กระโดดไปยังแผงนำทาง

เปิดตัว Panda : นามานุกรมทับศัพท์เขตการปกครองจีน 8 November 2008 1:22 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร, สมมติฐาน , 3 ความคิดเห็น

“แพนด้า” ถือว่าเป็นสัตว์หายากชนิดหนึ่งของโลก เพราะมีอยู่แต่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น ไม่มีอยู่ที่อื่นเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก อีกทั้งแพนด้ายังเป็นสัตว์อ่อนแอ เพราะมันเรื่องมากในเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องอาหารการกิน และเรื่องการผสมพันธุ์ จึงทำให้มันตายง่าย โตช้า ขยายพันธุ์ไม่เก่ง และมีโอกาสจะสูญพันธ์!!!

แต่ “แพนด้า” ที่ผมจะมานำมาเปิดตัวมันไม่ใช่สัตว์สงวน หากแต่เป็น “นามานุกรมทับศัพท์เขตการปกครองจีน” ที่จะเอาไว้ช่วยให้คนไทยอย่างเรา ๆ ได้ออกเสียงเขตการปกครองของจีนได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น หลังจากที่เราต้องออกเสียงเขตการปกครองจีนซึ่งทับศัพท์ด้วยภาษาอังกฤษอย่างผิด ๆ ถูก ๆ มาเป็นเวลานาน

มันยังเป็นรุ่น BETA อยู่นะ เพราะผมคิดว่าผมจะทำนามานุกรมในส่วนของ “สถานที่ท่องเที่ยวในจีน” และ “บุคคลสำคัญของจีน” ต่ออีก แต่ก็เห็นว่ามันพอจะเอามาใช้จริงได้แล้วล่ะ ก็เลยเอามาเปิดให้ลองใช้กัน

เข้าใช้ Panda

ผมกำลังคิดว่า ถ้าผมสามารถนำนามานุกรมนี้ไปเชื่อมกับ Longdo ได้คงจะดีไม่น้อยเลยแฮะ ^-^ เมื่อไหร่น้อ เมืองไทยเราจะออก API ออกมาเยอะ ๆ ซะที :-P

Technorati Tags: , , , ,

มาตรฐาน Unstructured Operation Markup Language 5 November 2008 11:27 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์, สมมติฐาน , 2 ความคิดเห็น

ผมยังไม่รู้จักมาตรฐานของภาษานี้มากนัก รู้แต่ว่ามันเป็นภาษาที่เอาไว้จัดการเอกสาร และถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์จีน

ที่สำคัญ เป็นมาตรฐานทางคอมพิวเตอร์มาตรฐานแรกของจีน ที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรสากล!!!

ตามไปดูกันได้ที่ UOML

ไทยเราน่าจะสร้างมาตรฐานทางคอมพิวเตอร์ให้ยอมรับได้บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะสร้างมาตรฐานอะไร … อีกอย่าง … พวกฝรั่งก็ยอมรับอะไรยากซะด้วยสิ!

Technorati Tags: , , , , ,

ศิลปะการ FAKE ข้อมูลคอมพิวเตอร์ 2 November 2008 12:39 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 4 ความคิดเห็น

ผมเคยได้คุยกับระดับนโยบายที่คุมการเงินการคลังท่านหนึ่งขององค์กรครับ ท่านบ่นว่าถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายมาช่วยงานทางด้านการเงินแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังคงไม่เชื่อถือข้อมูลสรุปที่ได้จากคอมพิวเตอร์อยู่ดี ตราบใดที่ยังไม่มีวิธีการพิสูจน์ชี้ชัดว่ามันถูกต้อง และที่สำคัญ วิธีการพิสูจน์ต้องกระทำได้โดยคนของท่านเอง ไม่ใช่โดยคนของศูนย์คอมพิวเตอร์!!!

ถ้าบ่นกันมาอย่างนี้แสดงว่าท่านเชื่อว่า ข้อมูลซึ่งจัดเก็บและบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์นั้น มัน FAKE ได้ … ซึ่งมันจริงซะด้วยสิ!

งั้นมายกตัวอย่างการ FAKE แบบไม่เนียนกันดีกว่า โดยดูจากพอร์ตหุ้นที่ผมเปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในเมืองไทยเรากัน

พอร์ตหุ้นของ Mr. PeeTai ซะเมื่อไหร่กัน?

ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าพอร์ตหุ้นข้างบนนั้น มัน FAKE ขึ้นมาและไม่เป็นความจริง เพราะการที่จะซื้อหุ้นของ “ปตท.” และ หุ้นของ “ปูนใหญ่” ที่มูลค่าที่ตราไว้ได้นั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผม เพราะผมไม่ได้เป็นคนมีสีหรือคนบิ๊กบึ้มอะไรกับใครเขา

ประเด็นที่จะชี้ให้เห็นก็คือ ถ้าการ FAKE ข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวถูกกระทำโดยมนุษย์ และเป็นการกระทำแบบหยาบ ๆ ไม่ได้มีวิธีที่สลับซับซ้อน เราก็ยังพอที่จะเชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง … แต่ทว่า … แล้วถ้าหากการ FAKE ดังกล่าวนั้น มันกระทำอยู่บนกิจกรรมที่ถูกต้องของคอมพิวเตอร์ล่ะ จะเป็นยังไง?

ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ระบบคอมพิวเตอร์ทุกระบบ ล้วนมี DEBUG Mode ซึ่งอนุญาตให้ FAKE ข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อทดสอบได้ และมันก็เป็นช่องโหว่ซะด้วย เพราะ DEBUG Mode ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เจ้าของระบบฯนั้นเป็นผู้บริหารจัดการ ดังนั้นผู้ที่สร้าง DEBUG Mode ก็มักจะไม่ได้ทำ Log เอาไว้เพื่อเก็บกิจกรรมการทำงานในขณะใช้ DEBUG Mode อยู่ เพราะเห็นว่าผู้ที่จะใช้ DEBUG Mode ได้ก็คือเจ้าของระบบฯ จึงไว้ใจได้ว่าเจ้าของระบบฯคงจะไม่ทำอะไรส่งเดชแน่!!!

อือม แล้วแบบนี้เราจะไปเชื่อได้ไงล่ะว่าข้อมูลมัน FAKE ไม่ได้ ในเมื่อมันมีช่องเล็กช่องน้อยให้กระทำการได้ดุจดั่งพระเจ้าเช่นนี้?

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมการที่จะยืนยันว่าข้อมูลถูกต้อง จึงต้องมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน, ต้องมีหมายเลขเฉพาะกำกับ, ต้องสามารถตรวจสอบไขว้ได้, ต้องเป็นข้อมูลแบบสัมพัทธ์ที่อ้างอิงได้ ไม่ใช่ข้อมูลแบบสัมบูรณ์ที่อ้างอิงไม่ได้, ต้องมีวิธีพิสูจน์ที่สามารถทำซ้ำได้ อีกทั้งยังได้ผลเหมือนกันทุกครั้งที่พิสูจน์ และต้องสามารถพิสูจน์โดยใครก็ได้ ไม่จำเพาะเพียงแค่คนไอทีเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว ศาสตร์ในการพิสูจน์ว่าข้อมูลไม่ FAKE จะกลายเป็นศาสตร์ที่ำสำคัญในอนาคตครับ!

Technorati Tags: , , ,

ตอนเล็ก ๆ ไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาต้องขัดรองเท้า 28 October 2008 12:21 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, สมมติฐาน , 8 ความคิดเห็น

ถ้าวันไหนผมเดินผ่านศูนย์คอมพิวเตอร์ในองค์กรที่ผมทำงานอยู่ แล้วผมก้มลงเก็บก้อนหินขนาดเหมาะ ๆ ซักก้อนนึง จากนั้นออกแรงเหวี่ยงแล้วปาส่งเดชเข้าไปในศูนย์คอมฯ ถ้าก้อนหินไปโดนใครแล้วร้องโอ๊ย ก็คนนั้นแหล่ะที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี!!

คิดว่าสถานการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นในหลาย ๆ องค์กรของเมืองไทย ที่ตอนนี้แรงงานไอทีซึ่งมีการศึกษาสูงของเรามีสภาพคล่องล้นเกิน หรือถ้าให้พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือคนไอทีที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี เริ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมเมืองของไทยเรา!

IT หมายถึงเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง, แปลง, จัดเก็บ, ประมวลผล, และค้นคืนสารสนเทศ

การมีแรงงานไอทีที่มีการศึกษาสูงมาอยู่ในองค์กรเป็นเรื่องดีครับ ผมเองก็ชอบที่จะมีผู้ร่วมงานที่มีการศึกษาสูง ๆ เพราะการมีการศึกษาสูงเป็นหลักฐานยืนยันว่า พวกเขาเป็นแรงงานใช้สมองที่มีสติปัญญาเกินมาตรฐานเฉลี่ยของคนทั่วไปในสังคม และการมีมาตรฐานเฉลี่ยสูงกว่าคนทั่วไป ก็จะเป็นสิ่งยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขาจะวิจัย, ผลิต, ซ่อมบำรุง หรือให้บริการงานที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีบางคนที่ทำไม่ได้ตามเป้า แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย!!!

บรรยากาศในการทำงานก็จะแปลกไปอีกแบบ เช่น หันไปทางซ้ายก็เจอคนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย หันไปทางขวาก็เจอคนจบปริญญาโทจากอเมริกา เดินเลี้ยวไปจะเข้าส้วมก็เจอคนจบปริญญาโทจากอังกฤษ แถมบางคนก็ขยันน่าดู เพราะไม่ได้เรียนจบปริญญาโทมาแค่ใบเดียว แต่เรียนจบมามากกว่าหนึ่งใบ แถมมีอยู่หลายคนที่เรียนจบปริญญาโทมาถึงสามใบ ขยันจริง ๆ!!

จำได้ว่าสมัยรุ่นของผมจบใหม่ ๆ บริษัทห้างร้านทั้งหลาย ต่างประกาศรับสมัครพนักงานที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี แต่พอผ่านมาหลายสิบปีเหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เพราะบริษัทห้างร้านกลับอยากได้คนจบ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพ” หรือ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง” แทน

(more…)

วิกฤตทางการเงินทำให้เกิดสังคมที่หวาดระแวง 22 October 2008 3:12 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

ตอนแรกผมคิดว่า “การปฏิวัติสารสนเทศ” หรือ “ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น” จะเป็นตัวทำให้สังคมโลกเราเกิดความสั่นคลอน แต่กลับกลายเป็นว่า “ความผันผวนทางการเงิน” และ “ความแปรปรวนทางภูมิอากาศ” กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดความสั่นคลอนแทน

การเกิดวิกฤตมีความหมายกว้างขวางถึงความไม่แน่นอน ความไม่สงบสุข ความโกลาหล ซึ่งหากวิกฤตยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ย่อมจะทำให้ภาพอนาคตที่ “ธุรกิจครองโลก” จะค่อย ๆ เลือนหายไป แล้วเปลี่ยนเป็น “สังคมที่หวาดระแวง” เข้ามาแทนที่!

สังคมที่หวาดระแวงเป็นสังคมที่ภายในชุมชน มีการรวมกลุ่มของปัจเจกบุคคลที่มีอัตลักษณ์เหมือนกัน พวกเขาอาจจะอยู่รวมกันในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน หรือไม่พวกเขาอาจจะติดต่อกันด้วยระบบสื่อสารเดียวกัน และที่สำคัญ เหตุผลที่พวกเขาต้องอยู่รวมกันก็เพราะศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ ได้เกิดการล่มสลาย ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะไว้ใจในความปลอดภัยของตนเองได้อีกต่อไป!!!

พวกเขาจึงต้องรวมกลุ่มสร้างชุมชนของคนที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน และไม่ค่อยจะยินดีนักที่จะติดต่อกับชุมชนอื่น ซึ่งชุมชนอื่นเหล่านั้นอาจมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกับชุมชนของตนเอง

ในสังคมที่หวาดระแวงยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นนั้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องสร้างโดยบริษัทขนาดใหญ่ก็ได้ หากแต่คนเก่ง ๆ เพียงสี่ห้าคนร่วมด้วยช่วยกัน ก็สามารถจะตั้งไข่ขึ้นมาได้แล้ว และที่สำคัญ หลาย ๆ นวัตกรรมที่สร้างขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกำไรและขาดทุน!!! แปลว่าไม่มีใครจ้างหรือไม่มีเงินก็สามารถทำขึ้นมาได้!!!

หากว่า “สังคมที่หวาดระแวง” จะเกิดขึ้นจริง ถึงตอนนั้นเราคงจะได้มีโอกาสเห็นเงินตราเสริมในชุมชนแต่ล่ะชุมชน โดยที่เงินตราเสริมเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในรูปของธนบัตรหรือเหรียญกษาปน์ หากแต่อยู่ในรูปของสารสนเทศในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แทน!

ถ้าอยากรู้ว่า “สังคมที่หวาดระแวง” เป็นแบบไหน ให้อ่านประวัติศาสตร์ในช่วงที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นรูปแบบของ “สังคมที่หวาดระแวง” อย่างแท้จริง!!!

Technorati Tags: , , , , , ,