บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็น
เดี๋ยวนี้การทำ outsourcing ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นการ outsourcing เพื่อการสร้างซอฟต์แวร์ หรือการ outsourcing เพื่อการดูแลรักษาซอฟต์แวร์นั้น ชักจะเป็นปัญหาที่ถูกถกเถียงกันในวงระดับนโยบาย อย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
ด้วยเหตุเพราะว่าในตอนแรกนั้น ทฤษฎีการ outsourcing อธิบายเราไว้อย่างสวยหรูว่ามันจะช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง อันเนื่องจากความคิดที่ว่าให้คนที่เขาทำเป็น มารับไปทำดีกว่า เราจะได้เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นที่เราถนัด
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เหมือนกันหมด นั่นก็คือบริษัทที่รับงาน outsourcing ย่อมพึงพอใจมากกว่า หากสามารถรับ outsourcing แบบเต็ม solution ไปได้ ไม่ใช่รับเฉพาะส่วนครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะความจริงก็คือหากรับมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วจะคิดกำไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่คุ้มทุน หรืออาจจะขาดทุน
องค์กรหรือบริษัทก็ไว้วางใจ ทำการ outsourcing การสร้างหรือดูแลรักษาซอฟต์แวร์ในส่วนที่เราไม่ถนัดไปให้ แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ทฤษฎีทาง outsourcing ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์บอกเอาไว้นั่นก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีการแข่งขัน มีการผูกขาดเกิดขึ้น ก็ย่อมสามารถที่จะกำหนดราคาได้ตามใจชอบ
ปีแรกคิดราคา outsourcing สามล้านบาท, ปีถัดมาก็คิดราคาเท่าเดิม พอมาปีที่สามคิดราคาใหม่เป็นยี่สิบล้านบาท … ทำไมกล้าคิดราคาแพงขนาดนี้???
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 7 ความคิดเห็น
เดี๋ยวนี้มีทฤษฎีหรือศัพท์ใหม่ ๆ เข้ามาในวงการไอทีบ้านเราเยอะขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็น outsourcing, offshoring, blue ocean strategy, long tail เป็นต้น ซึ่งเราก็เห่อกันครับ พยายามที่จะเข้าอกเข้าใจแล้วนำมาปรับใช้ในองค์กรที่เราทำงานกัน
มันเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างนึงที่ทฤษฎีหรือศัพท์เหล่านี้ มักวนเวียนเกี่ยวพันกับไอทีซะส่วนใหญ่ เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อพยายามที่จะหนีออกไปจากปัญหาเดิม ๆ ปัญหาซึ่งใช้ทฤษฎีเดิม ๆ แก้ไม่ได้ ก็เลยต้องบัญญัติทฤษฎีใหม่ ๆ มาเพื่อแก้กัน ไม่ว่าปัญหาดังกล่าวจะเป็นปัญหาทางเทคนิคในทางไอที หรือปัญหาระดับการจัดการของไอทีก็ตาม
หลายวันก่อนผมถูกระดับนโยบายเรียกเข้าไปคุยด้วยครับ เนื้อหาที่พูดคุยกันก็คือ “ไม่ outsource ไม่ได้เหรอ?” อื้อ เป็นประเด็นที่ต้องขบคิดกันเยอะเลย … ทำไมล่ะ? ก็เพราะว่าองค์กรได้ outsource ส่วนงานหลาย ๆ อย่างออกไปแล้วนี่ แล้วนี่อยู่ ๆ จะมาบอกว่าจะไม่ outsource น่ะมีเจตนาอะไร?
มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรมากนัก หากเหตุผลที่อยากจะเปลี่ยนนโยบายเป็นเพียงเพราะทีมนโยบายทีมนี้เป็นทีมใหม่ ไม่ใช่ทีมเดิมที่มีนโยบายอยากจะ outsource!!!
แต่เหตุผลมันมีมากกว่านั้น ยอดตัวเลขค่าใช้จ่ายในการ outsource ซึ่งผมได้เห็น ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเองก็ควรจะตั้งคำถามบ้างเหมือนกันว่า “ไม่ outsource ไม่ได้เหรอ?”
(more…)
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , เพิ่มความคิดเห็น
มีหลายครั้งนะที่ผมสังเกตเห็นว่า มาตรฐานทางคอมพิวเตอร์ที่ฝรั่งคิดแล้วประกาศให้คนทั้งโลกใช้กันนั้น มันไม่ได้คิดยากอะไรเลย แค่ต้องอาศัยความละเอียดหยุมหยิมมากซักหน่อย ในการรวบรวมความคิดแล้วประกาศออกมาเท่านั้นเอง
เคยได้ยิน, ได้อ่าน หรือได้ฟังมาจากไหนไม่รู้ เขาบอกว่าที่ยุโรปนั้นจะจัดหาจัดจ้างนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรเก่ง ๆ มานั่งเป็นคณะทำงาน เพื่อมีหน้าที่ร่างมาตรฐานใหม่ ๆ กันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ทำกันเป็นอาชีพเลยว่าอย่างนั้น วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร คิดแต่ว่าในโลกคอมพิวเตอร์นั้น มันควรจะมีการกำหนดอะไรให้มันกลาง ๆ เป็นมาตรฐาน แล้วชาวบ้านสามารถเข้ามาร่วมใช้กันอย่างไม่เคอะเขินบ้าง จากนั้นก็ลงมือช่วยกันร่างออกมาเป็นมาตรฐานให้ใช้กัน
จะเห็นว่าโดยพฤติกรรมของทางยุโรปนั้น กระบวนการในการร่างมาตรฐานทางคอมพิวเตอร์ออกมา มันเหมือนกับการร่างกฎหมายเลยเน้อะ งั้นแบบนี้ ก็น่าจะนิยามได้ว่าคณะทำงานเหล่านั้นเป็น “สภาคอมพิวเตอร์” ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในทางคอมพิวเตอร์ ที่จะคอยออกเสียงยินยอมหรือคัดค้านต่อมาตรฐานนั้น ๆ โดยมี “สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคอมพิวเตอร์” เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เลขานุการ มีหน้าที่ควบคุมให้ process ในการรับร่างมาตรฐานเข้าสภา, ส่งร่างมาตรฐานเข้าสภา, จัดวาระในการอภิปรายมาตรฐาน, สรุปมติการอนุมัติมาตรฐาน และประกาศใช้มาตรฐาน ให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
อ่านแล้วดูดีเน้อะ!!!
ส่วนของทางอเมริกานี่อีกแบบนึงนะ ฟากนั้นใครดีใครได้ ใครใหญกำหนดก่อน ส่วนใครที่กำหนดก่อนแต่ยังไม่ใหญ่จริง ก็เตรียมโดนรื้อทีหลัง อะไรประมาณนั้น
ผมมองว่า “สภาคอมพิวเตอร์” และ “สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคอมพิวเตอร์” อ่ะนะ ไม่ต้องรอภาครัฐหรอก ภาคเอกชนก็ทำเองได้ หรือแม้แต่บุคคลธรรมดาก็ทำได้ ขืนรอภาครัฐคงลำบาก เพราะตอนนี้ภาครัฐกำลังสนใจแต่อุตสาหกรรมการเงิน และอุตสาหกรรมหนัก เขาคงไม่มาสนใจอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เท่าไหร่หรอก
ไม่แน่นะว่าต่อไป “สภาคอมพิวเตอร์” อาจกลายร่างเป็น “ผู้คุ้มกฎทั้ง 5″ แห่ง World Goverment เหมือนในการ์ตูน One Piece ก็ได้ ใครจะรู้
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, มาตรฐาน, สภาคอมพิวเตอร์, กฤษฎีกาคอมพิวเตอร์
จอมทัพ MBA
1 December 2007 10:59 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 10 ความคิดเห็น
ยุคสมัยนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ไม่ว่าประเทศของคุณจะปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย, ศักดินา หรือแม้แต่คอมมิวนิสต์ก็ตาม ยังไง ๆ ซะ “การเมือง” ก็ต้องนำ “การทหาร” เสมอ เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เพราะทักษะของการใช้อำนาจมันแตกต่างกัน “กำลัง” ไม่สามารถจะเป็นเพียงแกนอำนาจเดียวได้ ยังต้องมีแกนอำนาจอีก 7 แหล่ง อันประกอบด้วย กลไกรัฐ, ธุรกิจผูกขาด, ความรู้, สื่อ, ภาพลักษณ์, เงินตรา และเครือข่าย เป็นตัวค้ำชูอยู่
การเมืองและความมั่นคงเป็นงานของ “นักการเมือง” ในขณะที่การดำเนินยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการทหารเป็นงานของ “ทหาร”
ผมไม่ชอบการเมืองครับ แต่กำลังจะเปรียบเทียบย้อนกลับมาในวงการไอทีให้ดูกันว่า …
เราจะยอมรับกันมั้ย ถ้าเราเรียนจบปริญญาตรี / ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์มา, จบมาจากสถาบันอันโด่งดังคับฟ้าเมืองไทยมา, จบมาด้วยเกรดเฉลี่ยสูงปริ๊ด ๆ ได้เกียรตินิยมเหรียญทองมาเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล, กว่าจะสอบติดได้แข่งกับคนตั้งมากมายก่ายกอง …
แต่เรียนจบออกมาแล้วต้องมาเป็นลูกน้องของคนที่จบ MBA !!! ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว คนที่จบทางวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์มา น่าจะรู้ทางเทคโนโลยียิ่งกว่าคนที่จบ MBA ซะอีก!!!
…ใครไม่ยอมรับไม่รู้ แต่ผมยอมรับครับ ยอมรับมานานแล้วด้วยว่าไม่มีทักษะและวิสัยทัศน์ เฉกเช่นที่มนุษย์บริหารธุรกิจเขามีกัน … ทำไมถึงได้ยอมรับง่ายอย่างนี้?
ก็เพราะบทบาทมันแตกต่างกันไงครับ ในโลกแห่งธุรกิจนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสนใจในการบริหารธุรกิจเป็นสำคัญ คนที่ในสมองวัน ๆ คิดแต่เรื่องเทคโนโลยีอันแสนล้ำสมัย ลงแนวลึกในทางเทคนิค ย่อมไม่สามารถที่จะเจียดสมองไปคิดในแบบที่มนุษย์บริหารธุรกิจคิดได้ … พื้นฐานในการคิดมันต่างกัน
ดังนั้นในโลกแห่งธุรกิจแล้ว มนุษย์ไอทีจึงต้องยอมรับว่าเรานั้นเป็น “ทหาร” ที่ต้องไปรบ ในขณะที่มนุษย์บริหารธุรกิจนั้นเป็น “นักการเมือง” ที่คอยกำหนดนโยบายความมั่นคงนั่นเองครับ
ป.ล. ผมมีเพื่อนหลายคนที่จบวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์มา แล้วแหกฟิลด์ไปเรียนต่อ MBA เยอะแยะ พอ ๆ กับที่มีเพื่อนที่จบบริหารธุรกิจมา แล้วแหกฟิลด์ไปเรียนต่อ IT เหมือนกัน … ตกลงเลยไม่รู้ว่าแล้วแต่ความชอบ หรือแล้วแต่ความจำเป็นกันแน่ ???
Technorati Tags: MBA, จอมทัพ, ไอที, คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็น
คิดว่าพวกเราน่าจะชอบเกี่ยวกับสถิติกัน โดยเฉพาะถ้าเป็นสถิติที่เกี่ยวกับความบันเทิง หรือสถิติที่สอดแทรกมากับความบันเทิงคงยิ่งชอบใหญ่ บางครั้งเราเห็นสถิติเหล่านั้นแล้วเราก็คงจะตื่นตะลึงงันไป เพราะกว่าจะนำเสนอสถิติเหล่านั้นออกมาได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอุตสาหะพยายาม และละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร จึงจะสามารถจัดเก็บและสะสมสถิติเหล่านั้นเอาไว้ได้
ยกตัวอย่างเช่นการนำเสนอสถิติของการแข่งขันบาสเกตบอล NBA เราจะเห็นว่าระบบการนำเสนอสถิติของเขาเว่อร์ดีมาก พอผู้เล่นทำแต้มได้ หรือป้องกันการทำแต้มได้ ก็จะมีข้อมูลทางสถิติของผู้เล่นคนนั้น โผล่ขึ้นมาให้เห็นทันที
พอเราเห็นตัวเลขทางสถิติปรากฎขึ้นมา พร้อมทั้งได้ดูท่วงท่าการเล่นกีฬาของเหล่านักกีฬาไปด้วย มันช่างออกอรรถรสซะจริง!!!
จริง ๆ แล้วสถิติก็คือข้อมูลที่เก็บสะสมเอาไว้อย่างเป็นระบบนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ปัจจุบันนี้มันคงจะเป็นการสะดวกกว่า ถ้าเราเก็บมันเอาไว้ในรูปของฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์แทน เนื่องจากมันสืบค้นได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก
ข้อด้อยของมนุษย์ไอทีเราก็คือ เราเก่งแต่การใช้เครื่องมือหรือสร้างเครื่องมือ แต่เรามักไม่ค่อยเก่งที่จะเอาข้อมูลที่มี มาเรียบเรียงให้เกิดคุณค่าซักเท่าไหร่ (ดูเหมือนพวกมนุษย์การตลาดจะเก่งเรื่องนี้มากกว่า) มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราซึ่งเป็นมนุษย์ไอที ลองเปลี่ยนแนวคิดเพื่อประยุกต์ข้อมูลสถิติที่เรามีให้เป็นประโยชน์ เหมือนอย่างที่มนุษย์การตลาดเขาทำกัน!!!
(more…)