่แบ่งออกมา เพราะเรียนทั้งชีวิตก็ไม่หมด เลยกำหนดให้ต่างคนต่างเรียนแล้วมาช่วยกันทำงาน ไม่ก็ให้เรียนรู้แค่เศษของมัน แล้วไปหาทางต่อยอดเอาเอง
ปัญหาคือว่าเด็กคนไหนจะสามารถต่อยอดเศษเสียวนั้นได้มากกว่ากัน …
แต่อย่างที่พี่บอกคับ มันเป็นโลกของการแข่งขัน ลำพังเด็กวิศวะคอมด้วยกันเองยังแย่งงานกันเลย ไม่ต้องไปแย่งงานเด็กคณะอื่นหรอก ดังนั้น การที่จะสร้างความโดดเด่น หรือ สร้างโอกาสให้ตัวเอง เราก็จะต้องไปรู้อะไรที่เด็กคณะอื่นเรียนกันด้วยเช่นกัน ดังนั้นเดียวนี้จะเห็นว่า แต่ละคณะมักจะบังคับให้เรียนอะไรที่มันซ้ำซ้อนกันตลอด เพื่อนที่เรียนวิดยา ยังมานั้งเล่นไมโครคอนโทรลเลอร์เลย
(สำหรับบ่างความเห็น) แค่เรียนให้จบ หางานได้ ก็ลำบากจะบ้าแล้ว ไม่คิดเรื่องที่จะแบ่งชั้นวรรณะกันหรอกคับ
จะว่าไปจริงๆแล้วอยู่ที่ความใผ่รู้ของคนด้วยครับ ถ้าคนที่รักชอบคอมพิวเตอร์จริง อะไรที่เค้ายังไม่รู้ก็ต้องหามาให้รู้อยู่ดี ไม่งั้นเสียชื่อแฟนพันธ์แท้ จุดนี้เลยทำให้มองเห้นถึงความแตกต่างระหว่าง เด็กวิศวะคอมเกรด 3.5 ที่ประกอบคอมไม่เป็น ใช้ photoshopไม่เป็น กะเด็กวิศวะคอมเกรด 2.50 ที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ตอบคำถามไม่ถูก และคนจบนิติศาสตร์แล้วทำไมไปแฮกข้อมูลนาซ่าได้ และเด็กวิทยาคอมที่หางานได้ทันที กับ เด็กวิศวะคอมที่ยังหางานไม่ได้ ทั้งที่จบพร้อมกัน
สิ่งที่อยากได้ก็คือ อย่าไปปลูกฝังลูกหลานว่าเรียนคณะนี้แล้วจะเก่งกว่าคณะนี้ เรียนมหาลัยนี้แล้วเป้นยอดคน แต่ทำให้เค้าคิดว่า เค้าจะสามารถทำตัวเองให้เก่ง (เก่งจริงๆนะ ไม่ช่ายไปลอกเค้ามา)ได้ยังไงดีกว่า ไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่น
เป็นกำลังใจให้พี่นะคับ ผมอ่านแล้วไม่ได้มองว่าพี่ไปเหยียบย่ำใคร แต่สังคมบ้านเรา “กำลังจะ” เป็นแบบนี้จริงๆ ซึ่งคิดว่าพี่อธิบายได้เห็นภาพชัดเจนดีแล้ว
กำลังคิดว่าตัวเองหลงประเด็นหรือเปล่า แต่ดีกว่าไม่ได้พูดอะไรเลย…
ขอบคุณคับ
เข้าใจคุณ พี่ำไท้ ครับว่าไม่มีเจตนาที่จะแบ่งชนชั้นใดๆ(เขาใช้คำว่า apply นะไม่ใช่downgrade เพราะฆ่าทิ้งแล้ว ดูดีๆ)ผมไม่เคยคิดว่าความรู้ความสามารถของเรามันจะขึ้นอยู่กับสาขาสถาบันที่จบเลย
คุณเล็ก วิศวคอมฯพระนครเหนือไม่มีนะครับผมจบที่นั่นผมรู้ดี อีกอย่างผมไม่เห็นด้วยที่เอาเรื่องคะแนนen มาพูดว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน มันเกิดจากมีการแข่งขันสูงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่ได้จะมีคะแนนสูง ตรงนี้ต่างหากที่ผมชื่นชมมหาลัยที่รับเด็กคะแนนต่ำแล้วสร้างให้จบมามีคุณภาพได้ สรุปไม่มีคัยเก่งกว่าคัย
ผมเองก็อยู่วิศวะครับ เป็นวิศsoftware ภาคinter ของม.เกษตร
จึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเก่งกับhardwareมากเท่าไหร่ คาดว่าก็ไม่คงไม่ต่างจาก
วิทยาการคอมพิวเตอร์มากนัก
เท่าที่อ่านมาก็ได้รับความรู้ดีครับ ชอบ แต่ผมอยากจะบอกว่า การจะเอาคณะมาตัดสิน ก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกครับ ว่าระดับสติปัญญาใครสูงกว่าใคร
มันอยู่ที่ ความขยันและ แนวคิด ของแต่ละคนด้วย ไม่อย่างนั้นคนฉลาดทุกคน ก็ต้องไปเป็นหมอแล้วสิครับ^^ ผมเองถ้าจะentranceเข้าคณะ ที่คะแนนสูงกว่าก็ทำได้ครับ แต่เนื่องจากผมอยากได้กำไรทางด้านภาษา+อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมจึงเลือกคณะที่ผมอยู่ตอนนี้ ผมว่ามันอยู่ที่ความฝันของแต่ละคนด้วย
ยังไงก็ขอบคุณพี่มากคับ เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรก ได้รับความรู้ใหม่ๆเยอะเลย
อืมม ..ลองแวะกลับมาด้วยเรื่องที่ post ไว้ อ่านๆ แล้ว ไม่แน่ใจว่าอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดหรือป่าว หรือกลายเป็นป่วนไปจริงๆ ..อธิบายนิดหน่อยคับว่า ที่ผม post ไป เนื่องจากรู้จักกะพี่ไท้เป็นการส่วนตัว ไม่ได้ต้องการเปิดประเด็น แล้วคาดว่าภาษาที่ใช้อาจจะดูก้าวร้าวไปสักหน่อย แต่เนื่องจากเป็นภาษาที่คุยกันในกลุ่มเป็นเรื่องปกติ อันนี้คาดว่าพี่ไท้คงทราบ แต่ท่านอื่นอาจจะไม่ทราบด้วย จึงขออภัยมา ณ ที่นี้สำหรับท่านอื่นๆ ครับ
เท่าที่อ่าน ดู ก็เป็น แค่ การแบ่งสายกันเรียน เท่านั้นไม่เห็นมีไร คิดกันมามากไปมั้ง
เข้ามาอ่าน ครั้งแกครับ เดียวจะมาอ่าน บ่อยๆ มีไรให้หาความรู้เพิ่มดี
พูดถึงการทำงาน ก็น้อยเนื้อต่ำใจ ทุกวันนี้รับเงินเดือน หมื่นกว่า ต้อง ดูแลเชพเวอร์ กะระบบเนตเวิร์ค เครื่องจัก สามร้อยก่่า เครื่อง unix,server2003 sql200 dos3.1 netware, ใหนจะเขียนโปรแกรม ทดสอบ ไอชี อีก
ทำใจ ครับ จบ ปวส ถึงเก่ง แค่ใหน ก็ ได้แค่นี้ เอิ๊กๆ
อ่ะ ข้าเจ้าจบวิดยา ทำงานวิศวะ
ใหม่ๆ แทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกันค่ะ
แต่ใจจริงเลย สมัยเรียน มหาลัย อยากจะเข้าภาคคอมนะคะ
คือรู้สึกตัวเองชอบ คอม สนใจคอม
แต่เกรดมันไม่ได้น่ะค่ะ เลยอด
พอจบมา ก็หันซ้ายแลขวา อยากทำงานด้านคอม แล้วใครจะรับล่ะทีนี้ แต่จับผลัดจับผลู วกมาหาคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนต จนได้
เค้าเรียกว่า คนมันรัก คนมันตั้งใจ ฮ่ะๆ ดันทุรัง หน่อยๆ แต่มีความสุขดีค่ะ ได้ทำอะไรในเรื่องที่รัก มักมีความสุขกับงานนั้น จบแบบ happy ending
คนเรามีหลายจำพวกครับ คุณไท้(กั๋ว)
คำพูดของคนเราแค่คำพูดเดียว บางคนพอใจปรบมือให้
บางคนเฉยๆ บางคนไม่พอใจ
ถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่างในแนวทางที่ตนเองคิดว่ามันควรจะเป็น
ก็จงเดินหน้าทำมันต่อไป ถ้าเรามีจิตใจบริสุทธิ์ ผลสัมฤทธิ์มันจะมหาศาลเอง
เห็นด้วยกับพี่ไท้ครับ
แต่คำว่าdowngrade อาจแรงไป เปลี่ยนเป็นเบียดเบียนน่าจะเบาลงนะครับ
แต่เป็นผมๆรับได้นะเพราะ ไม่ได้จบทั้งวิดวะคอม และ วิทคอม แต่เพื่อนผมจบวิทคอมส่วนไหญ่ก็ยอมรับว่าเป็นรอง วิศวะคอม อยู่ นี่คือส่วนใหญ่ ส่วน บิลเกต จะเทพมาจากไหน เรียนไม่จบไรมาเลย ก็ช่าง บิลเกต ครับ ที่ว่ามาคือโดยรวม
ที่อยากเพิ่มเติมคือส่วนบน และล่างของวัฏจักร การเบียดเบียนงานครับ
วิดวะคอมเองงานน้อยอยู่แล้ว แต่โดนเบียดเบียน มาจาก วิดวะ ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิค วิดวะคอมเลยเบียด ลงไปอีกที
และท้าย สุดเลย คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ไปเบียดเบียน พวกสายธุรกิจ เช่น บัญชี ธุรการครับ
แต่การโดนเบียดเบียนงานเป็นแค่จุดเริ่มต้น แหละครับ ทำงานมานานๆก็เบียดคืนได้ถ้า กระตือลือล้นพอ
ส่วนผมเอง เบียดเบียนมา สองขั้นเลยครับ จบวิศวะ ไฟฟ้ามา เบียดทั้งวิดวะคอม และวิทยาศาสตร์ ไปหลายคนด้วยคะแนนสัมภาษ ครับ สมัครมายี่สิบกว่าคนมีไฟฟ้าโผล่มาคนเดียว คนสัมภาษ งง ครับว่าผมมาทำไม แต่สุดท้ายก็เลือกผม ด้วยสาเหตุใดยังไม่ทราบเลย
ปล. พึ่งsearch มาเจอโดยบังเอิญแวะมาชม ขนาดยก case study จากพันทิพมาก่อนแล้วยังไม่วาย อนิจจังๆ
เห็นด้วยกับพี่ไท้ครับ
อาจจะด้วยเหตุที่พวกเราอาจจะ อาจจะมีอารมณ์กับ “คำ,ประโยค” หากมองอย่าง
มีสติ ไม่หลงไปกับอารมณ์ที่แต่งเติม ผมว่ามันก็เป็นความจริง ผมยังคิดว่าการที่เรา
มีอารมณ์กับคำเหล่านี้ ก็เป็นเพราะว่าคุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณเกลียด
คุณยังดูถูกคนที่ด้อยกว่าคุณอยู่ ผมว่าหากเรามองคนอื่น ๆ เท่ากัน คำพวกนี้ก็ไร้ความ
หมาย เพราะใครจะทำอะไรดีกว่า สูงกว่า หรือด้อยกว่า เค้าก็มีคุณค่าของเค้าเท่า ๆ กับ
เรา ๆ นี้แหละครับ
พวกตลก เค้าทำตัวให้ดูโง่ ๆ ให้เราหัวเราะ เน๊ยะ เห็นมั๊ยครับ ว่าฐานะดีกว่าคนหัวเราะ
อย่างเรา ๆ เยอะเลย เคยอ่านหนังสือคุณเหม่ำ เหมือนรู้ประมาณว่า เวลาคนมาด่า หรือ
มาดูถูกเขาตอนเล่นตะลก ความจริงเราก็มีอารมณ์น่ะ แต่เขาต้องพยายามคิดเสมอว่า
“..(เซนเซอร์)ทำไปเถอะ …(เซนเซอร์)มีเงินเยอะกว่าพวก…(เซนเซอร์)อีก”
เพื่อนผมเขียน web อยู่ดี ๆ กลายเป็นตากล้องมืออาชีพไปล่ะ เพื่อนอีกคน เรียน
สิ่งแวดล้อม จบมาไปทำงานเขียน web ต่อมาเป็นหัวหน้าแผนกบุคคล ผมนี้อื่งเลย
ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ มันจะใช้สมอง หรือจะใช่แรง สุดท้ายมันก็ชีวิตของเรา ๆ
ท่าน ๆ ที่จะต้องประคองกันไปในสังคม ก็ขออย่างให้ผิดทางล่ะกันครับ
สาธุ
ผมเคยเป็น IT Manager ที่บริษัทแห่งหนึ่ง การที่ผมคัดเลือกพนักงานผมจะดูอันดับแรกก่อนคือ ผลงานที่เขาทำมา อันดับที่สองคือสาขาที่จบมา ส่วนสถาบันไม่คิดถึงเลยครับ เนื่องจากแต่ละสาขามีหลักสูตรที่ชัดเจนเกี่ยวข้องกับงาน มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ คนที่บอกว่าจบวิศวะมีโอกาศเลือกมากกว่าวิดคอมไม่ถูกครับ เพราะผมไม่เคยเลือกให้วิศวะคอม มาเขียนฐานข้อมูล มาเขียนเวบ แต่ผมเคยเลือกให้วิดคอมมาเขียนควบคุมฮาร์ดแวร์ เพราะในหลักสูตรเขาวางให้วิดคอมต่อยอดอยู่แล้วครับ เพราะมีวิชาพวก digital อยู่แล้ว ในเมืองไทยของเราการเขียนควบคุมฮาร์ดแวรนั้นเราซื้ออุปกรณ์ของเขามาแล้วเขียน
เชื่อมต่อผ่าน SDK ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ จะมาพัฒนาเอง จะมาซื้อของไทยเองหายากครับ เพราะไทยเราด้าน Hardware ยังต้องพัฒนาด้านนี้อีกเยอะ แล้วที่ว่า วิศวะเก่งกว่าหัวดีกว่า วิดคอมชี้ชัดเกินไปรึเปล่า น้องผมจบแพทย์มา เขามาใช้คอม หรือพยายามมาศึกษาเขียนโปรแกรมก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า วิดคอมเลย มันอยู่ที่หลักสูตรครับ และอีกอย่างมันขึ้นกับอีกอย่างระบบการศึกษาของไทยการแนะแนว ชอบแห่ตามกัน สุดท้ายคนที่ตกงานเยอะๆก็คือวิศวะมากกว่าวิดคอมครับ
เอ่อ อยากฟังความเห็นของพี่ไท้ผู้เก่งกล้าจัง (55)
น้อง ๆ ไหนที่จบแล้วหรือกำลังทำงานอยู่ แล้วชอบเขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์ ไม่ต้องน้อยใจไป ตอนนี้มีงานลักษณะนี้ให้ทำแล้วที่ Toyota Tsusho Electronics (Thailand) Co.,Ltd.
บริษัทเค้าอยากให้คนที่มีใจรักด้านนี้ กลับเข้าสู่อุตสาหกรรมพัฒนาซอท์ฟแวร์ด้านอีเล็คทรอนิคส์ยานยนต์อยู่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่รู้จะไปตามหาพวกน้อง ๆ แบบนี้ที่ไหน
งานเข้ามาเพียบ แต่โปรแกรมเมอร์ที่เซียน ๆ และใจรักก็มีอยู่น้อยซะเหลือเกิน ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหน ยังไงใครสนใจงานด้านนี้ หรือมีเพื่อนคนรู้จักที่อยากทำงานด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์แบบนี้ก็ติดต่อพี่ได้ที่ 081818 2826 หรือส่ง resume มาที่ sudkanung@ttet.co.th ได้ตลอดค่ะ
ขอบคุณคุณไท้ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลนะคะ ยังไงฝากประชาสัมพันธ์ให้คนที่เค้าชอบงานด้านนี้ มาได้ทำงานกับบริษัทที่ต้องการเฉพาะคนแบบนี้ด้วยจะขอบคุณอย่างสูงเลยค่ะ
โห สุด ๆ ครับ ได้ความรู้เยอะเลยจริง ๆ
งั้นผมจบ computer science มาก็ตรงสายที่สุดแล้วสิเนี่ย
ทำงานตรงกับที่เรียน เด๊ะเลย
เรียนอะไร จบอะไรไม่ต่างกันหรอกคะ แค่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำก็พออะ
มหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีวิศวะคอมนะคับ มีมาหลายปีแล้วด้วย อุอุ
มีเรื่องให้พีๆวิศวะ ช่วยTT^TTค่ะ คือว่า……เข้าgoogle แล้ว search หาข้อมูล มันกลับไม่มีข้อมูลอะไรขึ้นมา เป็นเพียงหน้าจอโล่งๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ก็ยัง ค้นหาข้อมูลได้ บางเว็บ ก็เป็นเหมือนกัน ไม่ทราบว่าจะเป็นเพราะ หนอน P2load รึเปล่าค่ะ …..ตอนนี่กำลังลำบาก หางานได้ยากมากๆ แต่ว่าก็หาโปรแกรมสแกนไวรัส มาสแกนอยู่บ่อยๆ ใช้ตัวสแกนจากทาง hotmail ด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าจะมีวิธีไหมค่ะ —รบกวนด้วยค่ะ—