บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็น
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมถูกเจ้านายเก่าเรียกเข้าไปพบครับ ผมเองก็ไม่ได้เจอเจ้านายเก่านานแล้ว เลยว่าจะไปดูซะหน่อยว่ายังอยู่ดีมีสุขอยู่หรือเปล่า?
เจ้านายเก่าผมจบดอกเตอร์ทางคอมพิวเตอร์มาจากสหรัฐอเมริกาครับ เป็นบุคคลที่น่าสนใจเรียนรู้มากเลยทีเดียว!!
ประเด็นที่ทำให้เจ้านายเก่าต้องเรียกผมไปพบก็คือ … เขาอยากจะได้ผู้ร่วมงานของผมไปทำงานให้!!!
โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนงกทรัพยากรบุคคลมาก ๆ เลยล่ะ ผู้ร่วมงานของผมแต่ล่ะคนล้วนผ่านการเลือกสรรจากผมมาทั้งนั้น อีกทั้งผมต้องออกแรงถ่ายทอดความรู้ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติให้ตั้งหลาย ๆ อย่าง อยู่ดี ๆ จะมาขอไปทำงานให้โดยไม่ได้อะไรตอบแทนคงไม่ได้กระมัง อิ อิ
เมื่อผมถูกเรียกตัวและแจ้งให้ทราบถึงหัวข้อในการเรียกตัว ผมก็จำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวในการพูดคุย เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ธรรมดา เพราะเป็นถึงดอกเตอร์ทางคอมพิวเตอร์ การจะปฏิเสธอะไรหรือจะเรียกร้องผลประโยชน์ใด ๆ จะต้องวางแผนให้ดี เพราะถ้าเพลี้ยงพล้ำแล้ว นอกจากจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว อาจจะถึงขั้นไม่สามารถเรียกร้องผลประโยชน์ใด ๆ ได้เลย!!!
ลักษณะพิเศษของดอกเตอร์ก็คือ เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาทางวิชาการ ดอกเตอร์นอกจากจะมีภูมิปัญญาเฉพาะเรื่องมากกว่าเราแล้ว พวกเขาเหล่านั้นยังมีสิ่งพิเศษเพิ่มเติมมาก็คือ “พลังแห่งความเชื่อ” และ “กลไกพิสูจน์ความเชื่อ”
ดอกเตอร์ถือได้ว่ามี “พลังแห่งความเชื่อ” ที่สูงกว่าคนทั่วไปมาก เมื่อเชื่อแล้วก็จะเชื่อฝังใจไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมี “พลังแห่งความเชื่อ” ที่มากมายขนาดนี้ ก็ด้วยเหตุผลเพราะพวกเขาได้พิสูจน์ความเชื่อนั้น ๆ แล้วด้วย “กลไกพิสูจน์ความเชื่อ” ซึ่งกลไกดังกล่าวอาจจะเกิดจากการสร้างโดยตัวดอกเตอร์เอง หรือรับมาจากดอกเตอร์คนก่อน ๆ!!!
ดังนั้นกุญแจสำคัญในการพูดคุยกับดอกเตอร์ซึ่งจบมาทางคอมพิวเตอร์ก็คือ เราต้องทำให้เขาเชื่อถือเราให้ได้ และวิธีที่จะทำให้เขาเชื่อถือเราก็คือ เราต้องค้นหาให้พบว่า “กลไกพิสูจน์ความเชื่อ” ของเขานั้นคืออะไร?
ซึ่งดอกเตอร์ทางคอมพิวเตอร์เกือบทุกคนจะใช้ “หลักฐาน” เป็นสิ่งพิสูจน์ความเชื่อ ดังนั้น การกล่าวเลื่อนลอย, ปฏิเสธเลื่อนลอย, การนำเสนอเลื่อนลอย หรืออ้างอิงเลื่อนลอย โดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงใด ๆ จะไม่ได้รับการเชื่อถือจากดอกเตอร์ทางคอมพิวเตอร์เลย
ยกตัวอย่างเช่นถ้าผมจะบอกกับเจ้านายเก่าว่าผู้ร่วมงานของผมงานเยอะ ผมก็ต้องมี “หลักฐาน” ไปพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนนั่นก็คือ รายงานการทำ Incident รายเดือนของทีมงาน, รายงานการทำ Change Request รายเดือนของทีมงาน, รายงานการทำ Job Assignment รายเดือนของทีมงาน และรายงานการสรุป manday ranking รายเดือนของทีมงาน เป็นต้น
ที่สำคัญดอกเตอร์ทางคอมพิวเตอร์จะเกลียดมาก หากต้องพูดคุยกับคนที่มั่วหรือคนที่ไม่รู้จริงหรือคนที่ตอบคำถามไม่ได้ แล้วยังตะแบงเถียงข้าง ๆ คู ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ดอกเตอร์ฯไม่รีรอเลยที่จะเปิดสงครามน้ำลายด้วยทันที จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะศิโรราบยอมแพ้ไป
หากเรารู้ตัวว่าต้องเข้าสู่สงครามน้ำลายกับดอกเตอร์ฯแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำให้ยอมแพ้ไปเลยตั้งแต่วินาทีแรกของยกแรกครับ เพราะดอกเตอร์ฯจะยุติสงครามน้ำลายทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองชนะแล้ว และจะไม่ซ้ำเติมคนแพ้ด้วย!!!
ซึ่งนี่คงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการพูดคุยกับดอกเตอร์ซึ่งจบมาทางคอมพิวเตอร์ครับ อิ อิ
Technorati Tags: การจัดการ, การพูดคุย, ดอกเตอร์, คอมพิวเตอร์
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, สมมติฐาน , 3 ความคิดเห็น
ผมว่าผมไม่ได้ตาฝาดนะครับ เพราะผมจับสังเกตได้ว่าตอนนี้ บล็อกเกอร์หลาย ๆ คนสนใจใน “อัตลักษณ์” ของตัวเองมากขึ้น พิสูจน์ได้จากการปลีกตัวออกจากชุมชนบล็อก เพื่อมาสร้างบล็อกซึ่งเป็นโดเมนของตนเอง โดยไม่ได้สนใจว่าบล็อกของตนจะสูญเสียความสัมพันธ์กับชุมชนบล็อกไป
บล็อกซึ่งมีโดเมนและพื้นที่เป็นของตนเองนั้น มันมีข้อดีตรงที่ปรับแต่งได้อย่างใจปรารถนา แต่บล็อกก็เหมือนกับเว็บไซต์โดยทั่วไป คือมันมีค่าใช้จ่ายในตัวของมัน ซึ่งถ้าเจ้าของบล็อกไม่ออกค่าใช้จ่ายเอง ก็ต้องทำให้ตัวบล็อกสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้
แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของบล็อกนั่นแหล่ะ ที่ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเอง!!!
ผมจะสมมติว่าผมมีบริษัทอยู่บริษัทนึงก็แล้วกันนะ โดยบริษัทของผมทำธุรกิจเป็นตัวแทนขายโฆษณาออนไลน์ ลักษณะของธุรกิจก็ง่าย ๆ คือรับโฆษณามา จากนั้นก็ปล่อยป้ายโฆษณาให้ไปแสดงผลที่บล็อกของสมาชิกทุกคน
ซึ่งนโยบายในการจ่ายผลตอบแทนก็ง่าย ๆ คือเป็นสัดส่วน 60:40 โดยบริษัทของผมได้ 60% ในขณะที่บล็อกเกอร์ผู้ให้พื้นที่ในการโฆษณาได้ไป 40%
งั้นถ้าสมมติอีกทีนึง (สมมติซ้อนสมมติ) ว่าบริษัทของผมหาลูกค้าที่จะมาโฆษณาได้ 1 ราย โดยลูกค้ามีงบในการโฆษณาอยู่ที่ 10,000 บาทต่อเดือน และบริษัทของผมก็มีสมาชิกอยู่ 5 ราย โดยแต่ล่ะรายก็มีบล็อกเป็นของตัวเองแค่บล็อกเดียว
ทีนี้มาดูกันซิว่าจะแบ่งผลประโยชน์กันยังไงดี?
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 6 ความคิดเห็น
หลังจากผมได้อ่านไตรภาค “เมื่อผมบุก kapook.com” ของคุณแอนจบลง (ภาคหนึ่ง, ภาคสอง และ ภาคสาม) ผมก็ได้ข้อสรุปในทันทีว่า …
ทีมงานของ kapook ไม่มีปัญหาในเรื่องของระดับปฏิบัติการเลย หากแต่มีปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า
ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ …
ให้ทาง kapook เจียดงบประมาณส่วนหนึ่ง ส่งคนระดับบริหารจัดการไปเรียน ITIL ซะ(ครับ) … ถึงจะแพงหน่อย แต่ผมก็ว่าคุ้มนะ เพราะเมื่อเรียนกลับมาแล้ว ก็จะได้มาสร้างกระบวนการอันเป็นเลิศให้แก่ทีมงานระดับปฏิบัติการของ kapook ต่อไป
แล้วปัญหาการนำเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นบน Production โดยคนภายในก็จะยุติลง เพราะ ITIL มีกระบวนการหลายอย่างที่ช่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น Change Management ซึ่งช่วยในการนำงานขึ้น Production
โดยขั้นตอนการนำขึ้น Production ใน Change Management ถือว่าเป็นการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ เพราะไม่ใช่ว่าจะนำงานขึ้น Production ได้โดยง่าย เนื่องจากต้องผ่านการเปิด case ก่อน, ผ่านการ AT ก่อน และผ่านการอนุมัติโดย Change Advisory Board ก่อน
แถมยังต้องถูกควบคุมกระบวนการจาก Change Manager อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังต้องมี Back Out Plan กรณีที่ขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ แล้วต้องการถอยกลับ และ Fall Back Plan กรณีที่ขึ้นแล้ว แถมถูกใช้ไปแล้วจนเกิดผลกระทบ แล้วต้องการถอยกลับ เป็นต้น
ซึ่งหากมีการนำ Change Management ซึ่งเป็นติ่งหนึ่งจาก ITIL มาปรับใช้ ผมก็คิดว่าไอ้เรื่องที่จะมีปัญหาที่แล้ว ๆ มาก็คงจะหมดไป
ป.ล. หากใครไม่ยอมทำตามกระบวนการอันเป็นเลิศ ก็ให้ออกจากงานเลยก็แล้วกันครับ หมดเรื่อง อิ อิ
Technorati Tags: kapook, iannnnn, itil, change management, ไตรภาค
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 7 ความคิดเห็น
เราต้องมาทราบความหมายก่อนว่า “จารกรรม” นั้นมันหมายความว่ายังไง? และที่สำคัญเราต้องแยกมันออกจากคำว่า “โจรกรรม” ด้วย เพราะถึงวัตถุประสงค์ในการลงมือจะเหมือนกัน แต่นิยามอันสลับซับซ้อนซึ่งเป็นแก่นแท้ของมันนั้นมันไม่เหมือนกัน
การ “โจรกรรม” ทั้งหมดล้วนมุ่งหวังต่อการ “ขโมย” ทรัพย์สินเป็นสำคัญ และหวังผลเป็นเลิศว่าทรัพย์สินที่ “ขโมย” มาได้ จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อนำไปใช้สอยตามความต้องการของตนเองได้ และส่วนใหญ่แล้วเราก็มักจะเรียกบุคลากรที่ทำการ “โจรกรรม” ว่า “หัวขโมย”, “ขโมย” หรือ “โจร” เป็นต้น
ส่วนการ “จารกรรม” นั้นต่างกัน เพราะสิ่งมุ่งหวังของการ “จารกรรม” คือ การ “ขโมย” ข่าวสารและสารสนเทศที่ตนเองไม่รู้ อีกทั้งหวังผลเป็นเลิศว่าข่าวสารหรือสารสนเทศที่ได้รู้มานั้น จะสามารถนำไปใช้เพื่อตัดสินใจ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” ในบางสิ่งบางอย่าง เพื่อสร้างโอกาสอันเป็นเลิศของตนเองได้ในอนาคต และส่วนใหญ่แล้วเราก็มักจะเรียกบุคลากรที่ทำการ “จารกรรม” ว่า “จารชน”
สำหรับเมืองไทยเรา ถ้าเป็นสมัยก่อนแล้วล่ะก็ การจารกรรมข้อมูลยังถือว่าเอาผิดไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยน เรามีกฎหมายที่ชี้ชัดโป้ง ๆ ลงไปเลยว่า การจารกรรมข้อมูลถือว่าเป็นความผิด แถมกฎหมายยังเขียนไว้กว้างมาก มากจนกระทั่งถ้าเราจารกรรมข้อมูลของตนเอง เราก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับความผิดเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น ผมไปเจาะเลือดเพื่อตรวจเลือด ห้องปฏิบัติการเมื่อได้เลือดไปแล้วก็ตรวจในทุก ๆ หัวข้อที่จะตรวจได้ แต่เนื่องจากผมเลือกที่จะรู้ผลเพียงบางหัวข้อ และได้ชำระเงินเพื่อที่จะรู้ผลเพียงบางหัวข้อดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นทางห้องปฏิบัติการจึงเพียงแจ้งผลเฉพาะหัวข้อที่ผมเลือกเท่านั้น ซึ่งหากภายหลังผมต้องการรู้เพิ่ม และไม่อยากเสียตังค์เพิ่ม แล้วตัดสินใจง่าย ๆ ด้วยการแอบเข้าไปขโมยผลตรวจเลือดในทุก ๆ หัวข้อของตนเอง … ก็อาจเป็นความผิดได้
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ, สมมติฐาน , เพิ่มความคิดเห็น
ผมเคยผ่านโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับใหญ่มาหลายโครงการครับ ทุกโครงการจะเหมือน ๆ กันนั่นก็คือ นายทุนจะกำหนดงบประมาณไว้ใหญ่โตสำหรับสร้างโครงการขึ้นมา เพื่อจะทุ่มเทกำลังคนสำหรับออกแบบและจัดสร้างซอฟต์แวร์ในอย่างที่ระดับนโยบายต้องการ
แต่นายทุนมักไม่ตั้งงบประมาณสำหรับการดูแลซอฟต์แวร์เหล่านั้น ภายหลังจากที่ซอฟต์แวร์เหล่านั้นเริ่มเดินเครื่องใช้งานแล้ว!!!
ต้องอย่าลืมว่ายังมีต้นทุนในการเปลี่ยนแปลง, แก้ความผิดพลาด และ สร้างข้อมูลเพิ่มเติมให้ทันสมัย รออยู่ในอนาคต ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณเพื่อจัดหาคนมาดูแลเอาใจใส่ เพราะคนคือกุญแจสำคัญในการดูแลซอฟต์แวร์ระดับใหญ่โตเหล่านั้น
ดังนั้นในหลาย ๆ ครั้งเราจึงมักจะพบกับเรื่องตลกร้าย นั่นก็คือเมื่อซอฟต์แวร์ระดับใหญ่ถูกสร้างด้วยคนเกือบร้อยคนสำเร็จแล้ว เรากลับพบว่า่ภายหลังมันดันถูกส่งมอบให้คนไม่ถึงสิบคนดูแลซะนี่!!!
จึงเกิดคำถามง่าย ๆ ขึ้นมาว่า แล้วคนไม่ถึงสิบคนจะดูแลซอฟต์แวร์ระดับใหญ่ ซึ่งถูกสร้างด้วยคนเกือบร้อยคนได้ยังไง???
งั้นเพื่อหาคำตอบนี้ ผมก็เลยคิดว่าผมน่าจะลองสร้าง “อัตราส่วนเพื่อการดูแลซอฟต์แวร์” เล่น ๆ ขึ้นมาดูดีกว่า เผื่อมันจะเป็นความจริงขึ้นมาบ้าง
ถ้า “งบประมาณในการสร้างซอฟต์แวร์ทั้งหมด” และ “อัตราส่วนเพื่อการดูแลซอฟต์แวร์” เป็นสิ่งคงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยลักษณะของซอฟต์แวร์ดังกล่าว งั้นก็หมายความว่า “งบประมาณในการดูแลซอฟต์แวร์ (ต่อปี)” จึงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้อ่ะดิ???
สำหรับนายทุนแล้ว “อัตราส่วนเพื่อการดูแลซอฟต์แวร์” ยิ่งมีค่ามากก็ยิ่งดี … แต่บางครั้งนายทุนก็ไม่ฉลาดซักเท่าไหร่ เพราะดันแทนค่าศูนย์ใน “งบประมาณในการดูแลซอฟต์แวร์ (ต่อปี)”
…นายทุนคงตกเลขอ่ะครับ เลยไม่รู้ว่าการหารตัวเลขด้วยศูนย์อ่ะนะ … มันจะทำให้ได้คำตอบซะที่ไหนกันเล่า ป้าดโธ่!!!
Technorati Tags: อัตราส่วน, งบประมาณ, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, สมมติฐาน, การจัดการ