บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 3 ความคิดเห็น
ผมไม่ได้นำเสนอหนังสือเก่ามานานแล้ว วันนี้เอาซะหน่อยคงไม่ว่ากันเน้อะ
หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาตอนที่อินเทอร์เน็ตเริ่มบูมใหม่ ๆ ครับ ตอนนั้นยังไม่มี Server Side Scripting เลยล่ะ จะมีก็แต่ภาษา HTML และ JavaScript
เป็นอะไรที่โบราณมากถ้ามองผ่านมุมมองสมัยนี้ แต่ถ้าเป็นสมัยนั้นนะ การเขียนเว็บเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมากเชียวแหล่ะ ถึงมันจะเป็น Static Web ก็ตามที
แล้วภาษา HTML มันก็มีรายละเอียดเยอะมาก ๆ เลย ก็เลยมีคนรวบรวมชุดคำสั่ง HTML แล้วตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
ผมชอบหนังสือประเภทพจนานุกรมหรือสารานุกรม ก็เลยซื้อเก็บเอาไว้ ถึงแม้ว่าตอนนู้นผมจะไม่มีโอกาสเขียนเว็บเลยก็ตาม เพราะตอนนั้นมัวแต่ยุ่งกับการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุม smart card, เขียนซอฟต์แวร์รับส่งข้อมูลผ่านโมเด็ม, เขียนซอฟต์แวร์ต่อเชื่อมกับระบบ contact center เป็นต้น
ถ้าคนทำหนังสือเล่มนี้สามารถทำนายอนาคตได้ เขาคงจะถอดใจแล้วก็เลิกทำหนังสือเล่มนี้เป็นแน่ เพราะภายหลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว ผมก็พบว่าผมสามารถที่จะหาคำอธิบายภาษา HTML โดยละเอียดได้จากอินเทอร์เน็ต แถมฟรีไม่ต้องเสียตังค์ด้วย (นอกจากค่าโทรศัพท์และค่าอินเทอร์เน็ต) และภายหลังบริษัทซอฟต์แวร์ต่างก็ออกผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวยให้นักพัฒนาเว็บ สร้างเว็บได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจดจำภาษา HTML ทั้งหมดอีกต่อไป
ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่าซอฟต์แวร์จำพวกนั้นก็ได้แก่ Macromedia Dreamweaver, Macromedia HomeSite หรือ Microsoft FrontPage เป็นต้น
ดูเหมือนว่าเราจะได้แง่คิดอะไรอย่างนึงว่า ถ้าเราจะทำอะไรซักอย่างนึง ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันไม่มีคู่แข่งขันกับเราแล้วก็ตาม แต่เราก็คงต้องคำนึงถึงอนาคตข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีสินค้าทดแทน ที่จะมาคุกคามเราแล้วทำให้สิ่งที่เราทำขึ้นในปัจจุบันนี้นั้น กลายเป็นของล้าสมัยไป
Technorati Tags: หนังสือเก่า, คอมพิวเตอร์, HTML, ชุดคำสั่ง, การสร้างซอฟต์แวร์
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 5 ความคิดเห็น
หนังสือเล่มนี้เป็น Text Book เล่มแรกในชีวิตของผมครับ ตอนนั้นผมให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์กราฟิกมาก ก็เลยซื้อมาอ่านดู
คือจะบอกว่าซื้อครั้งแรกก็โดนหลอกเลย สาเหตุก็คงเป็นเพราะความอ่อนเชิงในภาษาอังกฤษของผมตอนนั้นครับ และก็เพราะความไม่ละเอียดของผมเองด้วย แบบว่าอ่านบทสองบทแรกก็โอเค แล้วก็ตกลงใจซื้อเลย ก็คิดว่าจะได้หัดภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ประมาณว่าเปิดพจนานุกรมไป แปลไป อะไรประมาณนั้น
แต่เมื่อกลับมาบรรจงเปิดอ่านทีล่ะหน้าแล้วจึงเข้าใจครับว่า … หนังสือเล่มนี้คือหนังสือสอนกราฟิกส์ครับ แต่เป็นกราฟิกส์ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของเขา
มันเป็นยังไงน่ะเหรอ?
มันก็เป็นงี้ไงครับ คือสองบทแรก เขาก็สอนว่ากราฟิกส์อ่ะนะ มันต้องอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ต้องใช้สมการไอ้โน่นไอ้นี่ เราก็โอเคเข้าใจ
พอมาบทที่สาม พี่แกก็เสนอขึ้นมาเลยว่า การจะทำกราฟิกส์ให้ดีได้นั้น มันต้องมีเครื่องมือที่ดี แล้วพี่แกก็นำเสนอซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของตัวเองขึ้นมา
โดยบอกว่าซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของตนเองนั้น เป็น SDK ซึ่งบรรจุชุดคำสั่งมากมายทางด้านกราฟิกส์ให้ใช้งานอย่างครบครัน
จากนั้นตั้งแต่บทที่สามเป็นต้นไป พี่แกก็ร่ายว่าถ้าจะสร้างรูปเหลี่ยมต่าง ๆ, หมุนภาพ, ย่อภาพ, ขยายภาพ ต้องใช้คำสั่งนั้นคำสั่งนี้ในชุด SDK นั่นแหล่ะ แล้วไอ้เจ้า SDK ของเขาอ่ะนะ แบบว่าเราต้องซื้อเพิ่มน่ะ ถ้าไม่ซื้อก็จะทำแบบเขาไม่ได้
คือกลายเป็นเหมือนกับว่า หนังสือเล่มนี้คือคู่มือสอนใช้ SDK ของเขา เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์กราฟิกส์เลยแฮะ!!!
จุดเด็ดมันอยู่ตรงนี้ครับ คือผมนึกว่าผมจะเสียค่าโง่คนเดียวที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มา แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ครับ เพราะท่านอาจารย์ที่สอนคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ในชั้นเรียนผมเมื่อตอนนู้นน่ะ ท่านก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาเหมือนกัน
ที่ผมรู้ก็เพราะว่าผมเห็นท่านเอาหนังสือเล่มนี้มาใช้ทำที่รองเมาส์นั่นแหล่ะ ถึงได้รู้
สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญยังรู้พลั้ง …. จริง ๆ
Technorati Tags: computer graphics, หนังสือเก่า, คอมพิวเตอร์กราฟิกส์
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 4 ความคิดเห็น
โดยปรกติแล้วคนที่เริ่มเรียนการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่า ตนเองต้องฝึกพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อติดต่อกับหน่วยความจำหลักเป็นหลัก หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่าติดต่อกับ RAM
บทเรียนตั้งมากมายที่เรียนผ่านไป ก็พูดถึงแต่เรื่องของตัวแปรซึ่งเก็บอยู่ใน RAM ก็หัดกันไปครับ ลองผิดลองถูกกันไป
สังเกตกันมั้ยครับว่า หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์จะจัดให้เรียนวิชาโครงสร้างข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลก่อน แล้วจึงให้เรียนวิชาการประมวลผลไฟล์ข้อมูลทีหลัง
แต่บางที่ก็ให้เรียนมันพร้อม ๆ กันทั้งสองวิชานั่นแหล่ะ เอาให้นักศึกษาที่เรียนงงงวย หัวหมุนติ้วไปเลย ยัดให้เรียนกันเข้าไป
ไม่ว่าศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วแก่นแท้ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็คือการที่เราต้องมายุ่งวุ่นวายอยู่กับข้อมูลที่อยู่ใน Virtual Memory และก็ File เนี่ยแหล่ะครับ
ผมซื้อหนังสือนี้มาเมื่อปี พ.ศ. 2536 ครับ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านอาจารย์ที่สอนอยู่ใน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร เป็นหนังสือเกี่ยวกับการจัดการไฟล์ข้อมูลที่เป็นภาษาไทยและมีอยู่จ้าวเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น
สมัยนั้นนะ ความรู้เกี่ยวกับการจัดการไฟล์ข้อมูล หยั่งกับความลับทางทหารเลยล่ะ
เพราะแทบไม่มีหนังสือเรื่องดังกล่าวพิมพ์ออกมาขายเลย ถ้าจะเรียนก็ต้องไปลงเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วในมหาวิทยาลัยท่านอาจารย์ก็สอนด้วยเนื้อหาใน Text Book แถม Text Book ที่ท่านอาจารย์ใช้ ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน ก็ต้องฟัง ๆ จด ๆ จำ ๆ ความรู้เอาไว้ (สมัยนั้นการสั่งซื้อ Text Book นี่เหมือนกับการจะไปดวงจันทร์เลยล่ะ
โม้จริง ๆ)
บางคนอาจจะคิดว่าการที่ตนเองเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง คงไม่ต้องไปอ่านหนังสือที่แต่งโดยอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนพาณิชย์ แต่ผมไม่คิดงั้นอ่ะ ผมถือว่าแม้แต่เด็กห้าขวบ ถ้ามีความรู้ในบางเรื่องที่มากกว่าผม ผมก็ยอมให้เด็กสอนผมครับ (ยิ่งถ้าเด็กสาว ๆ อายุ 18 อยากสอนผม ผมยิ่งให้สอนใหญ่ อิ อิ เลวซะแล้วมั้ยล่ะ
)
Technorati Tags: โครงสร้างไฟล์ข้อมูล, อัลกอริทึม, การจัดการไฟล์ข้อมูล
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 3 ความคิดเห็น
เมื่อตอนที่ผมใกล้จะเรียนจบอ่ะครับ เรื่องที่ทำให้วุ่นวายหัวใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการทำโครงการจบ ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ครับว่า คนที่เรียนมาทางสายคอมพิวเตอร์ ต้องสร้างอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา พร้อมทั้งเขียนเอกสารประกอบซึ่งเย็บเล่ม เข้ารูปปกหนังสืออย่างสวยงาม ตามแต่ชื่อเรียกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฿าคนิพนธ์, ปริญญานิพนธ์, วิทยานิพนธ์ เป็นต้น
ผมเองตอนนั้นก็ว้าวุ่นใจมาก เพราะพอขึ้นปีสุดท้ายที่ต้องจบปุ๊ป ก็ถูกสถานการณ์เร่งรัดให้ต้องคิดหัวข้อโครงการปั๊ป ผมก็เลยต้องคิดหัวแทบแตกเลยครับ เพราะเพื่อน ๆ เสนอหัวข้ออะไรไป ก็เด้งกลับมาหมด ด้วยเหตุผลเพราะง่ายไปบ้างล่ะ รุ่นพี่เคยทำมาบ้างแล้วล่ะ ซ้ำกับของเพื่อนที่เพิ่งจะเสนอเข้าไปบ้างล่ะ
แล้วผมก็คิดออกครับว่าผมจะทำอะไร ผมจะทำระบบแสดง฿าพโมเลกุลสามมิติ โหย สุดยอด ตอนนั้นคิดงี้อ่ะ แบบว่าต้องสนุกแน่¿ๆ เลย
จริง ๆ ตอนนั้นก็ได้เรียนแล้วครับวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกส์น่ะ แต่เนื้อหาที่เรียนส่วนใหญ่นั้นจะเน้นสองมิติ ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นสามมิติต้องดีแน่ ๆ เลย
ผมก็เลยไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาครับ เล่มล่ะตั้ง 600 กว่าบาทแน่ะ เป็นหนังสือที่เจ๋งมาก ๆ เลยล่ะ เพราะมันบรรจุสมการที่เกี่ยวกับกราฟิกส์ 3 มิติเอาไว้เยอะแยะเต็มไปหมดเลย ผมตื่นตาตื่นใจมากกับสมการในการทำ wire frame, สมการในการ rendor ฿าพ, สมการในการสะท้อนแสงตกกระทบ¿แบบว่าเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ๆ เลย
แต่สุดท้ายผมก็ต้องล้มเลิกโครงการระบบแสดง฿าพโมเลกุลสามมิติไปน่ะครับ ด้วยเหตุผลเพราะผมมารู้ทีหลังว่า การจะทำ฿าพโมเลกุลสามมิตินั้น เราใช้โปรแกรม 3D Studio ทำก็ได้ T-T แถมเพื่อนผมมันก็ขู่ผมเอาไว้ด้วยว่า … “ถ้ามึงคิดจะทำ engine กราฟิกส์ 3 มิติเองล่ะก็ กูว่ามึงเตรียมตัวไม่จบได้เลยว่ะ” ว่าแล้วมันก็หัวเราะใส่หน้าผมอีกต่างหาก
ผมก็กลัวอ่ะดิ มีเวลาแค่ครึ่งปี ผมยังอยากเรียนจบอยู่นะเฟ้ย ผมก็เลยเปลี่ยนใจมาทำ Speech Recognition แทน ซึ่งมันก็ไม่ได้โหดต่างกันเล้ย :’-(
Technorati Tags: ฿าคนิพนธ์, ปริญญานิพนธ์, วิทยานิพนธ์, กราฟิกส์, หนังสือเก่า
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 6 ความคิดเห็น
สมัยก่อน ผมเรียนคอมพิวเตอร์แรก ๆ ผมค่อนข้างให้ความสนใจกับการเขียนซอฟต์แวร์มาก ๆ เลย จึงละเลยไม่เคยสนใจไอ้สิ่งที่เรียกว่าระบบปฏิบัติการ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรมีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องสนใจ มาภายหลังเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ที่แผงหนังสือ ก็เลยซื้อมาอ่านดู เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เรียนระบบปฏิบัติการ กว่าจะได้เรียนก็อีกสี่ห้าปีภายหลังจากนั้น
พออ่านดูก็โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ทำไมระบบปฏิบัติการมันถึงได้วุ่นวาย ยุ่งยาก ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนเป็นตุ๊ดงี้วะเนี่ย? ตอนนั้นผมจึงเข้าใจว่าทำไมในโลกนี้ถึงได้มีระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องพีซีเพียงไม่กี่จ้าว ก็มันยากแบบนี้นี่หว่า มันถึงไม่มีใครทำออกมาแข่งเลย
ทีนี้จะเล่าเรื่องนี้ให้อ่านกัน มันเป็นมุขส่วนตัวของผมเอง คืองี้ ผมมักจะได้มีโอกาสสอบเข้าเพื่อทำงานในหลาย ๆ แห่งอยู่บ่อย ๆ เพราะการจะเข้าทำงาน เราจะวัดฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ได้ ก็ด้วยการสอบข้อเขียน แล้วจึงสอบปฏิบัติ (เดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องทำแบบนี้แล้ว จะเข้าที่ไหนผมใช้เส้น เพราะเพื่อนฝูงกันช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาอะไรยุ่งยากแบบนี้อีกต่อไป)
ทีนี้ในข้อสอบข้อเขียนอ่ะนะ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทหรือของหน่วยงานราชการ มักจะมีคำถามบ้องตื้นอยู่คำถามนึงเสมอ นั่นก็คือคำถามที่ว่า “ระบบปฏิบัติการคืออะไร และมันมีหน้าที่อะไรบ้าง?”
มันเป็นคำถามที่ผมไม่ค่อยชอบเลย มันเหมือนกับจะให้ผมเป็นนกแก้ว ท่องจำเอาสิ่งที่เรียนมา มาพ่น ๆ ๆ ใส่กระดาษคำตอบแบบนั้น คือผมไม่คิดเลยไง ว่าผมอุตส่าห์เรียนจบมาจากระบบการศึกษาแย่ ๆ ของไทยแล้ว กำลังจะเข้าสู่โลกใหม่แล้ว ไอ้เจ้าข้อสอบแบบนี้ยังตามมาหลอกหลอนผมอีก
แต่ผมก็ยังสงวนท่าที ตอบตามทฤษฎีที่ควรเป็น ซึ่งในใจคิดแต่ว่า แม่งสมอง คิดคำถามบ้องตื้นงี้มาได้ไงเนี่ย แต่พอดีอยากได้งาน ก็เลยต้องปลงแล้วก็ทำ ๆ ไป
จนพักหลังก็ยังเจอคำถามแบบนี้อีก (พักหลังนี่คือเมื่อหกปีก่อนนะ) ผมก็เลยตัดสินใจว่า ผมจะไม่ตอบคำถามเรื่องระบบปฏิบัติการแบบยืดยาวอีกแล้ว ผมจะตอบให้มันสั้น ๆ ได้ใจความ และกวนประสาทที่สุดเลย ว่าแล้วผมก็ตอบดังนี้
คำถาม : ระบบปฏิบัติการคืออะไร และมันมีหน้าที่อะไรบ้าง?
คำตอบ : มันคือชุดคำสั่งภาษาเครื่องที่ทรงอานุภาพและมีแสนยานุภาพมากที่สุดในคอมพิวเตอร์ ที่ซึ่งจะฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในสากลโลกนี้ หน้าที่ของมันคือการเป็นมาเฟียคอยคุมชุดคำสั่งภาษาเครื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักให้ทำงาน และบางครั้งมันก็ยิ่งใหญ่มากจนกระทั่งผู้ใช้อย่างเราควบคุมมันไม่ได้
และถึงแม้ผมจะตอบกวนประสาทแบบนี้ก็ตาม ผมก็ยังผ่านข้อเขียนอยู่ดี
Technorati Tags: ระบบปฏิบัติการ, กวนประสาท, ชุดคำสั่ง, ภาษาเครื่อง