SiteVista.com 31 October 2006 9:35 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Review , 5 ความคิดเห็นสำหรับการทำ blog หรือ website นั้น นอกจากเนื้อหามันจะต้องน่าสนใจแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือรูปแบบของ blog หรือ website ของเราอ่ะครับ ทีนี้บางคนนะบางคน ไม่นับผม เพราะปรกติแล้วผมไม่สนใจเรื่องรูปแบบซักเท่าไหร่ ก็คือบางคนเค้าสนใจน่ะครับว่าผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมยัง blog หรือ website ด้วย Browser ยี่ห้อต่าง ๆ หรือรุ่นต่าง ๆ นั้น จะได้เห็นรูปแบบการแสดงผลอย่างที่เจ้าของ blog หรือ website ต้องการให้เห็นหรือเปล่า
ทีนี้ไอ้ครั้นจะต้องมาลง Browser ทุกรุ่นทุกยี่ห้อเพื่อมาทดสอบ ก็คงจะลำบากเอาการอยู่ทีเดียว เลยมีคนคิดบริการซึ่งตรงตามแนวคิด Software as a Service ขึ้นมาน่ะครับ ซึ่งก็คือ SiteVista
เขาให้บริการที่เราต้องเสียตังค์นะครับ ก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ โดยบริการที่ให้แก่เราก็คือบริการทดสอบหน้า blog หรือ website ของเรา โดยที่เราจะทดสอบที่ไหนในโลกก็ได้ ขอแค่เราต่อ internet ได้ แล้วก็มี browser แค่ยี่ห้อเดียวก็พอ ที่เหลือเขาจัดให้ครับ

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำ software ตามหลักการของ Software as a Service กันใหญ่แล้วครับ
Technorati Tags: software as a service, saas, sitevista
การประสานงานกับ Consultant 30 October 2006 9:33 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 5 ความคิดเห็น ตอนนี้โลกเรากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามคำทำนายของนักอนาคตศาสตร์ครับ ผมเองเคยได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ The Future of Money ในนั้นอธิบายเรื่องการจ้างงานเอาไว้ด้วย มีความตอนนึงบอกว่า ต่อไปองค์กรจะลดขนาดลง เพราะทุกองค์กรต้องการลดต้นทุน อีกทั้งต้องการให้ผลผลิตหรือการบริการมีคุณภาพสูง จึงมีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตหรือการบริการนั้น ๆ มาทำงานให้ แทนที่จะสร้างคนในองค์กรเพื่อมาจัดการเรื่องดังกล่าวแทน
กลุ่มคนหรือบริษัทที่มาทำงานให้เราตรงนี้ มักถูกเรียกขานด้วยชื่อเรียกมากมาย แต่ชื่อที่นิยมเรียกกันก็คือ “consult” โดยรากศัพท์แล้ว consult หมายถึงผู้เชี่ยวชาญ แต่สำหรับผมแล้ว consult คงหมายถึง ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน
ผมมักพูดงี้เสมอกับเหล่าบรรดา consult ซึ่งทำให้พวกเขาปัดกันพัลวน แล้วก็ตอบกลับผมมาว่า “คุณไท้ ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ ถึงจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานน่ะ”
ก็ผมชอบเรียกงี้อ่ะ เท่ห์จะตายไป ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เราพักเรื่องการคุยเล่นกับ consult เอาไว้ก่อน แล้วแวะกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องอื่นก่อนดีกว่า
ปรกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองค์กร IT ไหน ๆ ในโลกนี้ก็ต้องประกอบด้วยสิ่งหลัก ๆ คือ ทุน, technology และแรงงาน ไอ้เจ้าทุนกับ technology จัดการง่ายครับ แต่แรงงานจัดการยากอ่ะ ดังนั้นเขาก็เลยมีการจัดการอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อปกครองแรงงานก็คือบุคลากรในองค์กรนั่นแหล่ะ ซึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมก็คือการจัดสายการบังคับบัญชา และการจัดผังองค์กร

จากภาพการจัดองค์กรข้างบน เราจะเห็นว่าไม่ว่าองค์กร IT ที่ไหนก็จัดแบบนี้ เรียบง่ายดีเน้อะ
ระดับบริหาร ก็ตั้งหน้าตั้งตากำหนดนโยบาย, หาเงินเข้าองค์กร, จัดสรรเงินที่ได้มาเป็นงบประมาณ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือผู้บริหารจะยุ่งอยู่กับเงินและนโยบายที่ทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน
ระดับจัดการ ก็ยุ่งอยู่กับคน งานหลักของระดับจัดการก็คอยสั่งคนโน้นคนนี้ให้ทำโน่นทำนี่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน ซึ่งกำหนดมาโดยระดับบริหาร
ระดับปฏิบัติการ วัน ๆ ก็หัวหมุนอยู่กับงาน งาน งาน และงาน ซึ่งมอบหมายมาโดยระดับจัดการที่คอยเอาแต่สั่งโน่นสั่งนี่ ให้ทำโน่นทำนี่ แล้วก็ทำออกมาแล้วไม่รู้ว่าทำให้ได้เงินหรือเสียเงิน รู้แต่ว่าทำออกมาดี ก็เท่านั้น
อันนี้เรียกว่าต่างกรรมต่างวาระครับ หมวกของใครก็เล่นไปตามบทของตัวเอง ผมใส่หมวกหลายใบแล้วครับ เลยรู้ว่าคนแต่ล่ะระดับเค้าคิด เค้ามีกรรมอะไร
ทีนี้จะเห็นว่าถ้างานมันไม่มาก งานมันเป็นงานที่ไม่ต้องการความเชี่ยวชาญ และงานมันไม่ต้องการให้ผลลัพท์ออกมาด้วยความรวดเร็วและดีเลิศ เราก็คงไม่ต้องคิดถึง consult จริงแมะ? แต่บางทีมันไม่ใช่งั้นอ่ะดิ บางทีเราก็อยากให้มันออกมาดี และที่สำคัญคนในองค์กรเรา ดันทำไม่ได้ด้วยน่ะสิ ทีนี้ก็คงต้องมี consult เพื่อมาช่วยชี้แนะให้คนในองค์กรเรา ทำให้ได้อ่ะ

จะเห็นว่าเมื่อองค์กรของเรามีการจัดจ้าง consult เข้ามาเป็นที่ปรึกษา คอยชี้แนะแนวทางการทำงานให้เป็นมาตรฐานแล้ว คนระดับบริหารก็จะได้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในเรื่องเงิน และงบประมาณ ในขณะที่คนระดับจัดการ ก็จะได้วิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการกับคนในบังคับบัญชาของตน เป็นการจ่ายเพื่อซื้อความรู้จาก consult ต่อไปตั้งแต่ระดับบริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ก็จะได้ทำอะไร ๆ ให้มันเป็นมาตรฐาน, เป็นสากล และสร้างผลผลิตและการบริการที่ดี ๆ ขึ้นไป
โดยลักษณะของการจัดจ้าง consult ตามผังองค์กรข้างบน เป็นความคิดแนวอนุรักษ์นิยมครับ โดยความคิดนี้องค์กรจะพยายามสร้างสรรค์คนในองค์กรและระบบขององค์กรให้มีความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นแนวที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของคนในองค์กรเป็นหลัก ซึ่งผมว่าดีนะ เพราะเห็นบริษัทใหญ่ ๆ โต ๆ ในระดับประเทศเขาก็คิดเขาก็ทำกันแบบนี้
แต่เรื่องจริงมันเป็นงี้ป่าวอ่ะ???? เปล่า …. เพราะอะไร เพราะตอนนี้มันเป็นเสรีนิยมใหม่ อะไร ๆ มันก็ต้องแข่งขัน ดังนั้นบางครั้งระดับบริหาร ก็ไม่สนใจการสร้างหรือส่งเสริมคนในองค์กร ให้มีมาตรฐานยิ่ง ๆ ขึ้นไปหรอก เขาเลือกที่จะจ้าง consult เพื่อมาทำงานให้ได้ผลผลิตและการบริการที่ต้องการมากกว่า ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “outsourcing”

จริง ๆ แล้วแบบนี้มันก็ดีอ่ะครับ จ้างบริษัทที่เค้าเก่งเรื่องนี้มาทำไปเลยหมดเรื่องหมดราว เช่น เราไม่รู้ระบบ Enterprise Resource Planning ก็จ้างเขามาทำให้ หรือเราอยากได้ software ที่เป็นชุดใหญ่ ๆ แต่คนของเราทำได้แต่ software ที่เป็นชิ้น ๆ เราก็จ้าง consult มารับไปเลย เป็นต้น
ในช่วงที่บริษัทเหล่านั้นรับ outsource ไป เขาก็มีระบบการจัดการงานและคนของเขาเอง เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว เพียงแต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขารับเต็ม ๆ แล้วพอเขาทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาก็ส่งมอบมาให้คนของเราดำเนินการต่อไป ซึ่งถ้าต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ คนของเราก็ไม่ต้องทำงานดังกล่าว แล้วเราก็จะได้นำคนของเราไปทำอย่างอื่นที่มันถึก ๆ เป็นงาน routine อันแสนน่าเบื่อแทน (เอ ดีไหมหว่าแบบนี้)
จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นรูปแบบจ้าง consult มาให้คำปรึกษา หรือจ้าง consult มารับงาน outsource ของเราไป ผมก็เจอมาแล้วทั้งนั้น รู้ว่า consult เหล่านี้ต้องการอะไร มีจุดอ่อน จุดแข็งยังไง คุยด้วยได้ ไม่มีปัญหา
แต่บางครั้งก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ อย่างองค์กรที่ผมทำงานอยู่อ่ะนะ งานมันเยอะมาก แล้วก็ต้องการแต่ผลผลิตและบริการที่ดีเลิศทั้งนั้น ลำพังคน IT ในองค์กรมันทำไม่ไหว ทีนี้ระดับบริหารก็ออกแนวอนุรักษ์นิยมปนกับเสรีนิยมใหม่ คือก็อยากให้งานมันออกมาผลลัพท์ดี แถมอยากจะให้คนในองค์กรได้พัฒนาตัวเองไปด้วย เอ้อ เขาก็เลยออกแบบองค์กรให้เป็นแบบนี้ครับ

ผมล่ะเอ๋อไปเลยกับการจัดองค์กรแบบนี้ เพราะต้องนำคนของระดับปฏิบัติการไปขึ้นกับระดับจัดการของ consult แค่ขึ้นตรงเฉย ๆ ไม่พอนะ แบบว่าต้องเป็นเสมือนหนึ่งระดับปฏิบัติการของบริษัท consult ด้วย จะขาด, ลา, มา, สาย ต้องแจ้งกับบริษัท consult ด้วย, ได้รับ bonus หรือ intensive จากบริษัท consult ด้วย และสุดท้าย consult จะเป็นผู้ประเมินผลการทำงานแล้วส่งคืนให้กับองค์กรต้นสังกัด เพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งต่อไป
แต่ consult ไม่จ่ายเงินเดือนครับ, ไม่กำหนด career path, ไม่ promote ครับ ทุกอย่างยังอยู่ในอำนาจขององค์กรเดิมอยู่
คนในทีมผมสองคนถูกดึงตัวเข้าไปแปะไว้ในระดับปฏิบัติการของการจัดองค์กรแบบนี้ครับ หงุดหงิดมาก เพราะทาง consult บอกว่าเมื่อส่งตัวมาให้แล้ว(ใครอยากส่งให้ไม่ทราบ ถ้านายไม่สั่งมา ไม่ให้หรอก) งานเดิมก็ต้องค่อย ๆ ทยอยปล่อยออกจากตัวไป ส่วนงานใหม่ทาง consult จะเป็นคนมอบหมายเอง แล้วผมจะทำไงเนี่ย ผมชอบใช้คนเก่ง ๆ นะ เอาคนเก่งของผมไป ผมก็ต้องหาใหม่อ่ะดิ บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
คิดว่าต่อไป ถ้าผ่านไปซักครึ่งปีแล้วมันออกมาดี ได้ผลลัพท์ดี ต่อไปเขาก็ต้องคิดจะทำองค์กรแบบข้างล่างนี้แน่ ๆ เลย

เฮ้อ ถึงตอนนั้นก็คงค่อยว่ากันแล้วกัน เพราะผมคงจะกินข้าวไปอีกหลายกระสอบเลยล่ะ
Technorati Tags: การจัดองค์กร, consult, outsource, คน IT
เพิ่มหมวดหมู่ใหม่ “การจัดการ” 29 October 2006 7:45 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 1 ความคิดเห็น ยังอีกไกล!พอดีผมเห็นว่ามีหลายบทความของผม ไม่เกี่ยวข้องกับ “การสร้างซอฟต์แวร์” ครับ ผมเลยมีความจำเป็นต้องเพิ่มหมวดหมู่ใหม่ แล้วก็ย้าย ๆ เอาบทความที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างซอฟต์แวร์ออกมาไว้ที่หมวดหมู่ใหม่ ก็เท่านั้นเอง
Technorati Tags: การจัดการ
การเขียนดอสดีไวซ์ไดรเวอร์ด้วยภาษา C 29 October 2006 8:17 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 4 ความคิดเห็น หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาภายหลังจากที่ผู้คนทั่วไปเริ่มใช้ Microsoft Windows 95 แล้วครับ จึงดูเหมือนกับว่าผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาช้าไปหน่อย แต่สาเหตุที่ซื้อมันมาก็ด้วยเหตุผลเพราะว่า ผมได้มีโอกาสเรียนวิชาเกี่ยวกับการพัฒนา Application และเรียนวิชาเกี่ยวกับ Operating System มาหลายหน่วยกิต แต่ผมกลับพบว่าผมไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ Device Driver เลย
เท่าที่รู้มา Microsoft เริ่มมีการบรรจุกลไกเกี่ยวกับ Device Driver เมื่อตอนที่ Microsoft ส่ง MS-Dos รุ่น 2.0 ออกสู่ตลาด ด้วยเหตุผลเพราะตอนนั้นมีแต่คนบ่นว่า ทุกครั้งทีมี Input Output Device ใหม่ ๆ ผลิตออกมา ก็ต้องซื้อ Application ใหม่ เพื่อมารองรับ Input Output Device ใหม่ ๆ ทุกที ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก
ตอนนั้น UNIX น่ะ เขามีกลไก Device Driver ตั้งชาติกว่าแล้ว แต่ Microsoft เพิ่งจะคิดได้ ก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ไม่รู้เป็นเพราะงบไม่พอที่จะสร้างมาตรฐานการต่อเชื่อม Device Driver หรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่หลังจากที่ MS-Dos 2.0 สามารถรองรับกลไก Device Driver ได้ บริษัทผลิต Hardware Input Output Device ต่าง ๆ ก็เลยลืมตาอ้าปากขึ้นมา พลอยทำให้อุตสาหกรรม Software เติบโตและคึกคักตามไปด้วย
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้หลงไหลมันมากนัก ด้วยเหตุเพราะอยากจะรู้แค่แนวคิดการสร้าง Device Driver เท่านั้น ไม่คิดจะสร้างมันขึ้นมา เพราะเหตุผลในการสร้าง Device Driver ก็คือการสร้างชุดคำสั่งเพื่อเอื้ออำนวยให้ Hardware Input Output Device ที่เราสร้างขึ้น สามารถต่อเชื่อมเข้ากับ computer แล้วสื่อสารกับ Operating System รวมถึง Application ต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
Technorati Tags: หนังสือเก่า, device driver, dos
Pattern Recognition 28 October 2006 10:49 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 10 ความคิดเห็นผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนรู้จักการเปรียบเทียบครับ จริง ๆ แล้วมนุษย์เรานั้นเปรียบเทียบได้เก่งกว่า computer ซะอีก แต่มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะครับ เพราะในเมื่อมนุษย์เราสร้าง computer ขึ้นมาเพื่อช่วยงานเราแล้ว ไอ้ครั้นจะให้มันมีเพียงกลไกในการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ก็คงเป็นไปไม่ได้อ่ะ เราก็เลยต้องบรรจุกลไกการเปรียบเทียบให้มันด้วย
เวลาไอ้เจ้า computer มันเปรียบเทียบ มันก็เปรียบเทียบได้พื้น ๆ ใช่แมะ? เช่น น้อยกว่า, มากกว่า, เท่ากับ, ไม่เท่ากับ และเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย แล้วมันก็ให้ผลลัพท์กับเรามาเป็นค่า “จริง”, “เท็จ” หรือ “ใช่”, “ไม่ใช่” ซึ่งปรกติแล้ว digital computer มันก็คงจะแทนค่าอะไรไม่ได้มากไปกว่าการให้เลข 0 เพื่อแทนค่าเท็จหรือค่าไม่ใช่ และการให้เลข 1 เพื่อแทนค่าจริงหรือค่าใช่ เป็นต้น
ซึ่งสรุปได้สั้น ๆ ว่า digital computer ถ้าเปรียบเป็นคนแล้ว ถือว่าเป็นคนเถรตรงมากเลย แบบว่าเป๊ะ ๆ มีแค่จริงกับไม่จริงเท่านั้น เหมือนตอบคำถามในศาลครับ ที่เวลาทนายมาถาม เราก็ตอบได้แค่เนี้ย “ใช่” หรือ “ไม่ใช่ อ่ะ
ทีนี้ภายหลังการเกิดขึ้นของ digital computer ราว 20 กว่าปี ก็เลยมีนักวิทยาศาสตร์ทาง computer คิดกันขึ้นมาได้ว่า computer มันน่าจะให้น้ำหนักกับความ “ใช่”, “ไม่ใช่” หรือ ความ “จริง”, ความ “ไม่จริง” ด้วยดิ ซึ่งความคิดที่ได้ก็ตกผลึกออกมาว่า ผลลัพท์จากการเปรียบเทียบของ computer ไม่ควรจะมีค่าแค่ 0 หรือ 1 แต่มันควรมีค่าเป็นเลขจำนวนจริงซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ต่างหาก
ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ Fuzzy Logic ศาสตร์ซึ่งมีการให้น้ำหนักกับค่าความจริงและความเท็จ แบบนี้ผมก็ว่าดีนะ เพราะแค่มันให้ผลลัพท์กับผมมาเป็นเกือบใช่ ซึ่งอาจจะมีค่า 0.854321 ผมก็ o.k ถือว่าเข้าเงื่อนไขแห่งความใช่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าค่า 0.854321 จะถือเป็นค่าที่เข้าเงื่อนไขทุกครั้งไป เพราะในเงื่อนไขถัด ๆ ไป ผมอาจจะยอมให้ค่า 0.8421577 เป็นค่าเกือบใช่ที่ผมยอมรับได้ หรือไม่ก็อาจจะโหดหน่อย ต้องได้ซัก 0.9999213 ถึงจะเข้าข่ายเป็นค่าเกือบใช่ที่ยอมรับได้เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ algorithm ของ fuzzy logic ที่เรากำหนดขึ้นมา แบบว่าตัวแปรมากระทบกับมันเยอะ ดังนั้นทั้งผลลัพท์และเงื่อนไขก็ต้องยืดหยุ่นกันหน่อย
แต่ถึงแม้ในทาง computer จะมีทั้งการเปรียบเทียบปรกติ และการเปรียบเทียบแบบให้น้ำหนักโดยใช้ Fuzzy Logic แต่มันก็ยังไม่พอหรอก เคยสังเกตุมั้ยครับว่าการเปรียบเทียบในทางคณิตศาสตร์จะมีสัญลักษณ์นึงที่เรียกว่า “ความคล้าย” เขียนงี้ครับ “~” เช่นถ้าตัวแปร A คล้ายกับตัวแปร B ก็เขียนได้เป็น A ~ B เป็นต้น
ในทางคณิตศาสตร์มีความคล้าย แต่ในทาง computer มันมีที่ไหนกันเล่า? ไอ้เจ้า computer มันเถรตรงจะตายไป แค่จะมี Fuzzy Logic ก็ลำบากพอดูแล้ว
ทีนี้ความคล้ายมันจำเป็นแค่ไหนในทาง computer??? เอ้อ เผอิญมันจำเป็นอ่ะครับ เพราะทฤษฎีทาง computer ชั้นสูงจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย ถ้าเราไม่ยอมรับความคล้ายให้ไปมีบทบาทในทฤษฎีเหล่านั้น
ทุกวันนี้เรามีความต้องการให้ computer ทำหลาย ๆ อย่างที่ยาก ๆ เน้อะ เช่น เราหวังจะให้มันจำได้ว่าเสียงพูดเนี้ยเป็นเสียงของใคร (Voice Recognition), หวังจะให้มันรู้ว่าเราพูดคำพูดอะไร (Speech Recognition), อยากให้มันอ่านลายนิ้วมือแล้วรู้ว่าเป็นลายนิ้วมือของใคร, อยากให้มันจำหน้าของคนได้, อยากให้มันอ่านพวก barcode ได้, อยากจะให้มันอ่านรูปภาพซึ่งมีตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วให้มันแปลงเป็นข้อความใน computer, อยากเขียนยึกยือบนกระดาษแล้วให้มันรู้ว่าเขียนว่าอะไร ฯลฯ อีกจิปาถะ
แล้วก็คงเป็นเพราะความขยันของมนุษย์ จึงทำให้มีนักวิทยาศาสตร์ทาง computer หลาย ๆ กลุ่ม ช่วย ๆ กันคิดทฤษฎีหลาย ๆ อย่างขึ้นมา ซึ่งผลลัพท์ของมันก็คือการทำ Pattern Recognition นั่นเอง
ศาสตร์ทาง Pattern Recognition จึงมีความหมายถึง การนำข้อมูลหนึ่งชุด ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลหลายสิบ, ร้อย, พัน, หมื่น, แสน, ล้านชุด แล้วหาดูว่าข้อมูลหนึ่งชุดที่ว่า มีความคล้ายคลึงกับข้อมูลชุดใดในจำนวนชุดข้อมูลอันมากมายมหาศาลเหล่านั้น เหมือนกับเรามีรูปถ่ายของใครคนนึงเน้อะซึ่งถ่ายเมื่อสองปีก่อน แล้วเราต้องออกตามหาคน ๆ นั้น ซึ่งตอนนี้หน้าอาจจะแก่ขึ้นนิดหน่อย หรือไว้หนวดไว้เครา หรือมีรอยแผลเป็นขึ้นมาบนใบหน้า แบบนั้นเลยอ่ะ
การทำ Pattern Recognition มีทฤษฎีหลาย ๆ ตัวสนับสนุนอยู่ เจ้า Pattern Recognition มันก็เป็นแค่คำกลาง ๆ ที่อธิบายความหมายของย่อหน้าข้างบน จุดที่น่าสนใจคงจะเป็นทฤษฎีซึ่งประยุกต์ใช้กับ Pattern Recognition มากกว่า
เท่าที่ผมรู้และเคยมีประสบการณ์มา ผมรู้มาว่านักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ทฤษฎีทาง computer science และ statistical มาช่วยในการทำ Pattern Recognition ไม่ว่าจะเป็น Neural Network, Hidden Markov Model, Vector Quantization, Linear Predictive Coding Model เป็นต้น ทฤษฎีพวกนี้ก็แยก ๆ กันไปศึกษาอ่ะครับ บ้างก็เอามารวม ๆ กันใช้ทำ Pattern Recognition บ้าง แล้วแต่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย
ผู้ร่วมงานผมเพิ่งจะจบปริญญาโททางด้าน multi-media ครับ จบมาได้วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับ Image Processing คือแบบว่าเขาจะถ่ายภาพภาษามือ ซึ่งมันจะมีประโยชน์กับคนใบ้หรือคนหูหนวกอ่ะครับ ถ่ายแล้วเก็บเข้าฐานข้อมูลด้วยทฤษฎี Neural Network แบบว่าถ่ายไว้ครบทุกคำของภาษาใบ้เลยมั้ง จากนั้นก็ทำ Pattern Recognition นั่นแหล่ะครับ โดยการถ่ายภาพภาษามือ แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับภาษามือซึ่งมีเป็นร้อย ๆ ในฐานข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาเป็นคำพูด เช่น ถ้าเปรียบเทียบแล้วพบว่าภาษามือนั้นหมายถึงการกิน เขาก็จะแสดงผลออกมาที่หน้าจอเป็นตัวอักษรโต ๆ ว่า “กิน” เป็นต้น

เอ แต่เท่าที่ดูมันไม่ใช่แค่ช่วยคนใบ้หรือหูหนวกเน้อะ เพราะถ้าทำเสร็จแล้วมันช่วยพวกเราได้ด้วย ช่วยพวกเราให้เข้าใจได้ว่าคนใบ้หรือคนหูหนวกต้องการสื่อสารอะไรกับเรา โดยการจับภาพภาษามือ แล้วมี sub-title เป็นข้อความให้เราอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ดี ๆ
ประเด็นที่ผมถามเพื่อนร่วมงานก็คือ Neural Network ที่เขาทำ ให้ความแม่นยำที่กี่ percent ซึ่งเขาตอบกลับมาว่า “ได้แค่ 85% เองพี่ไท้”
เป็นประเด็นที่โป๊ะเช้ะมากเลย เพราะจากการค้นคว้าของผมหลายปี ผมพบว่าไม่ว่าจะเป็นปริญญานิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ของที่ไหน ๆ ที่เกี่ยวกับ Pattern Recognition ก็บอกคล้าย ๆ กันว่า “ให้ความแม่นยำที่ไม่เกิน 85%” (ขนาด Speech Recognition ที่ผมเคยทำ ยังให้ความแม่นยำได้ที่ 70% เอง แย่กว่าอีก)
แล้วทำไมพวกฝรั่งมันถึงทำได้ถึง 100% ล่ะ? นี่ย่อมแสดงว่าข้อมูลความรู้ที่สอน ๆ กันมา มันมีสิ่งปิดบังอ่ะดิ ผมก็เลยทำใจอ่ะครับว่าข้อมูลความรู้ในโลกนี้มันมี 3 ระดับ คือ ระดับสาธารณะ, ระดับวงจำกัด และระดับลับสุดยอด คนอย่างพวกเราคงเข้าถึงได้แค่สองระดับแรกเท่านั้นเอง
อะไรที่มันเจ๋ง ๆ มักเป็นความลับสุดยอดเสมอเลยเน้อะ?
Technorati Tags: Pattern Recognition, งานวิจัย, Recognition, Fuzzy Logic
Core Servlet And Java Server Page 27 October 2006 9:21 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 3 ความคิดเห็นราวปี พ.ศ. 2542 น่าจะได้ ตอนนั้นผมได้มีโอกาสเข้าทำงานบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับหน่วยงานทาง computer มาก ๆ เลย เขามีการแบ่งหน่วยงานย่อยออกเป็น 4 หน่วย โดยเป็นหน่วยพัฒนา software ค้าปลีก, หน่วยพัฒนาระบบบัญชีการเงิน, หน่วยพัฒนาระบบ Call Center และหน่วยพัฒนา e-commerce
บังเอิญผมอยู่ในหน่วยพัฒนาระบบ Call Center ครับ เลยไม่ได้มีโอกาสเขียน web application แต่ผมก็มีแว่บไปดูคนในหน่วยพัฒนา e-commerce ทำงานเหมือนกันนะ แล้วก็ได้พบว่าพวกเขาเหล่านั้นพัฒนา web application โดยการใช้ Java Standard Edition + Java Enterprise Edition หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Java Servlet
ตอนนั้น Java Server Page หรือ JSP ยังไม่เกิดเลยครับ มิไยต้องพูดถึง PHP เพราะไม่รู้อยู่ที่ไหนของโลกก็ไม่รู้
ผมชอบประโยคของพี่ซึ่งทำงานอยู่ในหน่วย e-commerce มากเลย เวลาที่ผมถามเขาว่าไอ้เจ้า Java Servlet นี่มันจะทำเป็น web ออกมาได้ไง เขาก็ตอบผมว่า “อ๋อ เดี๋ยวเราก็จะเขียนคำสั่งตามไวยากรณ์ของ Java Enterprise Edition นะ เพื่อให้มันถุย ๆ html ออกมาไง”
หลังจากนั้นผมก็จำแล้วก็ติดประโยคนี้เสมอเวลาที่คนไม่รู้เรื่อง web มาถามผม ว่ามันทำงานยังไง ผมก็จะตอบว่า “อ๋อ เดี๋ยวเราก็จะเขียน program ให้มันถุย ๆ web ออกมาที่ IE ให้เองแหล่ะ”
จากนั้นคงเป็นเพราะพระเจ้ายังเมตตานักพัฒนา web application เพราะหลังจากที่ต้องลำบากลำบนกับการเขียน Java Servlet ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะง่ายซักเท่าไหร่เลย พวกพี่ ๆ เค้าก็ได้เครื่องมือใหม่ นั่นคือ Apache Tomcat ซึ่งเป็นตัว Servlet Container ที่จะช่วยแปลง tag Java Server Page ให้กลายเป็น source code ในรูปแบบของ Java Servlet แล้วจึงกระตุ้น Java Standard Edtion + Java Enterprise Edition ให้ทำการ compile เจ้า source code ดังกล่าว ให้กลายเป็น class file อีกทีนึง แล้วก็ส่งโช๊ะ ๆ ๆ ๆ ไปที่ browser ของผู้ใช้อย่างเรา ๆ ต่อไป
ผมเองก็มีลอง Java Server Page นิดหน่อยเหมือนกัน แล้วก็พบว่ามันง่ายดีเหมือนกับเจ้า Active Server Page เลย เพราะไม่ต้องมาเขียน program ให้มันเป๊ะ ๆ แค่รู้ html แล้วแทรก ๆ เจ้า tag ภาษาพวกนี้เข้าไปก็พอ
แต่เท่าที่ดู ๆ เดี๋ยวนี้ผมก็แทบไม่เห็นมี web ไหนใช้ Java Server Page แล้วเน้อะ เห็นใคร ๆ ก็ใช้ PHP กันหมดแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงวันนี้ผมจะแจก e-book ซึ่งเกี่ยวกับ Core Servlet And Java Server Page อ่ะครับ กด download จากรูปภาพของ e-book ได้เลยครับ
Technorati Tags: หนังสือ computer, java server page, jsp, core servlet, e-book
Advanced Chess 26 October 2006 10:20 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 8 ความคิดเห็นผมไม่แน่ใจว่าหมากรุกจะเป็นที่รู้จักของคนทุกคนหรือเปล่า ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าหมากรุก แต่ไม่รู้หรอกว่ามันเล่นยังไงและมีกติกายังไงบ้าง
ก็เหมือนกับผมรู้จัก american football, baseball แต่ไม่รู้จักกฎการเล่นของมันนั่นแหล่ะ!!!
ผมคิดว่าในโลกเราน่าจะมีหมากรุกอยู่หลายชนิด หลายแบบ แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้จักแค่หมากรุกไทย, หมากรุกจีน และหมากรุกสากล หมากรุกทั้งสามแบบ ผมรู้จักและรู้วิธีการเล่นอย่างดีทีเดียว แต่ผมก็เล่นไม่เก่งซักที ไม่ใช่ผมไม่รู้กลยุทธการเล่นหรอกนะ แต่เพราะใจผมไม่คิดจะเอาชนะใคร ทุกครั้งที่ผมเล่นหมากรุก ผมจึงตั้งรับ จนกระทั่งอีกฝ่ายเสมอกับผมไปเอง
ในบรรดาหมากรุกทั้งสามแบบที่ผมเคยลองเล่น ผมพบว่าหมากรุกสากล เป็นหมากรุกที่เล่นยากที่สุด ไม่ใช่เพราะผมไม่คุ้นเคยกับมันหรอก แต่เป็นเพราะอำนาจของหมากแต่ล่ะตัวมันน่ากลัว ตัวหมากส่วนใหญ่ของหมากรุกสากล มีช่วงการเดินที่ยาวมาก ๆ จนกระทั่งเรามักจะพบว่า เราสามารถรุก king ของอีกฝ่ายให้จนได้ โดยที่ยังมีหมากอยู่เต็มกระดาน
การเล่นหมากรุกต้องเล่นกันสองคน ดังนั้นหากขาดไปซักคนนึงก็จะเล่นไม่ได้ ก็จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าเราสามารถหาจักรกลมาเล่นหมากรุกกับเราได้ก็คงดี ซึ่งการเกิดขึ้นของ digital computer เมื่อราว 50 ปีก่อนเป็นตัวจุดประกายให้กับความคิดนี้
ปรกติแล้ว computer มันคิดเองไม่ได้หรอกครับ มันต้องอาศัยการเขียน software เข้าไปควบคุมมัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า แขนงวิชาสำหรับการทำ software หมากรุกนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 เรื่องหลัก ๆ คือ การแทนค่าบนกระดาน 8 ช่อง คูณ 8 ช่องของกระดานหมากรุก, การค้นหาเทคนิคในการเดินที่ดีที่สุด และการปิด game ที่ดีที่สุด ซึ่งทั้ง 3 เรื่องที่ว่าก็แบ่ง ๆ ให้นักวิทยาศาสตร์ computer ไปศึกษากัน
ในการค้นหาเทคนิคในการเดินที่ดีที่สุด เรามีความจำเป็นต้องใช้แขนงวิชา artificial intelligence เข้ามาช่วยในการประเมินเส้นทางเดินที่ดีที่สุด ทีนี้การพูดเลื่อนลอยแค่ว่าใช้ artificial intelligence มันคงกว้างเกินไป มันไม่พอ ดังนั้นเราต้องมาบีบวงให้แคบลงหน่อย โดยการทำความเข้าใจว่า computer มันตัดสินใจด้วยทฤษฎี artificial intelligence ไม่ได้หากเราให้ข้อมูลมันไม่เพียงพอ ซึ่งข้อมูลที่เราจะให้กับมันได้ก็คือ ค่าของตัวหมาก และตำแหน่งที่มันตั้งอยู่ โดยหมากแต่ล่ะตัวจะมีค่าอำนาจของหมาก หมากตัวสำคัญก็ค่ามากหน่อย หมากไม่สำคัญก็ค่าน้อยหน่อย และตำแหน่งยิ่งอยู่ตรงกลางของกระดาน ก็จะให้ค่าเสริมพลังที่มากขึ้นไปอีก (พูดแล้วนึกถึงเกมส์ Yu-Gi-Oh เลย ที่ไพ่แมลงจะมีพลังมากขึ้น ถ้าหากเราเล่นมันบนกระดานที่เป็นป่า)
Set Smart 25 October 2006 12:44 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Review , 4 ความคิดเห็นในแวดวงนักลงทุนในตราสารทุน หรือก็คือนักเล่นหุ้น คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
ปรกติแล้วข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญมากในแวดวงการลงทุน ดังนั้นใครเข้าถึงข้อมูลวงในได้มากที่สุด ก็จะสร้างผลตอบแทนได้มากที่สุดเช่นกัน
ปรกติแล้วบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่เราเป็นลูกค้า หรือแม้กระทั่ง “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” เอง ก็มี website เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเช่นกัน
แต่คิดหรือครับว่าข้อมูลสาธารณะพวกนี้จะใช้อะไรได้ มันใช้ไม่ได้เท่าไหร่หรอก มันหยาบ ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็ทราบถึงข้อจำกัดนี้ดี และเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้เท่ากับนักลงทุนรายใหญ่ ทางตลาดหลักทรัพย์ จึงมีความคิดที่จะสร้างเจ้า Set Smart ขึ้นมาเพื่อให้บริการข้อมูลที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น
ในขั้นแรก Set Smart สามารถใช้ได้ที่ “ห้องสมุดมารวย” ณ ตึกทำการของตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น เป็นลักษณะการทำงานแบบ Intranet คือต้องเข้าไปที่นั่นแล้วใช้งาน ณ Terminal ที่นั่นเท่านั้น
โดยส่วนตัวแล้วสมัยก่อนผมมักเข้าไปใช้บริการบ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไปแล้ว การจะไปก็ไม่ยาก แค่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปโผล่ตรงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต แล้วเดินอีกเล็กน้อยก็ถึงแล้ว
จากนั้นทางตลาดหลักทรัพย์ฯก็ขยายการบริการเป็นแบบ Extranet ซึ่งมีค่าบริการและค่าติดตั้งแพงพอสมควร ยุ่งยากด้วย
จนสุดท้ายจึงมีความคิดที่จะใช้ technology internet เพื่อให้บริการแก่นักลงทุนรายย่อย โดยการออก Set Smart บน internet เพื่อนักลงทุนรายย่อยขึ้นมา
ซึ่งตรงนี้แหล่ะครับ ถือได้ว่าตรงตาม concept ของ Software as a Service ครับ อยู่ที่ไหนในโลก ก็สามารถเข้าถึงบริการได้
แต่ก็มีข้อเสียนะ คือการจะเข้าใช้ได้ เราต้องไปซื้อบัตรเข้าระบบมาขูด ๆ แล้วข้างในก็มี login กับรหัสผ่าน พร้อมกำหนดวันใช้งาน วันหมดอายุ (เหมือนซื้อบริการ Internet เลย) และที่สำคัญต้องไปซื้อที่ห้องสมุดมารวยเท่านั้นอ่ะครับ หาซื้อจากตลาดไม่ได้เล้ย เฮ้อ ลำบากจริงหนอ
Technorati Tags: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, set smart, นักลงทุน, เล่นหุ้น
Brain Computer Interface 24 October 2006 9:46 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 4 ความคิดเห็นพวกเราคงยังจำความสนุก ความงง ความเง็ง และความตื่นตาตื่นใจจากหนังเรื่อง The Matrix ทั้งสามภาคได้ ผมเองก็รู้สึกสนุกไปกับหนังเรื่องนี้เหมือนกัน โดยเฉพาะการที่เจ้าพวกจักรกลมันมีความอัจฉริยะถึงขนาดสร้างระบบเสมือนจริง แล้วต่อเชื่อมสมองและระบบประสาททั้งร่างกายของมนุษย์เข้าสู่ระบบเสมือนจริงดังกล่าวได้

โหย ไมมันเก่งงี้วะเนี่ย? (ตอนนั้นนึกแบบนี้อ่ะ)
ร่างกายมนุษย์มันซับซ้อนมาก ๆ ครับ รวมถึงสมองของมนุษย์เราด้วยที่ก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์เรารู้จักดวงจันทร์มากกว่ารู้จักสมองของมนุษย์ซะอีก แย่เน้อะคนเรา ชอบสนใจสิ่งไกลตัว แทนที่จะสนใจสิ่งใกล้ตัว
สำหรับผมแล้ว ฉากในภาคแรกที่ “นีโอ” รู้สึกตัวขึ้นมาในโลกแห่งความจริงแล้วพบว่าตนเองนั้น นอนอยู่ในแคปซูลซึ่งมีน้ำปริ่ม ๆ แถมถูกอุดปากด้วยท่อส่งอาหาร, บนหัวถูกเสียบด้วยแท่งควบคุม และตามกระดูกสันหลัง แขน ขา ถูกเสียบด้วยท่อโลหะประหลาด ซึ่งมารู้ภายหลังว่าทั้งหมดที่ “เสียบ” และ “แทง” เข้าสู่ร่างกายทั่วร่างของ “นีโอ” นั้นคือ Input Output Device เพื่อเชื่อมโยงให้ “นีโอ” online เข้าสู่โลกเสมือนจริง
สยองมาก ๆ ฉากนั้น โหย ไมมันทำถึงขนาดนี้วะเนี่ย!!!
แต่เรื่องจริงนี่สิครับสยองกว่า เพราะคนสร้างหนังคงไม่สามารถสร้างหนังแบบนี้ออกมาได้ หากไม่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง เหมือนกับภาษิตไทยที่ว่า “ไม่มีไฟ ก็คงไม่มีควัน” เพราะปัจจุบันกำลังมีการเดินหน้าเพื่อวิจัยพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Brain Computer Interface อยู่อย่างต่อเนื่อง
Brain Computer Interface เป็นศาสตร์ที่รวมกันระหว่างความรู้ในเรื่อง computer, electronics, ไฟฟ้าเคมี, ระบบประสาท, ระบบสมอง, สรีระวิทยา เข้าไว้ด้วยกัน จุดมุ่งหมายของศาสตร์นี้ก็เพื่อทำยังไงก็ได้ ให้มนุษย์กับ Electronics Device เชื่อมประสานกันและสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางเดียว หรือการสื่อสารสองทาง ซึ่งหากทำสำเร็จจะทำให้เกิดนวัตกรรมดังต่อไปนี้
- Cyborg - ด้วยการวิจัยทาง Brain Computer Interface จะทำให้มนุษย์เราสามารถเชื่อมระบบประสาทของเราเข้ากับอวัยวะเทียม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบจากวัสดุเบา, คงทน และมีวงจร electronic ที่ล้ำยุคคอยสื่อสารระหว่างชิ้นส่วนอวัยวะ กับระบบประสาทของเรา แบบนี้แทบไม่ต่างจากหนังเรื่อง Robocop เลย
- Virtual Reality - ด้วยการศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงกลไกทางสมอง และกลไกทางระบบประสาท การที่เราจะ download ตัวเองเข้าสู่โลกเสมือนจริงแบบหนังเรื่อง Matrix ก็ย่อมเป็นไปได้
- Cognitive Science - หากทำสำเร็จ มนุษย์เราจะสามารถฝัง CPU + RAM + DMA เอาไว้ในสมองของมนุษย์ได้ แล้วถึงตอนนั้นสมองของมนุษย์ก็จะคิดได้ไวพอ ๆ กับ computer เลยทีเดียว บรื๋อ คิดแล้วสยอง ทุกวันนี้ก็คิดมากอยู่แล้ว ถ้ามีแบบนี้อีกไม่คิดจนนอนไม่หลับเลยเหรอเนี่ย?
ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าเขาทำอีท่าไหน ถึงสามารถไปสื่อสารและควบคุมสมองและระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์อย่างเราได้ เขาทำงี้ครับ เขาทำการศึกษาในแขนงวิชาย่อยอีกแขนงนึงที่ชื่อว่า Electroencephalography ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “สรีระทางระบบประสาทซึ่งอาศัยการตรวจวัดทางไฟฟ้าจากคลื่นสมอง” การวิจัยนี้ต้องใช้ทั้งแพทย์และวิศวกรไฟฟ้าร่วมมือกันครับ ไม่งั้นไม่ก้าวหน้าแน่
อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทราบกันอ่ะครับ ว่าสมองของเราจะมีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาอันเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในสมองเรา หรือเรียกว่าคลื่นไฟฟ้าเคมี ทีนี้เขาก็เลยคิดว่าถ้าสามารถเลียนแบบคลื่นที่ว่านี้ได้ ก็สามารถจะสื่อสารกับสมองและระบบประสาทได้ โดยการเอาเครื่องมือตรวจวัดไปแปะไว้บนหนังหัว แล้วก็อ่านค่าคลื่นไฟฟ้ามาให้จงได้ ซึ่งผลของคลื่นไฟฟ้าที่ได้มาถูกเรียกกันว่า electroencephalogram หรือ EEG
ผมอ่านแล้วยังนึกขำเลย เพราะมันไม่แตกต่างจากเราอยากจะคุยกับ “หมา” เราก็เลยต้องวิเคราะห์ “เสียงเห่า” ของ “หมา” เพื่อเราจะคุยกับมันได้ คิดได้ไงวะเนี่ย?
เอาล่ะ การวิจัยก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิจัย, แพทย์, นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรในแขนงที่เกี่ยวข้องต่อไป ทีนี้วกกลับมาที่นักพัฒนา Software อย่างพวกเราบ้างครับ ว่าเราจะไปเกี่ยวไปข้องอะไรบ้าง
ครับ เราคงไม่สามารถที่จะหาเครื่องมือแพง ๆ เพื่อมาจับสัญญาณสมองที่ว่าได้หรอก ดังนั้นจึงมีการตั้งโครงการขึ้นมาเพื่อสร้าง Simulation Software เพื่อเลียนแบบคลื่นสมองของมนุษย์ แล้วให้นักพัฒนา Software ได้มีโอกาสเขียน program เพื่อวิเคราะห์, สื่อสาร, สั่งการ และโต้ตอบกับคลื่นสมองดังกล่าว
ของบริษัทเอกชนไม่มีให้ download เลยครับ มีแต่เอาตัวอย่างภาพของ program มาอวดให้ดูว่าทำได้อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่มีให้ลองเลย ดังนั้น เราลองจาก open source ดีกว่า โดยเป็นของ OpenEEG Project ครับ ซึ่งเขาพัฒนากันที่ http://www.sourceforge.net
:-) การทำ simulation จะทำไม่ได้ครับ ถ้าไม่ได้เก็บข้อมูลที่เหมือนจริงมา
Technorati Tags: Brain Computer Interface, เมตริกซ์, Simulation Software, สมอง, ระบบประสาท, Open Source
ทีมงานไม่เชื่อฟัง 23 October 2006 10:57 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 30 ความคิดเห็นหลายวันก่อนมีนักวิเคราะห์ระบบสาวมาปรึกษาปัญหาเรื่องทีมงานให้ผมฟังครับ อันนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก คือเธอเป็นคนมีความสามารถในการทำแผนงาน, แผนกำลังพล, มีความสามารถในการออกแบบ data dictionary, ออกแบบ work flow, เขียน functional specification นะ
แต่เธอกลับมีปัญหาเรื่องการปกครองทีมงาน เพราะทีมงานของเธอล้วนอายุมากกว่าเธอ และดื้อซะด้วยสิ ไม่เชื่อฟังเธอเลย!!!
องค์กรที่ผมทำงานเป็นงี้ครับ คนที่จบปริญญาตรีจะเติบโตช้ากว่าคนที่จบปริญญาโท ดังนั้นถ้าหากว่าจบปริญญาโทมาแล้ว ก็จะสามารถมาเป็นนักวิเคราะห์ระบบได้เลย จึงต้องมาปกครองคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งคนที่จบปริญญาตรีเหล่านั้นเลือกที่จะทำงาน ไม่เรียนปริญญาโท อาจจะด้วยเหตุผลทางการเงิน หรือไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะเรียนต่อตั้งแต่แรก
จริง ๆ แล้วผมก็เข้าใจนะ ว่าคนที่จบทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศมานั้น ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มา ดังนั้นแค่ทำงานเชิงระบบและเทคนิคที่ตัวเองต้องทำก็แย่อยู่แล้ว ถ้าต้องมาเรียนรู้ทางด้านการปกครองเพิ่มเติมด้วย ก็ลำบากอยู่ไม่น้อย
แต่มันจำเป็นครับ เพราะเราทำงานคนเดียวไม่ได้ ถ้าปกครองทีมงานไม่ได้ เราก็ขาดใจตายอยู่คนเดียว
การจะปกครองทีมงานได้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความสามารถทางระบบหรือเทคนิคครับ แต่เป็น “บารมี” และ “เสน่ห์” การสะกดคนให้อยู่ในความปกครองต้องใช้สองอย่างนี้เป็นสำคัญ
ผมเคยเจอผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่ง ท่านมีความสามารถสูงมาก แต่เนื่องจากท่านมี “บารมี” แต่ขาด “เสน่ห์” จึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดื้อเงียบ ฟัง ๆ แต่ไม่ทำตาม ซึ่งท่านก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะตัวท่านเองปรับปรุงบุคลิกภาพของตัวเองไม่ได้
บางคนขาด “บารมี” แต่มี “เสน่ห์” จึงทำให้คนในทีมงานคล้อยตาม ทำงานให้อย่างยินดี แต่เมื่อคนในทีมงานทำผิดพลาด ก็ไม่สามารถควบคุมลงโทษได้ เพราะไร้ซึ่งบารมีให้เกรงขาม
สองอย่างนี้เลยสำคัญไปโดยปริยาย!!!
สิ่งที่ผมให้คำปรึกษากับนักวิเคราะห์ระบบคนนี้แบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้คือ
- ให้ค้นหาหัวโจกที่มีบารมีซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้คนในทีมงานคล้อยตามให้ได้ จากนั้นทำการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” โดยการเข้าประกบคนในทีมงานคนอื่นทุกคน ยกเว้นตัวหัวโจก จากนั้นยุติการมอบหมายงานที่จำเป็นให้กับตัวหัวโจก แล้วนำงานดังกล่าวมอบหมายให้คนอื่นในทีมแทน นอกจากนี้ก็ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ด้วย เพื่อขออำนาจในการปรับปรุงโครงสร้างทีมงาน
- ละลายบารมีของหัวโจก โดยการมอบหมายให้คนในทีมไปร่วมแบ่งงานจากหัวโจกด้วย เพื่อให้หัวโจกหมดอำนาจในการต่อรอง
- เมื่อมีพนักงานมาใหม่ซึ่งอายุน้อยกว่า ให้ออกอุบายขอคนดังกล่าวมาทำงานในทีมแทน จากนั้นออกอุบายเพื่อส่งคนในทีมที่มีอายุมากกว่า, ทำงานได้ไม่ดี และต่อต้านออกไปจากทีม
- หากมีพนักงานในทีมอื่นซึ่งมีวุฒิภาวะที่ด้อยกว่า ให้ขอตัวมาทำงานในทีมงานด้วย โดยขอแลกกับคนที่มีความสามารถ แต่เราปกครองไม่ได้
- คนในทีมงานที่มาใหม่ให้ดึงมาเป็นพวก โดยการสอนงานให้ มอบหมายงานให้ และกำหนดให้ต้องขึ้นตรงต่อเรา ต้องเลี้ยงดูอวยยศให้ดี เพื่อจะได้เป็นกำลังให้เราในภายหน้า
เมื่อทำตามขั้นตอนแบบนี้แล้ว สัดส่วนของคนของเราก็จะเพิ่มขึ้น จนเราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป เราจะมีกองกำลังเพิ่มขึ้น จนสามารถต่อรองกับคนในทีมงานให้จำยอมและคล้อยตามได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า “บารมี” และ “เสน่ห์” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการปกครองทีมงาน
จะเห็นว่าวิธีการในหลายข้อดูจะโหดร้าย, ทุเรศ และใจดำมาก ๆ แต่อำนาจในการปกครองเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนผ่าน เมื่อเรามาอยู่ในฐานะที่จะต้องมีอำนาจ เราก็จำเป็นต้องมีอำนาจจริง ๆ ไม่ใช่อำนาจจอมปลอม บางครั้งเราก็รอไม่ได้ที่จะพิสูจน์ฝีมือของเราเองในการกล่อมคนที่มีความสามารถให้มาอยู่ใต้อำนาจเรา สำหรับผมแล้วการให้คนเก่งยอมเชื่อฟังทำงานให้เรา ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าท่ามากกว่านะ แต่ถ้าเวลามันไม่พอ ก็คงต้องทำแบบเนี้ยแหล่ะ
จริง ๆ แล้ว “บารมี” ประกอบด้วย “ฐานะที่เหนือกว่า” และ “การอยู่มาก่อน” จะเห็นว่านักวิเคราะห์ระบบนั้นมี “ฐานะที่เหนือกว่า” ในขณะที่คนในทีมงาน “อยู่มาก่อน” ดังนั้นเพื่อจะให้ได้อำนาจในการปกครอง ก็ต้องเติมส่วนของ “การอยู่มาก่อน” ให้กับนักวิเคราะห์คนนี้ โดยการ “เปลี่ยนน้ำ” เพื่อเอา “น้ำใหม่” เข้ามาแทนที่ “น้ำเก่า” นั่นเอง
ผมไม่รู้ว่าเธอจะเอาไปดำเนินการตามที่ผมบอกหรือเปล่า แต่ก็ขอให้เธอทำให้ได้แล้วกัน เพราะทีมของเธอ เธอก็ต้องปกครองให้ได้ครับ
Technorati Tags: ทีมงาน, ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์, ไม่เชื่อฟัง

