กระโดดไปยังแผงนำทาง

Programming Windows With MFC 30 November 2006 8:28 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 6 ความคิดเห็น

ก่อนที่จะมี .NET Framework เกิดขึ้นมานั้น Microsoft Foundation Classes หรือ MFC ครองตลาดมาก่อนครับ กินเวลายาวนานมากเลย ราวหกปีเห็นจะได้

ผมยังจำได้ว่าเมื่อสิบปีก่อน ภายหลังจากที่ไมโครซอฟต์ได้ออก Visual C++ ออกมา เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เขียนโปรแกรมประสานร่วมกับ Platform SDK ได้แล้ว หลังจากนั้นไมโครซอฟต์ก็ออกเจ้า Microsoft Foundation Classes ออกมา ซึ่งเป็นชุดคำสั่งรวมที่มีลักษณะของ OOP เพื่อช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์มี Classes ที่จำเป็นและเพียงพอในการเข้าถึงตัว Windows โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกใช้ Platform SDK ซึ่งเป็นชุดคำสั่งที่มีโครงสร้างแบบภาษารุ่นสอง คือเป็นลักษณะของฟังค์ชันที่ต้องผ่านพารามิเตอร์เยอะแยะอีกต่อไป

ผมก็ว่าดีนะ เพราะการต้องผ่านพารามิเตอร์เยอะ ๆ แบบนั้น มันก็ปวดกบาลพอควรเหมือนกัน สู้จดจำเป็นลักษณะของ classes, method และ property แบบ OOP มันเจ๋งกว่าเยอะเลย

ตอนนั้นจำได้ว่า Borland เองก็ออก Object Windows Library หรือ OWL ออกมาเหมือนกันนะ แต่สุดท้ายก็สู้ MFC ไม่ได้ เลยทำให้รู้อย่างนึงตอนนั้นว่า การตลาดมันนำคุณภาพจริง ๆ

ป.ล. กดดาวน์โหลด e-book จากรูปเลยครับ

ป.ล. (อีกที) เดี๋ยวนี้ก็ยังมีโปรแกรมที่ยังเขียนด้วย MFC อยู่นะ ไม่น่าเชื่อเลยเน้อะ ขนาดเดี๋ยวนี้มี .NET Framework แล้ว แต่บางคนก็ยังชอบเขียนแบบ MFC อยู่อีก

Programming Windows With MFC

Technorati Tags: , , , , ,

เจาะระบบถอดรหัส (How To Hack) 29 November 2006 8:53 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 12 ความคิดเห็น

เจาะระบบถอดรหัส (How To Hack)ผมจำไม่ได้แล้วล่ะ ว่าหนังสือเล่มนี้วางขายเมื่อไหร่ แต่ที่จำได้แน่ ๆ ก็คือมันเป็นหนังสือที่ดังมาก ดังโคตร ๆ เลยในตอนนั้น เพราะเป็นการแหวกกรอบการขายหนังสือคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ ซึ่งโดยปรกติแล้วหนังสือคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ก็จะเน้นการเขียนโปรแกรมเป็นหลัก การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเป็นรอง ก็มีเล่มนี้นี่แหล่ะที่ฉีกแนวสุด ๆ นำเอาสิ่งที่คนที่ทำงานด้านระบบคอมพิวเตอร์, ระบบเครือข่าย และระบบอินเตอร์เน็ตรู้อยู่ก่อนแล้ว ออกมาตีแผ่ถึงช่องโหว่ต่าง ๆ แถมสอนวิธีการแหกระบบด้วย

พอดีว่าผมเติบโตมาจากการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ครับ จึงรู้สึกตื่นเต้นกับหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างมาก ผิดกับเพื่อนผมอีกหลาย ๆ คนที่เขาเอกทางด้านระบบคอมพิวเตอร์, ระบบเครือข่าย และระบบอินเตอร์เน็ต จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นแถมยังสบถกับผมอีกว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต่างก็รู้กันอยู่ก่อนแล้ว โดยรู้มาจากการไปฝึกอบรมและจากอินเตอร์เน็ต

ครับ พวกเขารู้อยู่ก่อนแล้ว เขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งพื้น ๆ แต่เขากลับไม่ได้ฉุกคิดว่าสิ่งเหล่านี้แค่รู้เฉย ๆ แต่ไม่แสดงออก ผลมันก็เป็นงี้แหล่ะครับ

จุดที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผู้แต่ง (ในตอนนั้น) เป็นนักศึกษาคณะทันตแพทย์ศาสตร์ครับ เอ้อ เขาเป็นว่าที่หมอฟันครับ แต่ดันมาแต่งหนังสือคอมพิวเตอร์ แถมยังเป็นเรื่องของการแหกระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึงเรื่องเหล่านี้คนทางด้านระบบคอมพิวเตอร์หลายต่อหลายคนรู้กันอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเฉลียวใจที่จะแต่งเป็นหนังสือออกมาเลย

ผลของการออกหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้แต่งดังระเบิดเถิดเทิงครับ หนังสือขายดีโคตร ๆ ผู้แต่งและสำนักพิมพ์ได้ตังค์เยอะแยะเอาไปแบ่งกันไม่รู้เรื่องเลย แถมมีการพิมพ์ออกมาอีกหลายต่อหลายครั้งด้วย กว่าเรื่องจะซาลงก็ผ่านไปเกือบครึ่งปี

สิ่งที่ผมสังเกตุจากการจุดพลุโดยหนังสือเล่มนี้ก็คือ ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการใด ๆ มักจะเป็นคนนอกวงการเสมอ และ สิ่งที่คนในวงการเห็นว่าเป็นเรื่องพื้น ๆ เรื่องทั่ว ๆ ไป ไม่เคยเหลียวแลใส่ใจจะนำมาตีแผ่เปิดเผย จะเป็นสิ่งโอชะสำหรับคนนอกวงการ ซึ่งมองภาพนอกกรอบ ไม่ยึดติดอยู่กับแนวคิดเหมือนคนในวงการ นำสิ่งดังกล่าวมาสร้างผลประโยชน์อันมหาศาลให้ตัวเองได้เสมอ

กฎนี้ยังเป็นอยู่และตลอดไปครับ

Technorati Tags: , , ,

Knowledge management 27 November 2006 9:59 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 7 ความคิดเห็น

ผมค่อนข้างเชยครับ ภาพยนต์เรื่องใดที่ชาวบ้านเขาดูกันไปชาติกว่าแล้ว ผมถึงเพิ่งจะได้ดู และที่ได้ดูก็เพราะว่าร้าน TSUTAYA แถวบ้าน มีวีซีดีเรื่องนั้น ๆ ให้เช่า ผมแวะเข้าไปเจอ ก็ถึงได้มีโอกาสเช่าเรื่องที่ชาวบ้านเขาดูกันไปตั้งนานอักโขแล้วมาดู

อย่างเรื่อง superman return นี่ก็เหมือนกัน ไม่รู้ออกจากโรงภาพยนต์มานานเท่าไหร่ แต่ที่แน่ ๆ ผมเพิ่งได้ดูเมื่อสองวันก่อนเอง หนังอะไรก็ไม่รู้ยาวบรม ตั้งสามแผ่นแน่ะกว่าจะดูจบ สงสัยคงเป็นเพราะคนสร้างต้องการให้การกลับมาของ superman อลังการแน่ ๆ เลย เลยให้รายละเอียดกับหนังไว้มาก นี่ดีนะที่เป็นวีซีดี ผมเลยสามารถที่จะหยุดมันและก็ไปเข้าห้องน้ำได้หลายรอบ โดยไม่ตกหล่นรายละเอียดของหนังเลย ก็ดีไปอีกแบบนึง

จุดที่ผมสนใจในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ความเป็นฮีโร่ของ superman ครับ เพราะคนนี้เขาเก่งของเขาอยู่แล้ว แต่ผมสนใจฉากนี้มากกว่า ฉากข้างล่างนี้

ภาพบนเป็นฉากตอนที่ผู้ร้ายตัวเอ้ดั้นด้นเข้าไปยัง Fortress of Solitude ซึ่งถือเป็นฐานบัญชาการของ superman ครับ โดยจุดที่ผมให้ความสนใจก็คือ การที่พ่อของ superman บอกกับผู้ราย (เพราะคิดว่าเป็น superman หรือก็คือลูกชายตัวเอง) ว่า คริสตัลขนาดมหึมาที่มีอยู่มากมายในนี้ เก็บสะสมความรู้จาก 28 กาแล๊คซี่เข้าไว้ด้วยกัน และถ้าอยากจะรู้อะไรก็ขอให้ถามมา โดยจะตอบจากความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่!!!

ผมมานั่งจินตนาการครับ ว่าความรู้จาก 28 กาแล๊กซี่นี่มันมากมายขนาดไหนกันเนี่ย? ทุกวันนี้ wikipedia เองก็ถือว่าเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็เก็บความรู้เอาไว้เพียงแค่ 1,504,811 หัวข้อ (เฉพาะภาษาอังกฤษ และนับวันนี้)

ถ้าผมสมมติว่าในโลกเรานี้ มีความรู้ตั้งแต่มีสาระไปจนถึงไร้สาระรวม ๆ กันแล้ว 100,000,000 หัวข้อ แล้วหนึ่งกาแล๊กซี่ ก็มีดาวฤกษ์กระจัดกระจายอยู่ในนั้นราว 10 ล้าน ถึง 1 ล้านล้านดวง แถมดาวฤกษ์แต่ล่ะดวงก็ยังมีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบ ๆ มันอีก แค่ระบบสุริยจักรวาลของเราก็มีดาวเคราะห์โคจรอยู่หลายดวงแล้ว

จินตนาการไม่ถูกเลยครับ ว่าความรู้จาก 28 กาแล๊กซี่จะบรรจุเข้าไปในคริสตัลพวกนี้ได้ยังไง ผมว่าคริสตัลพวกนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำที่จะบรรจุเข้าไปได้

โลกในอนาคตเป็นโลกแห่งความรู้ครับ ความรู้เป็นแหล่งกำเนิดอำนาจประเภทหนึ่ง จากทั้งหมด 8 แหล่ง อันได้แก่ เงินตรา, กลไกรัฐ, ธุรกิจผูกขาด, สื่อ, เครือข่าย, ภาพลักษณ์, ความรู้ และกำลัง

ความรู้หากเก็บสะสมอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการเรียกใช้งาน ง่ายต่อการถ่ายทอด ถูกต้อง แม่นยำ จะถือเป็นแหล่งกำเนิดอำนาจที่ทรงพลานุภาพมากเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ หรือภาคเอกชน, ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัย หรือมหาวิทยาลัย ล้วนฝักใฝ่ที่จะเก็บสะสมความรู้และแสวงหาความรู้กันทั้งนั้น ซึ่งสิ่งที่จะเป็นหลักประกันให้ความรู้ที่ได้มา ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างยั่งยืนก็คือ การเข้าถึงศาสตร์เรียกว่า Knowledge Management

ศาสตร์ทางด้าน Knowledge Management เป็นศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมาก เพราะต้องอาศัยศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย อีกทั้งตัวของมันเองก็อยู่อย่างเดียวดายไม่ได้ เพราะตัวของ Knowledge Management System เอง ก็ต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบอื่นเช่นกัน

ในอนาคต ผมเชื่อว่าจะมีองค์กร หรือบริษัทเอกชนที่สร้างนวัตกรรมแบบภาพข้างล่างได้สำเร็จ ซึ่งมันจะไม่แตกต่างจากคริสตัลที่อยู่ใน Fortress of Solitude เลย

Fortress of Solitude

ป.ล. ผมขี้เกียจอธิบายศัพท์ซึ่งบรรจุอยู่ในภาพข้างบน ดังนั้น อ่านเองจากลิงค์ที่จะทำให้ดังต่อไปนี้ครับ speech recognition, natural language processing, knowledge management, expert system, speech synthesis, digital recreation และ holography

Technorati Tags: , ,

หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน 25 November 2006 9:42 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 7 ความคิดเห็น

ผมจำได้ว่าผมเคยโม้ไว้ในบล็อกนี้ในหัวข้อ การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ควบคุมสั่งการ Robotic วันนี้ผมเลยคิดว่าผมจะมาต่อยอดเรื่องนี้ดีกว่า น่าจะดี

บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตของมนุษยชาติเรา คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ ที่เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ จริงอยู่ที่ตลอด 30 ปีทีผ่านมา การวิจัยหุ่นยนต์มันก็อยู่แต่ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์นั่นแหล่ะ แต่ของแบบนี้มันไม่แน่ไม่นอน เพราะวันดีคืนดี ของที่วิจัยกันอยู่ในห้องทดลอง มันก็โผล่พรวดพราดออกมาอยู่ในท้องตลาดได้

อำนาจบางอย่างกำลังเปลี่ยนผ่านครับ บางทีเราอาจจะไม่ได้สังเกตุกัน ผมขอนอกเรื่องนิดนึงเพื่ออธิบายอะไรนิดหน่อย ก่อนจะเข้าสู่เรื่องหุ่นยนต์ต่อ เพื่อจะได้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด

อำนาจเดิมทราบกันมั้ยครับว่าปัจจุบันประเทศไทยเรา โครงสร้างอำนาจจริง ๆ เป็นดังภาพด้านขวานี้ครับ คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทยประกอบไปด้วย ราชสกุล, ข้าราชการ และกลุ่มทุน ซึ่งต่างก็ขึ้นกุมอำนาจต่างกรรมต่างวาระกัน ประชาชนอย่างเราไม่ได้อยู่ในโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงหรอกครับ เราเพียงแค่เกาะอยู่กับด้านใดด้านนึงของสามเหลี่ยมนี้เท่านั้นเอง ไม่มีด้านที่เป็นเอกเทศของตัวเองแต่ประการใด

อำนาจใหม่แต่ต่อไปในอนาคต โครงสร้างอำนาจจะเปลี่ยนเป็นด้านซ้ายมือ เพราะในอนาคตข้างหน้า ยุคแห่งสารสนเทศจะเติบโตจนครอบคลุมไปทั้งโลก ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอุตสาหกรรมในอนาคต 5 ประการอันได้แก่ อุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, อุตสาหกรรมอวกาศ, อุตสาหกรรมสมุทรศาสตร์, อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยีจะเติบโตก้าวหน้า กว้างขวาง และแพร่กระจายประโยชน์ไปทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ หากไม่ได้รับอำนาจความรู้จาก “นักวิทยาศาสตร์”

เอาล่ะ ในเมื่ออธิบายถึงตรงนี้ก็จะได้หยุด แล้วก็จะได้โม้เรื่องหุ่นยนต์ต่อตามหัวข้อนะ

ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีบริษัทอยู่บริษัทนึงครับชื่อ iRobot Corporation บริษัทนี้ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์ 3 คน ซึ่งทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ที่มหาวิทยาลัย MIT พวกเขาไม่ได้เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ครับ แต่เขารู้ว่าของที่เขาวิจัยพัฒนาการสามารถทำเงินได้

เขาก็เลยออกมาตั้งบริษัทเพื่อจะผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาด โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว และเป็นที่นิยมก็คือ Roomba, Scooba และ Dirt Dog

หุ่นยนต์ Roomba เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยคุณสมบัติของหุ่นยนต์ตัวนี้ก็คือมันเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ไม่โง่นั่นเอง มันจะวิ่งกระดึ๊บ ๆ เลียดพื้นเพื่อดูดฝุ่นไปเรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่าเค้าโม้รึเปล่านะ แต่เขาบอกว่าถ้าเราตั้งตัวชาร์จไฟเอาไว้ในระยะที่เหมาะสม ตามที่กำหนดไว้ (หมายถึงแปะตัวชาร์จไฟไว้กับกำแพงเลียด ๆ พื้น) เจ้า Roomba มันจะเก่งถึงขนาดตรวจสอบตัวเองได้ว่า ไฟฟ้าในตัวมันจะหมดแล้ว มันจะก็จะกระดึ๊บ ๆ ไปชาร์จแบตด้วยตัวเอง แล้วก็กลับมาดูดฝุ่นต่อไป ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักหยุดหย่อน แหมะ โม้จริง ๆ แต่ผมก็ว่ามันคงทำได้จริง ๆ แหล่ะ

อีกตัวนึงคือหุ่นยนต์ Scooba ตัวนี้ได้รับความนิยมรองลงมา ซึ่งคุณสมบัติของหุ่นยนต์ตัวนี้ก็คือมันจะถูพื้นครับ ผมเองก็งงเหมือนกันว่าหุ่นยนต์ตัวแค่นี้มันจะถูพื้นได้ไง มันจะบรรจุน้ำยาถูพื้นเอาไว้ตรง โอย คำถามเยอะแยะ แต่เขาก็บอกว่ามันทำได้ ก็เชื่อ ๆ เขาหน่อยแล้วกัน

ตัวสุดท้ายก็เจ้า Dirt Dog ครับ ตัวนี้ออกมาใหม่ เห็นเขาบอกว่ามันเป็นเครื่องดูดขี้ผงและเศษขยะเล็ก ๆ ครับ สงสัยพลังดูดของมันจะโหดเหี้ยมกว่าเจ้าตัว Roomba น่ะ

จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้น่าสนใจมาก แต่ก็อย่างที่เล่า ๆ ให้อ่าน หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะหลังจากบริษัทนี้ออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา เผลอแป๊ปเดียว ก็มีคู่แข่งซึ่งเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ออกสินค้าแบบเดียวกันมาสู้ด้วย ทำให้บริษัท iRobot Corporation ต้องกลืนเลือด ขาดทุนทุกปี

แต่ด้วยหนทางของประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่ตีบตันเหมือนกับประเทศไทยเรา สุดท้ายผู้ก่อตั้งบริษัททั้ง 3 คน จึงตัดสินใจนำบริษัทเข้าตลาด NASDAQ เพื่อระดมทุนมาทำการตลาด, ขยายบริษัท และการวิจัยพัฒนา จึงทำให้บริษัทนี้ลืมตาอ้าปากมาได้ทุกวันนี้

จุดที่ผมสนใจก็คือคนอเมริกันนิยมซื้อความฝันและอนาคตครับ หุ้นเพิ่มทุนของบริษัทนี้ขายหมดนะจะบอกให้ เพราะคนอเมริกันเขาก็เชื่อเหมือนผมว่าหุ่นยนต์จะเป็นอนาคตของมนุษยชาติ และเขาก็เชื่อว่าบริษัทที่เขาจะลงทุนคงไม่หยุดแค่การทำหุ่นยนต์ทำความสะอาดเป็นแน่ (ถ้าเป็นที่เมืองไทย บริษัทแบบนี้ขาดใจตายไปแล้ว เพราะนอกจากทางการจะไม่สนับสนุนแล้ว คนไทยเราด้วยกันเองก็ไม่เชื่อกันอีก เฮ้อ)

วกกลับมาว่า แล้วนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเรา ๆ จะไปเกี่ยวอะไรกับหุ่นยนต์จำพวกนี้ อ้า ไม่รู้ล่ะซี่ ว่าบริษัท iRobot Corporation ออกหุ่นยนต์พวกนี้ขึ้นมา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เขาจะอนุญาติให้ใคร ๆ ก็ตามที่เขียนซอฟต์แวร์เป็น สามารถเขียนซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมหุ่นยนต์พวกนี้ได้ คุณสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมันได้ด้วยนะ โดยการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุมมัน น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

พวกฝรั่งเขาถึงขนาดตั้งชมรมคนเขียนซอฟต์แวร์ควบคุม Roomba และ Scooba กันเลยนะ อย่างที่ RoombaReview ก็มี webboard ของคนที่เขียนซอฟต์แวร์คุมเจ้าพวกหุ่นยนต์พวกนี้ มาชุมนุมกัน

ผมว่าเมืองไทยเราคงต้องรอไปอีกนานครับ กว่าเราจะได้ใช้หุ่นยนต์พวกนี้ เพราะถ้ามีคนนำมันเข้ามาขาย แต่ไม่ได้นำเข้าผู้เชี่ยวชาญการซ่อมบำรุง และไม่ได้นำเข้าอะไหล่เพื่อเอามาเปลี่ยนกรณีชิ้นส่วนบางอย่างเสียหายแล้วล่ะก็ คงไม่มีพี่ไทยเราคนไหนยอมซื้อมันแน่ ๆ

Technorati Tags: , , , , , ,

ผังองค์กรของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 24 November 2006 11:22 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็น

ถ้าใครออกมาทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วการทำงานที่ว่าก็เป็นพนักงานประจำด้วย แถมอยู่ในองค์กรใหญ่โตด้วย ผมว่าคงยากนะ ถ้าจะมีคนที่ไม่คิดทะเยอทะยาน หวังจะไต่เต้าขึ้นไปสู่ที่สูง ๆ น่ะจริงแมะ?

ก็อย่างที่เคยโม้ไว้ ตราบใดที่ยังเป็นพนักงานประจำ ใคร ๆ ก็อยากจะก้าวหน้าทั้งนั้นแหล่ะ ขนาดตำรวจกับทหาร ก็ยังห่วงการอวยยศเลื่อนตำแหน่งเลย ต่อให้ใจแข็งยังไงก็ยังต้องมีคิดบ้างแหล่ะ นับประสาอะไรกับพนักงานบริษัทอย่างคนทั่ว ๆ ไป

ปรกติแล้วผมจะให้ความสนใจกับผังองค์กรมากเลยครับ โดยเฉพาะกับผังองค์กรขององค์กรทางด้านคอมพิวเตอร์ ผมจะดูว่าใครอยู่ตรงไหน มีตำแหน่งอะไรบ้าง แล้วใครใหญ่อยู่ตรงไหนบ้าง เพราะผมต้องไปคุยกับคนเหล่านี้ เพื่อให้เขาทำงานให้ผม หรืออำนวยความสะดวกให้ผม

ผมผ่านองค์กรมาหลายที่แล้ว เห็นผังองค์กรมาแต่ล่ะที พบว่าบางองค์กรก็มีผังองค์กรที่เรียบง่าย แต่บางองค์กรก็มีผังองค์กรที่สลับซับซ้อน แถมมีหน่วยงานไร้สาระอยู่ในนั้นด้วย

ผังองค์กร

องค์กรทางด้านคอมพิวเตอร์เอง ก็ต้องมีผังองค์กรเช่นกัน เพื่อใช้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และใช้ในการควบคุมปกครอง ทราบกันมั้ยครับว่า ผังองค์กรยังสะท้อนถึงงบประมาณด้วย เพราะการมีกล่องเกิดขึ้น ย่อมหมายถึงเงินงบประมาณที่จะโยนเข้าไปในกล่อง ซึ่งก็คือค่าแรงของคนที่เกาะอยู่กับกล่องนั้นนั่นเอง

รุ่นก่อนผมไม่กี่ปี จะเป็นระดับผู้จัดการได้ อายุแค่ 33 ปีก็เป็นได้แล้ว อย่างมากก็ 35 ปี แต่เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าปัจจุบันคนจะเป็นผู้จัดการได้ ต้องเฉียด ๆ 40 ปี ส่วนคนเป็น Team Lead กลับมีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ผมว่าอีกสิบปี สงสัยคนจะเป็นระดับผู้จัดการได้ คงต้องอายุเฉียด ๆ 50 ปีแหง ๆ เลย

สาเหตุคงเป็นเพราะคนเก่าก็อยู่ต่อไป คนใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้เวลาในการได้รับการอวยยศเลื่อนตำแหน่ง ถูกทำให้ทอดยาวขึ้นไปนั่นเอง

บางองค์กรคอมพิวเตอร์ กลัวว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์จะรอการอวยยศเลื่อนตำแหน่งเพื่อจะได้อยู่ในกล่องที่ตัวเองต้องการไม่ไหว ก็พยายามจะสร้างกล่องเทียมขึ้นมาประเภทตำแหน่ง “รอง” หรือ “ผู้ช่วย” อะไรประมาณนี้ เพื่อจะดึงเวลาให้บุคลากรอยู่กับตัวเองให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้

ผมมองว่าการที่ประเทศไทยเราผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตทางด้านไอทีได้มากขึ้นทุกปี อีกทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการของประเทศไทยซึ่งขยายตัวที่ 4% ในแต่ล่ะปี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าการขยายตัวที่ว่าจะรองรับบัณฑิตและมหาบัณฑิตทางด้านไอทีทั้งหมดได้หรือเปล่า

ถึงตอนนั้นบริษัทต่าง ๆ ก็คงต้องมานั่งทบทวนผังองค์กรคอมพิวเตอร์ขององค์กรของตัวเองล่ะครับ ว่าจะปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบใดเพื่อรองรับการขยายตัวนี้ ซึ่งอันนั้นก็คงเป็นปัญหาของพวกเขาแหล่ะครับ เอิ๊ก ๆ

Technorati Tags: , ,

Fundamentals of speech recognition 23 November 2006 4:59 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 9 ความคิดเห็น

Fundamentals of speech recognitionผมเคยเกริ่น ๆ เอาไว้ในบล็อกนี้เมื่อหลายเดือนก่อนครับ ว่าผมจบมาโดยการทำปริญญานิพนธ์เรื่อง speech recognition มาวันนี้ผมก็เลยจะเอาหนังสือที่ครั้งกระโน้นผมเคยใช้มันเป็นคัมภีร์ ตะลุยผ่าหกด่าน ประหารหกนายทัพ วิ่งเข้าสู่เส้นชัยของความสำเร็จ มาอวดให้ดูหน่อย

สมัยผมอ่ะนะ (สิบกว่าปีก่อน) การจะซื้อ Text Book ที่เราต้องการซักเล่มนึงจากต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องยากโคตร ๆ เลยล่ะ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ง่ายบรมเลย แค่ค้นจาก amazon หรือไม่ก็จาก eBay แล้วก็จ่ายด้วย paypal แล้วให้ paypal มาตัดบัตรเครดิตอีกทีนึง แล้วก็รอ ร๊อ รอ อีกไม่ถึงอาทิตย์ หนังสือมันก็หล่นปุ๊มาที่บ้านให้ยลโฉมได้แล้ว ง๊ายง่ายยยยยยย

หนังสือเล่มนี้มีวิธีการซื้อที่ไม่เหมือนสมัยนี้หรอกครับท่าน วิธีการซื้อก็แสนจะยุ่งยาก เพราะถึงแม้ตอนนั้นเว๊ปไซต์ต่าง ๆ จะเริ่มรับบัตรเครดิตแล้ว แต่นักศึกษาอย่างผมไม่มีบัตรเครดิตครับ แถมสมัยนั้นไม่มีใครไว้ใจ e-commerce กันเลย กลัวโดนโกง แล้วจะซื้อได้ไง?

ตอนแรกนะ ผมต้องร่างจดหมายครับ ไม่ผิดหรอกจดหมายที่เป็นกระดาษนั่นแหล่ะ แล้วก็พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ ตอนนั้นจำได้ว่าใช้ Microsoft Word 1.0 พิมพ์ขึ้นมา พิมพ์เป็นแบบ Full Block ด้วย (ตอนนั้น Word 1.0 ไม่มี Wizard ครับ คนจะพิมพ์จดหมายแบบ Full Block ได้ ต้องเรียนมาเลย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่กดอย่างเดียวก็ได้ผลลัพท์แล้ว)

ในเนื้อความของจดหมายก็ร่ายเลยในย่อหน้าแรก ว่าไปรู้จักหนังสือกับบริษัทได้ไง อย่างนั้นอย่างนี้ พอมาย่อหน้าสองก็บอกว่าจะสั่งซื้อสินค้าอ่ะนะ แล้วย่อหน้าสามก็ค่อยบอกว่าจะซื้อสินค้าตัวไหน ผมงี้ต้องไปจดเลข serial no ของหนังสือมาเลยนะ พร้อมราคาด้วย ก็เขียนมันไว้ในย่อหน้าสามนั่นแหล่ะ

ย่อหน้าสุดท้ายก็บอกเค้าว่าได้แนบเอาเงินมาด้วยแล้ว และก็หวังว่าจะได้รับหนังสือในเร็ววัน

ทีนี้เรื่องเงิน ทำไงดีวะเนี่ย ตอนนั้นผมก็คิดงั้นนะ แล้วก็ไปรู้มาว่าเราสามารถส่งเป็น draft ธนาคารได้ ก็ต้องเอาเงินบาทไทย ไปแลกเป็น draft ธนาคารมา ผมเลือกไปแลกที่ธนาคารกรุงเทพด้วย เพราะเห็นเป็นธนาคารใหญ่ที่สุด น่าจะขึ้นเงินที่ต่างประเทศได้

ในที่สุดก็ได้จดหมายซะที ในซองก็บรรจุจดหมายที่ผมร่างขึ้นมาเพื่อสั่งซื้อหนังสือ แล้วก็มี draft ธนาคารอยู่ข้างในด้วย เสร็จสรรพก็ไปไปรษณีย์ ลงทะเบียนจดหมายส่งไป ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากนั้นก็มานั่งภาวนาเพื่อให้ของส่งมาในเร็ววัน เพราะหนังสือเล่มนี้ผมสั่งซื้อด้วยราคาสูงถึง 3,600 บาท กลัวโดนโกงโคตร ๆ เลย

หลาย ๆ อาทิตย์ต่อมาก็มีจดหมายส่งมา เป็นจดหมายกระดาษครับในนั้นมีจดหมายหนึ่งฉบับ พร้อมทั้ง draft ธนาคารของผมเหน็บมาด้วย ใจความจดหมายบอกว่า บริษัทเขามีสาขาอยู่ที่สิงค์โปร ขอให้ผมไปสั่งซื้อที่สิงค์โปรแทน

เวร!!!!! ผมต้องเริ่มใหม่หมดเลย ร่างจดหมายใหม่ แลก draft ธนาคารใหม่ ส่งใหม่ ทุกอย่างใหม่หมดเลย คือไม่ได้อยากได้ประสบการณ์อะไรซ้ำซากหรอกครับ แต่ก็ต้องทำอ่ะ เพราะดันเสนอหัวข้อปริญญานิพนธ์ไปแล้วด้วย อันนี้เรียกว่าความซวยไม่เคยปราณีใคร

สุดท้ายผมก็ได้หนังสือเล่มนี้มาจนได้ ตอนที่ได้มาตื่นเต้นมาก แต่ที่ตกใจและสยองยิ่งกว่าก็คือ ปกหลังของหนังสือบอกว่า มันเป็นหนังสือของ “วิศวกรรมไฟฟ้า” และยิ่งเปิดข้างในยิ่งตกใจขึ้นไปอีก เพราะมันละเลงไปด้วยสมการททางคณิตศาสตร์ที่ตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มา ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน

ผมก็เลยต้องรับกรรมซ้ำสอง นั่งอ่านมันทุกวี่ทุกวัน จนเข้าใจมันในระดับหนึ่ง ถึงได้ทำปริญญานิพนธ์จบมาได้เนี่ยแหล่ะ

ป.ล. ผมเห็นหนังสือเล่มนี้ขายแถวมาบุญครองเมื่อไม่นานมานี้ ราคาเล่มล่ะ 500 บาท ผ่านมาแค่สิบปี ทำไมราคามันตกได้ขนาดนี้ล่ะเนี่ย T-T

Technorati Tags: , ,

Programming Microsoft Visual C++ 22 November 2006 10:47 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 7 ความคิดเห็น

ผมเชื่อว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่เป็นสาวกของไมโครซอฟท์ น่าจะหันมาใช้ IDE อย่าง Microsoft Visual Studio.NET กันหมดแล้วเน้อะ คิดว่า คิดว่า

แต่สำหรับคนที่ทำงานมาก่อน และก็ไม่ได้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่แล้ว น่าจะประสบปัญหาที่คล้าย ๆ กันก็คือ ซอฟต์แวร์ที่ตนเองหรือทีมงานของตนเองพัฒนาขึ้นมานั้น ไม่สามารถที่จะย้ายมาอยู่บน Visual Studio.NET ได้ ซึ่งซอฟต์แวร์เหล่านั้น อาจจะสร้างมาจาก Visual Basic 6.0 หรือ Visual C++ 6.0 ซึ่งการจะย้ายมาบน Visual Studio .NET ได้นั้น มีความหมายเดียวนั่นก็คือการเขียนใหม่ยกแผง

แต่ผมก็รู้อีกนั่นแหล่ะว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสดี ๆ แบบนั้นหรอก เพราะลูกค้าหรือผู้ใช้ก็มักจะมีความต้องการใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แถมถ้าระดับผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสำคัญ และไม่ส่งเสริมให้ย้ายไปสู่ IDE ใหม่แล้ว นักพัฒนาซอฟต์แวร์เหล่านั้นก็ยากนักที่จะมีโอกาส หรือเวลาที่จะมาเขียนซอฟต์แวร์ที่ตนเองดูแลอยู่แบบยกแผงใหม่ได้ จึงต้องรับกรรม นั่งปรับแก้ซอฟต์แวร์ที่สร้างจาก IDE เก่า ๆ ต่อไป

ดังนั้นเพื่อเป็นการเอาใจมิตรรักแฟนเพลง ผู้ยังใช้ชีวิตอันน่าน้อยใจ ที่ยังต้องแก้ซอฟต์แวร์ที่เขียนด้วย IDE เดิม ๆ เหล่านี้ ผมจึงนำ e-book สำหรับ Microsoft Visual C++ 6.0 มาให้โหลดไปอ่านแก้เซ็งกันครับ กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลดโลดเลย

Programming Microsoft Visual C++

Technorati Tags: , , ,

Sidewalk 21 November 2006 9:22 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Review , 8 ความคิดเห็น

เว๊ปนี้แปลกดีครับ ผมเจอแล้วเอามานำเสนอให้ดู คือคุณสมบัติของเขาก็คือ เขาจะสร้าง web form ให้เราอัตโนมัติ แล้วให้เราเอาโค้ดของ web form มาแปะไว้ในเว๊ปเรา เมื่อมีคนมากรอกข้อมูลใส่ใน web form ทาง Sidewalk ก็จะช่วยเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ให้ ไม่ต้องเปลืองเนื้อที่โฮสต์ของเรา

เข้าใจว่าเขาทำมาเพื่อเว๊ปไซต์ที่ไม่มี cgi เป็นของตัวเอง, หรือไม่ก็เพื่อ blogger ซึ่งใช้ free blog แต่ไม่มีทั้ง cgi หรือฐานข้อมูล แล้วอยากจะทำ web form เพื่อเก็บข้อมูลอะไรบางอย่างเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นภายหลัง

ผมแค่ผ่าน ๆ ครับ ยังไม่ได้ลองลงทะเบียนเลย แต่ก็คิดว่าน่าสนใจนะ ตามหลักการของ Software as a Service เป๊ะเลย

Sidewalk

Technorati Tags: , , ,

Computer Engineering vs Computer Science 20 November 2006 11:21 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 47 ความคิดเห็น

ผมมักเข้าไปอ่านในกระทู้พันธ์ทิพย์บ่อย ๆ ครับ ก็มีแวะไปที่ Tech Exchange บ้างเหมือนกัน ที่นั่นนอกจากมีกระทู้ร้อนแรงประเภทว่าค่าแรงของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรเป็นเท่าไหร่ดี? ก็ยังมีอีกหัวข้อนึงที่ร้อนแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ … Computer Engineering กับ Computer Science อันไหนดีกว่ากัน หรือ Computer Engineering กับ Computer Science ควรเลือกเอ็นสะท้านเข้าอย่างไหนดี

ตั้งกระทู้แบบนี้ก็ทะเลาะกันน่ะสิครับ ความเห็นงี้ยาวเป็นหางว่าวเลย ซัดกันนัวเนียทีเดียว ผมล่ะหน่าย อ่านทีไรทำใจทุ้กที

ผมล่ะคันมือยิบ ๆ อยากจะบอกพวกที่ทะเลาะกันเหลือเกินว่า การจะเห็นว่าอะไรดีกว่าอะไร หรือจะเลือกอะไร ๆ ที่ว่านั่นน่ะ เราต้องทำความเข้าใจรากเหง้าของมันซะก่อน เราถึงค่อยตัดสินใจ ว่าแล้วผมก็ทำรูปมาให้ดูเลยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คอมพิวเตอร์คือเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งอิเลกทรอนิกส์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยไฟฟ้า โอเคมั้ย งั้นเริ่มเลย

แผนภาพสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์

(สำหรับคนที่ไม่เข้าใจตัวย่อ จะขออธิบายดังนี้ วศบ. คือ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต, วทบ. คือ วิทยาศาสตร์บัณฑิต และ บธบ. คือ บริหารธุรกิจบัณฑิต)

จากภาพจะเห็นว่าระบบเครื่องกลกับระบบไฟฟ้าจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะระบบไฟฟ้าสามารถสั่งงานให้มอเตอร์หมุนได้ และระบบเครื่องกลก็เป็นไดนาโมหมุนให้เกิดระบบไฟฟ้าขึ้นมาได้ (เอ่อ ผมก็รู้อ่ะครับว่าทุกวันนี้เมืองไทยเราตะบี้ตะบันเผาถ่านหินกับเผาน้ำมันมาใช้ปั่นไฟให้เราอ่ะครับ ซึ่งอันนั้นผมถือว่าเป็นระบบเคมีอ่ะครับ ขอถือว่าเป็นอีกประเด็นแล้วกัน)

ระบบเครื่องกลเป็นงานของคนจบวิศวกรรมเครื่องกล ในขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลัง เป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมไฟฟ้า ใช่แมะ? ที่สำคัญเด็กไฟฟ้าก็รู้วิธีในการใช้ไฟฟ้าควบคุม stepping motor ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังในการทำให้เครื่องจักรกลทำงาน (อันนี้เป็นหลักการของการควบคุมหุ่นยนต์เลยนะเนี่ย)

แต่เนื่องจากว่าการที่เราจะควบคุมไฟฟ้ากำลัง แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ก็เลยต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์ขึ้นมา เพราะระบบอิเลกทรอนิกส์เป็นระบบควบคุมสัญญาณไฟฟ้า และตัวของระบบเองก็แปลงกำลังไฟฟ้ามาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งคนที่จบวิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์มา ย่อมรู้ดีว่าจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังไง เพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังทำงานอย่างที่ตัวเองต้องการ

ทีนี้ระบบอิเลกทรอนิกส์ก็ก้าวหน้ามาก จนมนุษย์เราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ที่สลับซับซ้อนขึ้นมาจนได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนมันก็อยู่ตรงที่คอมพิวเตอร์มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขียนโปรแกรมควบคุมมันได้อีกทอดนึง ดังนั้นระบบฮาร์ดแวร์เชื่อมประสานกับระบบซอฟต์แวร์ก็เลยกลายเป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งมีความเข้าใจในพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, มีความเข้าใจในระบบอิเลกทรอนิกส์ และมีความเข้าใจในภาษาคอมพิวเตอร์ (ซึ่งเป็นภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์นั้น ๆ) ดังนั้นหน้าที่ในการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อควบคุม และสื่อสารกับคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบาทของวิศวกรคอมพิวเตอร์ไปโดยปริยาย

ในโลกนี้มีโจทย์ตั้งมากมายรอให้แก้ไขอยู่ ตั้งแต่โจทย์ง่ายแสนง่าย ไปจนถึงโจทย์ยากมหาหิน ซึ่งโจทย์ส่วนใหญ่จะแก้ไขได้รวดเร็วมาก หากเราประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ไขให้ ดังนั้นจึงเป็นงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามทฤษฎีที่มีการคิดขึ้นมา

จะเห็นว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็จะได้บทสรุปในระดับหนึ่งแล้วว่า Computer Engineering กับ Computer Science มันต่างกันตรงไหน

ทีนี้เรามาดูในสังคมการศึกษาของไทยเรา อย่างที่เรารู้กันว่าคะแนนเอ็นสะท้านของวิศวะจะสูงปรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ในขณะที่ของวิดยาอยู่กลาง กล๊าง กลาง หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนสติปัญญาดีจะไปเรียนวิศวะกันเยอะนั่นเอง

เรื่องเรียนหนังสือมันก็เรื่องหนึ่งครับ เรื่องของการจ้างแรงงานในระบบอุตสาหกรรมของไทยก็อีกเรื่องหนึ่ง จากภาพที่ผมวาดไว้ข้างบนจะเห็นว่า ระบบฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นงานโดยตรงของคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้น มีการต่อเชื่อมอย่างใกล้ชิดกับระบบอิเลกทรอนิกส์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรคอมพิวเตอร์จะได้ทำงานตรงกับบทบาทของตัวเองได้ หากอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ของไทยเราขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลเหมือนประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยเรา เป็นเซียนทางด้านการนำเข้าระบบอิเลกทรอนิกส์ทั้งปวง อีกทั้งเราก็เป็นเซียนเรื่องการประกอบอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์อีกต่างหาก ไอ้เรื่องจะมาวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ สงสัยต้องรอไปอีกนาน

มันจึงทำให้ทุกวันนี้คนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต้อง downgrade apply ตัวเอง ลงมาทำงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ, งานพัฒนา search engine, งานพัฒนา speech recognition, งานพัฒนา OCR ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เค้า

ทางคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เองก็สาหัสไม่แพ้กันครับ เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังถูกแย่ง segment ของตัวเองไปอีกต่างหาก ก็เลยต้อง downgrade apply ตัวเองเหมือนกัน ลงไปทำงานพวกซอฟต์แวร์ ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี, ซอฟต์แวร์พัสดุ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบคอมพิวเตอร์ธุรกิจเค้า

ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงคนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะครับ ว่าเขาจะต้อง downgrade apply ลงไปทำอะไร !!!

จะเห็นว่าหากอุตสาหกรรมของประเทศ ขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลตามสภาวการณ์ที่มันควรจะเป็น ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรา ก็จะได้ยืนอยู่บน segement ของตัวเองได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาครับ

ป.ล. ผมเองก็จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ ไม่ได้คิดจะกล่าวกระทบคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ครับ ผมพูดตามสภาวะที่เป็นจริงครับ ดังนั้น อย่าโกรธผมเลยนะคร้าบบบบบได้โปรด

Technorati Tags: , , , , , ,

เรือดำน้ำ 19 November 2006 8:59 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 11 ความคิดเห็น

บางคนอาจจะคิดว่าพวก geek ทางคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย คงจะคร่ำเคร่งอยู่กับการเรียนรู้แต่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ซะส่วนใหญ่ แต่คงไม่ใช่กับผมอ่ะครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมก็ค่อนข้างจะจำเจกับเรื่องคอมพิวเตอร์พอสมควรเลย เนื่องจากมันก็วน ๆ อยู่แค่นี้อ่ะครับ

ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์มันมีกรอบของมันครับ ถึงแม้เราจะดิ้นรนทุรนทุราย เวียนว่ายตายเกิด เรียนรู้อยู่นั่นแหล่ะ แต่มันก็อยู่ในขอบเขตของ ซอฟต์แวร์ และ ฮาร์ดแวร์ เท่านั้นเอง ที่สำคัญ geek ทางคอมพิวเตอร์ชอบเล่นกับ tools มาก ๆ พยายามฝึกใช้มันเพื่อชำนาญ แต่เมื่อชำนาญแล้วกลับพบกับความว่างเปล่า เพราะไม่รู้จะเอาความชำนาญไปแก้โจทย์อะไร เพราะไม่ได้ฝึกให้คิดโจทย์นั่นเอง

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือมาผิดทาง เพราะที่ถูกก็คือต้องตั้งโจทย์ก่อน แล้วจึงคิดหาว่าจะใช้ tools อะไรมาแก้โจทย์ แล้วจึงเรียนรู้ tools นั้น ๆ อีกทีนึง

ผมก็เลยไม่เคยรู้สึกสำนึกเสียใจอะไรเลย หากผมไม่รู้จัก tools หรือ IDE ที่เป็นที่นิยมหรือผมรู้จักแต่ใช้มันไม่เป็น เพราะ … ผมสนใจแต่การตั้งโจทย์ แล้วเลือก tools ที่เหมาะสมมาใช้แก้โจทย์เท่านั้นเอง

จะบอกว่าเป็นไอ้เชยก็ไม่สน เพราะสนแต่การตั้งโจทย์และแก้โจทย์อย่างเดียว !!! :-P

ทีนี้วกกลับมาเรื่องเรือดำน้ำดีกว่า เดี๋ยวจะไปไกลกว่านี้ วันนี้จะมาเล่าว่าเรือดำน้ำเป็นระบบอาวุธที่น่าสนใจมาก ๆ และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำจะประกอบด้วยระบบใหญ่ ๆ แค่สองระบบ คือ ระบบเครื่องกล และระบบไฟฟ้า

แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ เรือดำน้ำจะประกอบด้วยระบบใหญ่ ๆ สี่ระบบ คือ ระบบเครื่องกล, ระบบไฟฟ้า, ระบบอิเลกทรอนิกส์ และระบบคอมพิวเตอร์

เจ๋งเน้อะ เดี๋ยวนี้ระบบอาวุธแพง ๆ ล้วนต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ฝังในอยู่ทั้งนั้น และในเมื่อมันมีระบบคอมพิวเตอร์อยู่ด้วย เราจะพลาดได้ไงที่จะไม่สนใจมัน จริงมั้ย?

บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเรือดำน้ำเป็นระบบอาวุธที่เจ๋งเป้งมากและก็แพงโคตร ๆ ด้วย โดยเฉพาะเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีป ที่ดำน้ำลาดตระเวณไปตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งมันเป็นเหมือนโกดังอาวุธที่มีคนทำงานในนั้นเป็นร้อย ๆ คน มีระบบสาธารณูปโภคครบครันที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้า, ผลิตน้ำจืด และผลิตอากาศ เพื่อหล่อเลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างในนั้น

และที่สำคัญต้องมีระบบอาวุธและระบบสื่อสารที่ดีเยี่ยมด้วย!!!

ของแบบนี้ถ้าใช้ลูกเรือควบคุมอย่างเดียว ก็คงจะไม่ไหวแน่ ดังนั้นระบบเรือดำน้ำที่ทันสมัยเช่นนี้ จึงต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ฉลาด ๆ ควบคุมมันเอาไว้อีกที

ผมเชื่อว่าก่อนที่จะมีเรือดำน้ำเจ๋งเป้งแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรก็คงจะสุมหัวกันตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า จะทำยังไงดีหนอที่จะให้เรือดำน้ำมันผลิตไฟฟ้าเองได้, ให้มันผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ และให้มันควบคุมก๊าซไนโตรเจน, ก๊าซออกซิเจน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้พอเหมาะกับการหายใจของมนุษย์

และเมื่อคิดโจทย์ได้แล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้าง tools หรือค้นหา tools เพื่อมาแก้ปัญหาในโจทย์ที่ตนเองตั้งขึ้น จึงทำให้พวกเขารู้ว่าเรือดำน้ำสามารถใช้พลังงานนิวเคลียร์, ใช้พลังงานน้ำมันดีเซล และพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อมาหล่อเลี้ยงระบบต่าง ๆ

ทำให้พวกเขารู้ว่าการเปลี่ยนน้ำทะเลไปเป็นน้ำจืดสามารถทำได้ ก็ด้วยการดูดน้ำทะเลเข้ามาในห้องกลั่น แล้วใช้อุณหภูมิสูงมาก ๆ เพื่อทำให้เกิดหมอก แล้วเปลี่ยนหมอกด้วยอุณหภูมิที่ต่ำมาก ๆ เพื่อให้กลายเป็นน้ำจืด

ทำให้พวกเขารู้ว่าการสร้างก๊าซที่จำเป็นในการหายใจสามารถทำได้ ก็โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าสู่น้ำบริสุทธ์ด้วยวิธี Electrolysis

และทำให้พวกเขารู้ว่าการจะควบคุมสมดุลของระบบต่าง ๆ ในย่อหน้าบน ๆ ได้ก็ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วย

ผมเลยคิดว่าเป็นเรื่องดีครับ ถ้าเราจะคิดโจทย์ก่อนแล้วค่อยหา tools มาแก้ปัญหาน่ะ

Technorati Tags: , , ,