กระโดดไปยังแผงนำทาง

วิกฤตทางการเงินทำให้เกิดสังคมที่หวาดระแวง 22 October 2008 3:12 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

ตอนแรกผมคิดว่า “การปฏิวัติสารสนเทศ” หรือ “ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น” จะเป็นตัวทำให้สังคมโลกเราเกิดความสั่นคลอน แต่กลับกลายเป็นว่า “ความผันผวนทางการเงิน” และ “ความแปรปรวนทางภูมิอากาศ” กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดความสั่นคลอนแทน

การเกิดวิกฤตมีความหมายกว้างขวางถึงความไม่แน่นอน ความไม่สงบสุข ความโกลาหล ซึ่งหากวิกฤตยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ย่อมจะทำให้ภาพอนาคตที่ “ธุรกิจครองโลก” จะค่อย ๆ เลือนหายไป แล้วเปลี่ยนเป็น “สังคมที่หวาดระแวง” เข้ามาแทนที่!

สังคมที่หวาดระแวงเป็นสังคมที่ภายในชุมชน มีการรวมกลุ่มของปัจเจกบุคคลที่มีอัตลักษณ์เหมือนกัน พวกเขาอาจจะอยู่รวมกันในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน หรือไม่พวกเขาอาจจะติดต่อกันด้วยระบบสื่อสารเดียวกัน และที่สำคัญ เหตุผลที่พวกเขาต้องอยู่รวมกันก็เพราะศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ ได้เกิดการล่มสลาย ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะไว้ใจในความปลอดภัยของตนเองได้อีกต่อไป!!!

พวกเขาจึงต้องรวมกลุ่มสร้างชุมชนของคนที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ค่อยจะยินดีนักที่จะติดต่อกับชุมชนอื่น ซึ่งชุมชนอื่นเหล่านั้นอาจมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกับชุมชนของตนเอง

ในสังคมที่หวาดระแวงยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นนั้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องสร้างโดยบริษัทขนาดใหญ่ก็ได้ หากแต่คนเก่ง ๆ เพียงสี่ห้าคนร่วมด้วยช่วยกัน ก็สามารถจะตั้งไข่ขึ้นมาได้แล้ว และที่สำคัญ หลาย ๆ นวัตกรรมที่สร้างขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกำไรและขาดทุน!!! แปลว่าไม่มีใครจ้างหรือไม่มีเงินก็สามารถทำขึ้นมาได้!!!

หากว่า “สังคมที่หวาดระแวง” จะเกิดขึ้นจริง ถึงตอนนั้นเราคงจะได้มีโอกาสเห็นเงินตราเสริมในชุมชนแต่ล่ะชุมชน โดยที่เงินตราเสริมเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในรูปของธนบัตรหรือเหรียญกษาปน์ หากแต่อยู่ในรูปของสารสนเทศในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แทน!

ถ้าอยากรู้ว่า “สังคมที่หวาดระแวง” เป็นแบบไหน ให้อ่านประวัติศาสตร์ในช่วงที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นรูปแบบของ “สังคมที่หวาดระแวง” อย่างแท้จริง!!!

Technorati Tags: , , , , , ,

บทบรรเลงสะกดวิญญาณ 16 October 2008 10:30 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 7 ความคิดเห็น

ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยบอกไว้ว่า การที่มนุษย์จะทำหรือไม่ทำอะไรซักอย่างนึงนั้น ยังไงก็จะต้องมีพื้นฐานทางความรู้สึกอยู่ 3 อย่างเป็นตัวเร้า นั่นก็คือ ความโลภ, ความหลง และ ความกลัว

แต่ถ้าสามารถทำหรือไม่ทำโดยไม่ถูกเร้าด้วยความรู้สึกพื้นฐานข้างต้นได้ ก็ถือว่าประเสริฐแล้ว!!!

ผมเคยยกตัวอย่างว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยี Human-based Computation กระตุ้นเร้า “ความโลภ” เพื่อให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตทำงานให้เราได้ ตัวอย่างนี้มีให้เห็นไม่ยากนัก เช่น Google Adsense หรือ CJ Affiliate เป็นต้น

ในขณะที่ก็เคยชี้ให้เห็นถึงการประยุกต์เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ เพื่อกระตุ้นให้พลเมืองทำงานให้เราได้ด้วย “ความกลัว” (อ้างอิงจาก องค์ราชินี ARIA ผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่งวิธีนี้ถือว่าน่ากลัวในระดับหนึ่ง เพราะใช้สารสนเทศเป็นตัวข่มขู่คุกคามให้เรากลัว!!!

แต่ผมยังเล่าไม่ครบเลยจริงมั้ย? เพราะผมยังไม่เคยโม้ว่า เราจะใช้ Human-based Computation กระตุ้นเร้า “ความหลง” เพื่อให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตทำงานให้เราได้ยังไง จริงมั้ย? งั้นมาลองอ่านดูกันดีกว่า …

(more…)

ส้วมไฮเทคไม่ใช่มีไว้ใช้ขี้เท่านั้น!!! 10 October 2008 2:09 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 11 ความคิดเห็น

สำหรับมนุษยชาติแล้ว ถึงแม้จะดิ้นรนขวนขวายไขว่คว้าหาวัตถุมาปรนเปรอตัวตนยังไงก็ตาม ยังไงซะก็หนีไม่พ้นที่จะมีวิถีชีวิตพื้นฐานเหมือน ๆ กันนั่นก็คือ กิน, ขี้, ปี้ และ นอน

การกินกับการนอนถือเป็นเรื่องที่เปิดเผยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร แต่การปี้และการขี้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีการเปิดเผยกันมากนัก ถึงปัจจุบันนี้การปี้จะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเห็นได้จากการที่นักแสดงนักร้อง ต่างพาเหรดกันเปิดเผยเรื่องปี้ของตนเองออกมาในรูปของคลิปวีดีโอกันเป็นว่าเล่น!!!

ดังนั้นพอถึงสุดท้ายแล้ว การขี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยังถูกปิดบังอยู่ต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องที่ชวนแหวะที่สุด หากเอามานั่งบรรยายกันเป็นวรรคเป็นเวรให้อ่านกัน

แต่เนื่องจากผมจะโม้เรื่องส้วมไฮเทค ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันทรงพลานุภาพ ที่จะทำให้เราขี้กันได้อย่างสงบสุขที่สุด ก็เลยหนีไม่พ้นที่ผมจะต้องเล่าเรื่องขี้ให้อ่านกัน (ทน ๆ กันหน่อย)

แผนภาพแสดงขี้ของมนุษย์

ภาพข้างบนอธิบายขี้ของมนุษย์เรา จะเห็นว่าถ้าเราขี้ออกมาเป็นแบบที่ 1 และ 2 นั่นแสดงว่าเรา “ท้องผูก” ซะแล้ว ควรจะดื่มน้ำให้เยอะหน่อย แล้วก็อย่านอนดึกด้วย แต่ถ้าเราขี้ออกมาได้้แบบที่ 3 และ 4 ก็ถือว่าเราโชคดีแล้ว เพราะมันเป็นรูปแบบของขี้ในอุดมคติเชียวแหล่ะ และสุดท้ายถ้าขี้ออกมาเหมือนกับแบบที่ 5 ถึง 7 นั่นแสดงว่าคุณกำลังป่วยซะแล้วล่ะ ต้องมีการติดเชื้อในทางเดินอาหารแหง ๆ ควรพบแพทย์ด่วน!!!

(more…)

สิ่งที่เพิ่งรู้จาก Google Adsense เกี่ยวกับพลเมืองอินเทอร์เน็ตไทย 4 October 2008 9:38 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 7 ความคิดเห็น

ถ้าเป็นเรื่องที่ Google Adsense อนุญาตให้นำโฆษณาไปแปะไว้ที่เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเป็นภาษาไทยได้อ่ะ … อันนั้นผมรู้แล้ว … แต่สิ่งที่ผมเพิ่งรู้ก็คือ Google บอกว่าเมืองไทยเรามีพลเมืองอินเทอร์เน็ตประมาณ 14 ล้านคนแน่ะ ซึ่งมันเกินกว่าข้อมูลเดิมที่ผมมี เพราะถ้าเป็นข้อมูลเดิมที่ผมมี ผมจำได้ว่าพลเมืองอินเทอร์เน็ตไทยยังมีแค่ 8 ล้านคนเอง!!!

จำนวนของพลเมืองอินเทอร์เน็ตไทย มีจำนวนเท่ากับจำนวนประชากรของประเทศกัมพูชาเลยนะครับ ไม่ใช่น้อย ๆ เลย!!!

แนวความคิดเรื่อง Human-based computation ยังไม่ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในไทยอย่างกว้างขวางและแหวกแนวมากนัก … มันน่าจะมีประโยชน์มากเลยนะ ถ้าคิดออกได้ว่าจะเอาแรงงานของพลเมืองอินเทอร์เน็ตไทยทั้ง 14 ล้านคนมาใช้ยังไงดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญ ต้องให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตเหล่านั้น รู้สึกเพียงแค่ว่าตัวเองเสียแรงงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

…ผมเองก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน … มันยากอ่ะ

Technorati Tags: , , , ,

องค์ราชินี ARIA ผู้ยิ่งใหญ่ 30 September 2008 12:04 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 9 ความคิดเห็น

แรงจูงใจที่จะทำให้มนุษย์ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไรก็ตาม ล้วนเกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียง 3 อย่างเท่านั้น ซึ่งก็คือ ความโลภ, ความหลง และ ความกลัว

ดังนั้นหากเราต้องการให้เกิด “ผลผลิตมวลรวม” เราก็จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งหรืออาจจะทุก ๆ ตัว ในการกระตุ้นให้คนผลิตหรือบริการในสิ่งที่เราต้องการออกมา…ในระดับที่เราพอใจ

ผมมักจะเลือกใช้ “ความโลภ” และ “ความหลง” เพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้คนทำงานให้ผม เพราะดูแล้วมันละมุนละม่อมและสร้างสรรค์ดี ส่วน “ความกลัว” นั้นถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่ไม่มีใครอยากใช้นัก เพราะหากใช้กับใครก็จะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างผลผลิตมวลรวมด้วยวิธี Human-based computation ก็ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะผู้ที่ออกแรงกายหรือแรงสมอง จะไม่รู้สึกว่าตัวเองลำบากอะไรมากนัก เนื่องจากมันเป็นเพียงเศษเสี้ยวนิดเดียวของพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นเทคโนโลยี Human-based computation จึงไม่ต่างจากการให้เด็กนักเรียนทุกคนช่วยกันฉี่รดแปลงผักเท่าไหร่นัก เพราะออกแรงเพียงเล็กน้อย ไม่ลำบาก แถมได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอีกต่างหาก … เด็กก็ได้ฉี่ ผักก็ได้ปุ๋ยได้น้ำ!!!

แต่หลังจากที่ผมได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง Eagle Eye มันก็ทำให้ผมได้พบกับหนทางใหม่ของ Human-based computation ซึ่งใช้ “ความกลัว” เป็นพื้นฐานในการกระตุ้นให้เกิด “ผลผลิตมวลรวม”

ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถ “ขู่กรรโชก” มนุษย์ เพื่อให้ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” ในสิ่งใด ๆ ได้มาก่อน!!!

(more…)