กระโดดไปยังแผงนำทาง

ข้างหลังภาพ Offshoring 31 January 2007 10:50 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 4 ความคิดเห็น

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีใครอยากให้ประเทศไทยเป็นเหมือนอินเดียอยู่หรือเปล่า ที่จะให้เมืองไทยเราเป็นผู้ส่งออกบริการซอฟต์แวร์ หรืออยากให้เมืองไทยเราเป็น Silicon Valley แห่งที่สามของโลก

จำได้ว่าเคยแวะไปหลาย ๆ เว๊ปไซต์และหลาย ๆ บล็อก ที่มีการถกเถียงกันว่าโดยคุณสมบัติแล้ว ประเทศไทยเราจะเป็น Sillicon Valley แห่งที่สามของโลกได้หรือเปล่า? ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นได้หรือไม่ได้ ผมคงไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเรื่องนี้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว

การที่กลุ่มทุนในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ และสหภาพยุโรป เลือกแบ่งเอาภาระงานบางอย่าง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ใช่แกนกลางหลักในการทำรายได้ของกลุ่มทุน อีกทั้งเป็นภาระงานที่สร้างต้นทุนสูงให้กับการดำเนินงานของกลุ่มทุน จนทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มทุนลดลง

เมื่อเลือกได้แล้วจึงส่งมอบภาระงานเหล่านั้นมาให้กับประเทศกำลังพัฒนา ผ่านการทำธุรกรรมที่เรียกว่าการ Offshoring นั้น น่าจะถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราหรือเปล่า? อันนี้คงต้องค่อย ๆ คิดเป็นขั้นเป็นตอนไป

ถ้าเราสังเกตุดี ๆ เราจะพบว่าประเทศพัฒนาแล้ว มักเลือกภาระงานสำคัญ ๆ อย่างการผลิตสินค้า Hi-Tech เอาไว้กับตัวเอง ในขณะที่การผลิตสินค้า Low-Tech จะผลักมาให้กับประเทศกำลังพัฒนาไปทำแทน

จนเมื่อการปฏิวัติสารสนเทศเกิดขึ้น รูปแบบการผลักภาระงานก็มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้น โดยนอกจากประเทศพัฒนาแล้วจะผลักการผลิตสินค้า Low-Tech มาให้กับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ยังผลักภาระการบริการหลาย ๆ อย่างมาให้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย ซึ่งหนึ่งในการบริการดังกล่าวก็คือ Outsourcing Software Service หรือ Offshoring Software Service นั่นแหล่ะ

พวกเราจะรู้สึกดีใจมั้ย ถ้ามีใครผลักงาน “เบ๊” มาให้พวกเรา :-P แต่งานมันเงินดีนะ แถมยังเป็นงานใช้สมองด้วย!!!

มองในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว ก็น่าจะถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะการรับงาน Offshoring Software Service แบบนี้ มันช่วยนำเข้าดอลลาร์สหรัฐได้ดีนักแล :-P รัฐบาลเราจะได้เอาดอลลาร์มาเป็นทุนสำรองเงินตรา แล้วก็พิมพ์ธนบัตรไทยและเหรียญกษาปน์ไทยออกมาเยอะ ๆ

แล้วพอรัฐบาลปั๊มเงินออกมาได้เยอะแยะ ก็จะได้นำเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ แล้วธนาคารพาณิชย์ก็ปล่อยกู้ให้กับกิจการร้านค้าไปลงทุน

จากนั้นกิจการร้านค้าก็เอาเงินไปจ่ายค่าวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป แล้วก็จ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างพวกเราให้ทำงานให้ สุดท้ายก็เอาเงินกำไรที่ได้ เจียดส่วนหนึ่งจ่ายเป็นภาษีให้กับรัฐบาล เพื่อให้กระแสเงินสดไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป

แบบนี้ก็ดีนะ!!!

ทีนี้มันก็เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาครับ เพราะว่าประเทศพัฒนาแล้วเริ่มเห็นว่าตัวเองคิดผิดครับ ไม่เคยคิดว่างาน “เบ๊” เหล่านั้นที่ตนเองไม่อยากทำ จะสร้างกำไรสุทธิได้มากมายขนาดนี้ พวกเขาก็เลยตระหนักถึงคุณค่าของการบริการครับ ก็เลยผนวกเทคโนโลยีเข้ากับทฤษฎีระบบการบริการซะเลย

แล้วก็เลยกลายเป็น Software as a Service อย่างที่เห็นเนี่ยแหล่ะครับ ซอฟต์แวร์กลายเป็นการบริการ ไม่ใช่เป็นผลิตภัณฑ์อีกต่อไป ซอฟต์แวร์จะไม่ถูกผลิตออกมาเป็นล้าน ๆ กล่องเพื่อขาย แต่มันจะอยู่บน Web Server ที่ซึ่งลูกค้าเป็นล้าน ๆ คนจะสามารถเข้าถึงได้

ซอฟต์แวร์จะถูกส่งถึงเรา ในขณะที่เงินของเราจะกลายเป็นค่าบริการที่ส่งถึงผู้ให้บริการซอฟต์แวร์!!!

ชะรอยว่าในอนาคต คนไทยเราคงจะต้องเอาเงินบาทไปแลกเป็นเงินดอลลาร์ เพื่อจ่ายค่าบริการซอฟต์แวร์ของประเทศพัฒนาแล้วเป็นแน่แท้ เหมือนอย่างที่หลาย ๆ คนตอนนี้จ่ายค่าธรรมเนียม eBay, ค่าธรรมเนียม PayPal, ค่าธรรมเนียม AdWords และค่าธรรมเนียม AdBrite ซะหลังแอ่นอยู่ตอนนี้ยังไงล่ะ :-P

Technorati Tags: , , ,

Battlefield Earth 30 January 2007 9:32 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 13 ความคิดเห็น

พอดีว่าผมไปเช่าวีซีดีหนังเก่าเก็บเรื่องนึงมาดูครับ เรื่อง Battlefield Earth หนังแนววิทยาศาสตร์ ซึ่งพอลองสืบค้นใน wikipedia แล้วก็ได้รู้มาว่า ตอนเป็นนิยายวิทยาศาสตร์นั้น Battlefield Earth ขายดีมาก แต่พอเอามาทำเป็นหนังกลับกลายเป็นหนังยอดแย่ไป

ปรกติแล้วผมไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียดของภาพยนต์เท่าไหร่ อีกทั้งผมเองก็ไม่ใช่นักวิจารณ์ด้วย ในใจลึก ๆ คิดแต่ว่าเขาทำหนังมาให้ดู ก็บุญจะแย่อยู่แล้ว อย่าไปอะไรกับเขามากนักเลย

เนื้อหาในหนังเล่าถึง ค.ศ. 3000 ซึ่งตอนนั้นโลกมนุษย์โดนมนุษย์ต่างดาวยึดไปแล้ว มนุษย์โลกโดนเข่นฆ่าจนเหลือเพียงชนกลุ่มน้อยกระจัดกระจาย ส่วนใหญ่ถูกจับเป็นทาสเพื่อทำเหมือนทองคำให้กับมนุษย์ต่างดาว

พระเอกของเรื่องเป็นมนุษย์และก็ถูกจับเหมือนกัน แต่ก็ด้วยความบังเอิญ ที่มีงานบางอย่างที่มนุษย์ต่างดาวเองก็ทำไม่ได้ แล้วก็อยากให้มนุษย์อย่างพระเอกทำ ก็เลยลงเอยที่มนุษย์ต่างดาวต้องทำให้พระเอกมีความรู้ขึ้นมา เพื่อจะได้ช่วยงานตนได้ ความรู้ที่ว่าก็รวมถึงการทำให้พระเอกสามารถพูด, ฟัง, อ่าน และเขียนภาษาของมนุษย์ต่างดาวได้ด้วย

จุดที่ผมสนใจในเรื่องมีอยู่ 3 จุด ซึ่งจับเป็นประเด็นมาโม้ได้ ดังนี้

จุดแรก

เป็นประโยคที่มนุษย์ต่างดาวพูดกับพระเอก เพื่อจะบอกให้พระเอกรู้ว่า ทำไมมนุษย์อย่างพระเอกถึงไม่มีทางสู้กับมนุษย์ต่างดาวอย่างมันได้

ตอนที่พวกเราบุกโลกนั้น ด้วยกองทัพและวิทยาการอันทันสมัยที่พวกแกมี สามารถต้านทานพวกเราได้เพียง 9 นาทีเท่านั้น แล้วพวกแกก็พ่ายแพ้ย่อยยับ ถูกทำลายเผ่าพันธุ์จนเหลือเพียงน้อยนิดอย่างที่เห็น

ถ้าทำได้อย่างที่โม้จริง ๆ นั่นก็แสดงว่าวิทยาการของมนุษย์ต่างดาวในหนัง คงมีความก้าวหน้ากว่ามนุษย์โลกเราน่าจะเป็นแสน ๆ ปีเลยมั้งครับเนี่ย?

ผมเคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตนะ ไม่รู้ใครเขียนเอาไว้ จะเอามาอ้างอิงก็ไม่ได้ แย่จริง แต่ที่อ่านเจอบอกไว้อย่างนี้นะ บอกไว้ว่า ประเทศไทยเรานั้นล้าหลังทางวิทยาการความก้าวหน้า, กำลังการผลิต และความมั่งคั่ง เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วเป็น 100 ปี (ผมว่าจำนวนปีมันยังน้อยไปอยู่นะ)

ควรดีใจมั้ยเนี่ย? สำหรับผมแล้วก็ยังโอเคอยู่นะ ถ้าอีก 100 ปีข้างหน้าคือ พ.ศ. 2650 ประเทศไทยเราสามารถมีวิทยาการความก้าวหน้า, มีกำลังการผลิต และมีความมั่งคั่ง เทียบได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2550 ในเวลานี้

ถึงตอนนั้นประเทศไทยเราคงส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์, สร้างสถานีอวกาศโคจรรอบโลก, สร้างเรือดำน้ำแล่นไปมาในมหาสมุทร :-P ในขณะที่ถึงตอนนั้น สหรัฐอเมริกาก็คงส่งยานอวกาศขนาดยักษ์ ไปโคจรอยู่รอบ ๆ สุริยะจักรวาลอ่ะครับ

จุดที่สอง

เป็นตอนที่มนุษย์ต่างดาวลากตัวพระเอกไปเรียนหนังสือครับ ผมชอบตอนนี้มาก เพราะการเรียนรู้ในแบบมนุษย์ต่างดาวนั้น มันง่ายจริง ๆ เลยพับผ่าสิ เพราะใช้ระบบเรียนรู้โดยการใช้เครื่องส่งพลังจิต ทำการ upload ความรู้เข้าสมองของมนุษย์โดยตรง เป็นการเรียนลัดแบบรวดเร็ว ไม่กระทบกระเทือนต่อสมอง ไม่ทำให้ระบบเคมีและระบบกระแสไฟฟ้าในสมองเสียหาย ไม่ทำให้กลายเป็นบ้าด้วย ดี ๆ :-)

ซึ่งการทำแบบนี้ได้ต้องมีวิทยาการสูงมาก ๆ เลยมั้ง เพราะการจะทำแบบนี้ได้ก็ย่อมแสดงว่า มนุษย์ต่างดาวมีความรู้ความเข้าใจในระบบสมองของสิ่งมีชีวิตอย่างดีเลยล่ะ สงสัยมนุษย์ต่างดาวจะเรียน Brain Computer Interface มาก่อนก็เลยทำได้ :-P

Telepathic Training Machine

ผมว่ามันน่าจะดีมาก ๆ เลยนะ ถ้าหากเราสามารถยัดความรู้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าสมองของเราได้ ด้วยความรวดเร็วแบบนี้

จุดสุดท้าย

ความรู้เป็นแหล่งกำเนิดอำนาจที่สำคัญมากในระยะยาวครับ ในหนังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มนุษย์โลกซึ่งมีความรู้ห่างชั้นกว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นแสน ๆ ปีนั้น มีชีวิตไม่ต่างจากสัตว์ในสายตามนุษย์ต่างดาวเลยครับ

Technorati Tags: , , , , ,

Hack Proofing Your Wireless Network 29 January 2007 9:33 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 2 ความคิดเห็น

เห็นเดี๋ยวนี้ที่ไหน ๆ ก็ใช้ wireless LAN กันหมดแล้ว งั้นแจกอีบุ๊คส์เล่มนี้ให้ไปอ่านเล่นกันดีกว่า ว่ากลไกช่องโหว่ของ Wireless LAN มันมีอะไรบ้าง :-P กดเพื่อดาวน์โหลดโลดครับ

Hack Proofing Your Wireless Network

Technorati Tags: , , , , ,

Sound Tag 28 January 2007 10:37 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 2 ความคิดเห็น

ดูเหมือนว่าตอนนี้การเล่น Tag จะเป็นโรคระบาดอย่างนึงเหมือนกับโรคไข้หวัดนกแล้วครับ :-P ผมได้รับเกียรติอีกแล้ว คราวนี้เป็นคุณ ipats ครับ ที่ยิง Sound Tag มาให้

อ้างอิงจากบล็อกคุณ chubby เห็นว่ามีขั้นตอนยุ่งยากดี โดยมีกติกาคือ

ให้นำเอาชื่อเพลงหรือเนื้อเพลงที่สุ่มได้ มาเขียนบรรยายเรื่องของตัวเอง แต่ทีนี้ว่าผมไม่เคยมีเพลงในโน๊ตบุ้กของผมเลย ผมจึงขอแหกกติกานิดหน่อย โดยขอเลี่ยงไปเป็นการลอกชื่อเพลง 20 ชื่อจากแผ่นเพลงแทน คงไม่ว่ากัน เมื่อได้แล้วก็เรียงลำดับดังนี้

(more…)

คนไทย 28 January 2007 11:41 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 5 ความคิดเห็น

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 64,900,000 คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรโลกที่ 0.99%

คิดถ้วน ๆ ว่ามี 65,000,000 คน

ถ้าเราจัดคนไทยมาเข้าแถวตอนเป็นจำนวน 6,500 แถว แต่ล่ะแถวมีจำนวนคน 10,000 คน ก็จะได้คนเท่ากับ 65,000,000 คนพอดี

ประเทศไทยเราจะมีพื้นที่กว้าง ๆ พอจะจัดแถวตอนที่ว่าได้ไหมหนอ?

ผมเองก็ไม่เคยเห็นคนมากมายขนาดนี้ มาจัดเรียงแถวตอนที่ว่าเหมือนกัน คงเป็นภาพที่ประทับใจน่าดูที่คนทั่วทั้งประเทศ มากระจุกตัวอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน เพื่อจัดแถวตอนแบบนี้

นึกภาพไม่ออกจริง ๆ

Technorati Tags: ,

อานุภาพแห่งสินค้าทดแทน 28 January 2007 11:09 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 6 ความคิดเห็น

ปัจจุบันผมยังคิดว่าพวกเรายังอยู่ในยุคแห่งการปฏิวัติสารสนเทศอยู่นะ โดยเป็นการปฏิวัติเป็นส่วน ๆ กันไป แยก ๆ กันปฏิวัติ

นิยามการปฏิวัติก็คงต้องหมายถึงความเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติสารสนเทศก็มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงที่โน้มเอียง, พึ่งพิง และอิงแอบอยู่กับระบบคอมพิวเตอร์, ระบบซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่าย

สินค้าทดแทนเองก็เป็นผลข้างเคียงจากการปฏิวัติสารสนเทศ เพราะเมื่อการปฏิวัติสารสนเทศสำเร็จเป็นส่วน ๆ ไปนั้น ก็จะทิ้งผลลัพท์เอาไว้ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างพวกเรา ที่เคยอุปโภคบริโภคสินค้าชนิดหนึ่ง แล้วหันเหไปอุปโภคบริโภคสินค้าชนิดใหม่

บางครั้งการหันเหจากสินค้าเดิมไปใช้สินค้าทดแทนตัวใหม่ อาจเป็นแบบปัจจุบันทันด่วน เปลี่ยนกันแบบรวดเร็ว ทันทีทันใด แต่บางครั้งก็ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ

ในหลาย ๆ ครั้ง สินค้าเดิมก็ยังคงอยู่ แต่อยู่ในฐานะร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ มีการใช้งานบ้าง แต่ก็กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มน้อย ที่ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งที่ตนเองเคยอุปโภคบริโภคอยู่ อันเนื่องจากความเคยชิน

ผมลองนึก ๆ ดูครับ ว่าปัจจุบันนี้เรามีสินค้าทดแทนอันเกิดจากการปฏิวัติสารสนเทศอะไรบ้าง ก็ได้ตามตารางข้างล่างนี้

ตารางสินค้าทดแทนอันเกิดจากการปฏิวัติสารสนเทศ

จากตารางข้างบน เป็นเพียงส่วนน้อยที่ผมนึกได้ คิดว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ใครหลายคนอาจจะนึกได้ แต่ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในตารางนี้

โดยพื้นฐานแล้วอานุภาพแห่งสินค้าทดแทน ไม่ส่งผลกระทบถึงผู้อุปโภคบริโภคอย่างพวกเรามากนัก เพราะถ้ามันออกมาใหม่ เราก็คิดนิดหน่อย จากนั้นก็ควักตังค์ในกระเป๋าจ่ายออกไปเพื่อซื้อมันมา แล้วก็หัดเรียนรู้ใช้งานมันอีกเล็กน้อย ก็สามารถใช้งานมันได้แล้ว

แล้วอานุภาพแห่งสินค้าทดแทน มันจะไปกระทบถึงใครล่ะเนี่ย?

มันเป็นคลื่นพลังที่กระแทกไปถึงธุรกิจที่ผลิตสินค้าเดิมครับ!!!

เมื่อวานผมโม้เอาไว้เรื่อง สาวกของคอมพิวเตอร์ ในนั้นนอกจากผมจะโม้เรื่องการจ้างงานที่ต้องการทักษะทางคอมพิวเตอร์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเขียนแฝงเอาไว้ก็คือ ธุรกิจจะประกอบด้วย “นายทุน” และ “แรงงาน”

การถูกสินค้าทดแทนแย่งส่วนแบ่งตลาดไป ย่อมทำให้สินค้าเดิมส่วนแบ่งตลาดน้อยลง ทำให้สัดส่วนของรายได้ลดลง อันนำมาสู่การเท่าทุนหรือขาดทุนของธุรกิจที่ผลิตสินค้าเดิมนั้น ๆ

เมื่อธุรกิจที่ผลิตสินค้าเดิมไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ ก็ย่อมนำมาซึ่งการเลิกกิจการ และทำให้ “พนักงาน” หรือ “ลูกจ้าง” ต้องตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลช่วยทำตัวเลขสถิตินี้ให้ดูนะ แต่ผมเชื่อว่าโดยส่วนใหญ่แล้วภาวะคนตกงานในประเทศไทย ซึ่งคนตกงานเหล่านั้นเป็นแรงงานนั่งโต๊ะและใช้สมองทำงาน มีสาเหตุมาจากการปฏิวัติสารสนเทศในสัดส่วนที่ไม่น้อยเลยล่ะ

ดูเหมือนว่าตราบใดที่เรายังต้องเป็นชนชั้นแรงงานอยู่ เราก็คงต้องทำนายอนาคตธุรกิจของบริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วย ว่าในอนาคตข้างหน้า บริษัทที่เราทำงานอยู่นั้น จะต้องเลิกกิจการไป เพราะต่อสู้กับสินค้าทดแทนที่อาจจะมีขึ้นในอนาคตไม่ได้หรือเปล่า

Technorati Tags: , , , , , , , ,

สาวกของคอมพิวเตอร์ 27 January 2007 6:32 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 6 ความคิดเห็น

ถ้ามองในแง่ทางมนุษย์ศาสตร์แล้ว ตั้งแต่อดีตบุพกาลจนถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าอารยธรรมของมนุษย์นั้น มีรูปแบบการอยู่ร่วมกัน เกาะเกี่ยวกัน อย่างเรียบง่ายที่สุด นั่นก็คือ จะแบ่งชนชั้นออกได้เป็น 2 ชนชั้นใหญ่ ๆ ได้แก่

  1. ชนชั้นปกครอง ผู้ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดแนวทางทั้งปวง เป็นชนกลุ่มน้อย แต่มีความเหนือกว่าชนส่วนใหญ่ และ
  2. ชนชั้นแรงงาน ผู้ซึ่งมีอำนาจน้อยกว่า แต่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ, สังคม, การเมือง และนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งเกาะเกี่ยวยึดโยงอยู่กับชนชั้นปกครอง

ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน การเกาะเกี่ยวกันก็ยังคงอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ชื่อเรียกขานอาจจะเปลี่ยนไป

สมัยก่อนอาจจะอยู่ในรูปของ “เจ้าครองนคร” ผู้ซึ่งเป็นชนชั้นปกครองที่ถือครองปัจจัยอย่าง “ที่ดิน”, ผู้ซึ่งมีชนชั้นแรงงานรายล้อมเป็นบริวารที่เรียกขานว่า “ไพร่”

สมัยนี้ก็เปลี่ยนไปเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่”, “คณะกรรมการบริษัท” ผู้ซึ่งเป็นชนชั้นปกครองที่ถือครองปัจจัยอย่าง “เงินตรา”, ผู้ซึ่งมีชนชั้นแรงงานรายล้อมเป็นบริวารที่เรียกขานว่า “พนักงาน” หรือ “ลูกจ้าง” แทน

เหล้าเก่าในขวดใหม่!!!

ผมไม่เคยมีข้อมูลทางสถิติอยู่ในมือ แต่คิดว่าปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเรา ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการคงมีจำนวนเป็นหลักแสนราย แต่แรงงานอย่างพวกเราคงมีจำนวนเป็นหลักสิบล้านรายขึ้นไป

เมื่อชนชั้นทั้งสองเกาะเกี่ยว พึ่งพิงอาศัย และแลกเปลี่ยนแรงงานกับเงินตรากันแบบนี้ กระบวนการในการจ้างงานย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้จะใช้ให้ใครผลิตสินค้าและบริการง่าย ๆ ไม่ได้แล้วครับ ต้องซื้อหรือจ้างครับ ถึงยอมทำให้กัน

ทีนี้วิธีการจะจ้างงานคน ส่วนใหญ่แล้ววิธีที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น การลงประกาศหางานในหนังสือพิมพ์, นิตรสาร และอินเตอร์เน็ตอ่ะครับ

ผมก็ลองค้น ๆ ประกาศหางานในเน็ตมาให้ดูกัน อย่างอันนี้

(more…)

Virtually Demote 26 January 2007 6:00 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 7 ความคิดเห็น

ผมเคยดูซีรีย์จีนเรื่องจักรพรรดิ์คังซี เป็นซีรีย์ที่สร้างโดยจีนแผ่นดินใหญ่ คังซีเป็นจักรพรรดิ์จีนในสมัยราชวงศ์ชิงครับ มีตอนนึงที่ผมสนใจมาก มันเป็นช่วงปลายรัชกาลของคังซี ตอนนั้นคังซีมีความประสงค์ที่จะยึดเกาะไต้หวันให้จงได้ เพราะที่นั่นเป็นที่มั่นสุดท้ายของกบฏราชวงศ์หมิง

หลังจากที่แม่ทัพรอคอยถึงแปดเดือน ในที่สุดทิศทางลมก็เอื้ออำนวย ขุนศึกของคังซีก็สามารถรุกรบด้วยเรือสำเภา เข้ายึดเกาะไต้หวันจนได้

เมื่อยึดได้แล้วก็ผนวกเกาะไต้หวันให้เป็นอำเภอหนึ่ง สังกัดอยู่กับมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นมณฑลที่อยู่ตรงข้ามกับเกาะไต้หวัน

เกาะไต้หวันถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญมาก เพราะสมัยนั้นเริ่มมีฝรั่งมาแล่นเรือป้วนเปี้ยนแล้ว อีกทั้งยังอยู่ห่างไกลแผ่นดินใหญ่ และตลอดประวัติศาสตร์จีนที่ผ่านมา พวกกบฏมักไปกบดานกันอยู่ที่เกาะไต้หวันเสมอ

จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ!!!

เพราะว่าเกาะไต้หวันสำคัญมาก จึงต้องส่งคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจที่สุดไปดูแล ในที่สุดคังซีก็ตัดสินใจเลือกขุนนางคนสนิทคนนึง ซึ่งจงรักภักดีต่อคังซีมาก ให้ไปดูแลที่เกาะไต้หวัน

ผมจำชื่อขุนนางคนนั้นไม่ได้แล้ว แต่ที่แน่ ๆ ขุนนางคนนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ตรวจการ 6 มณฑล!!!

คังซีออกอุบายเหนือล้ำมาก โดยการหาเรื่องร้ายแรงกล่าวโทษขุนนางคนนั้น และเพื่อเป็นการลงโทษขุนนางคนดังกล่าว คังซีจึงออกราชองค์การ ปลดตำแหน่งผู้ตรวจการ 6 มณฑล แล้วเนรเทศให้ไปเป็นนายอำเภออยู่ที่เกาะไต้หวันตลอดชีวิตแทน

โคตรแสบเลยครับแผนนี้ คิดมาได้ไง??? ส่งคนที่ตัวเองไว้ใจซึ่งเคยมีตำแหน่งใหญ่โต ให้ไปดูแลอำเภอเล็ก ๆ ที่ห่างไกล แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอาณาจักรแทน

นั่นสิเน้อะ จะมีใครบ้างเหรอ ที่เป็นผู้ตรวจการ 6 มณฑล มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ดี ๆ แล้วจะยอมไปเป็นแค่นายอำเภอเล็ก ๆ อยู่ซะไกลโขขนาดนั้น!!!

จากซีรีย์อิงประวัติศาสตร์ในตอนนี้ ให้แง่คิดกับผมมากเลยครับว่า การใช้คนนั้นถึงแม้จะสร้างคุณประโยชน์มากมาย แต่ก็จำเป็นต้องออกอุบาย เพื่อให้การใช้คนเกิดความสมเหตุสมผลและสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด

อุบายแบบนี้เรียกว่า กุศโลบาย ซึ่งหมายถึง อุบายที่เป็นกุศลครับ!!!

ผมเล่าเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร :-P ผมจะบอกว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ อ่อนเกมส์การเมืองครับ หลายครั้งเราจะอ่านไม่ออกว่า ผู้ใหญ่ใช้เราให้ลดตัวไปทำโน่นทำนี่ หรือให้เราลดตัวลงไปทำอะไรปัญญาอ่อนที่เราไม่ชอบเพื่ออะไรกัน

เมื่อเราอ่านเกมส์ไม่ออก เราก็เข้าใจผิดคิดว่าถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษ แถมถูกลดชั้นให้ไปทำสิ่งที่มันต่ำชั้นกว่าตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นอยู่ คิดว่าหลายคนคงเจอมาแล้ว เช่นว่า เป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ต้องไปซัพพอร์ต, เป็นนักวิเคราะห์ระบบ แต่บางครั้งถูกใช้ให้ไปเขียนโปรแกรม, เป็นผู้จัดการ แต่ถูกสั่งให้มาทำ presentation เหมือนกับ pre-sale หรือเป็นนักวิเคราะห์ระบบ แต่กลับถูกใช้ให้ไปเป็นเลขานุการ คอยตรวจรายงานการประชุม หรือเชิญคนเข้าประชุม เป็นต้น

เวลาคนระดับนโยบายหรือระดับจัดการ คิดจะใช้คนแต่ล่ะที พวกเขามีแผนกันทั้งนั้นครับ แล้วเขาก็รู้ว่าบางครั้งถ้าเรียกให้เราทำดี ๆ เราอาจจะไม่ยอมทำก็ได้ ก็เลยต้องคิดแผนโน้นแผนนี้ขึ้นมา

สมัยก่อนผมเองก็อ่านไม่ออกครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็พอเข้าใจแล้วว่ากุศโลบายเหล่านี้เป็นยังไง แต่เรารู้ทันแล้วก็อย่าไปแสดงออกว่าเรารู้นะครับ ไม่งั้นจะเข้าสำนวนที่ว่า “รู้ทันโจโฉ เดี๋ยวได้ตายเพราะโจโฉ” ครับ :-P

Technorati Tags: , , , , , ,

Tag Book Meme 25 January 2007 7:55 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 6 ความคิดเห็น

เอาแล้วไงครับ มหกรรม Tag มีมาอีกแล้ว คราวนี้เป็น Tag Book Meme ครับ นัยว่าเป็นการสนับสนุนให้บล็อกเกอร์เป็นนักอ่านมากขึ้น

ท่านสุมาอี้ได้ทำการยิง Tag Book Meme มาหาผมครับ กติกาก็คือให้มอง ๆ หาหนังสือที่ใกล้ ๆ ตัว จะอยู่ในตู้หนังสือก็ได้ครับ แล้วเปิดไปหน้า 123 (ถ้าจำนวนหน้าน้อยกว่านี้ก็อดไป) เลือกประโยคที่ 4 แล้วโพสต์อีก 3 ประโยคหลังจากนั้น ก็คือ ประโยคที่ 5 ถึง 7 หวังว่าคงไม่งงกันนะครับ

เมื่อโพสต์แล้ว ก็อย่าลืมใส่ชื่อของผู้แต่งหนังสือเล่มนั้น แล้วก็ชื่อหนังสือเล่มนั้นด้วยล่ะ จากนั้นก็ Tag ต่ออีก 2 คนต่อไป (สงสัยกลัวระบาดเร็ว เลยลดให้เหลือ 2 คน)

ผมต้องไปค้นหนังสือที่ผมชอบในตู้เลยครับ แล้วก็ได้เล่มนี้มา …

จึงมีผลทำให้กลุ่มนี้เรียกว่าเป็น “กลุ่มความเข้าใจร่วมสามฝ่าย” (Triple Entente) การเมืองของยุโรปเช่นนี้ แม้ว่าจะยังไม่เกิดสงครามแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นสันติภาพที่อยู่ภายใต้การเตรียมพร้อมและการเผชิญหน้าและยิ่งประกอบกับวิกฤติการณ์ทั้งทางการเมืองและการทหารเกิดขึ้นติดต่อกัน

จากหนังสือ สงครามจากยุคบุพกาลสู่ศตวรรษที่ 21 โดย สุรชาติ บำรุงสุข เป็นหนังสือที่นำเสนอสงครามในมิติทางสังคมครับ

ขออนุญาติ Tag ต่อให้กับ ท่านแชมป์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง exteen และ คุณสิทธิศักดิ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง makemany ครับ :-P

Technorati Tags: ,

แหล่งกำเนิดนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 25 January 2007 6:00 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 30 ความคิดเห็น

ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสไปกินข้าวกลางวันกับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทเอกชน ที่เข้ามาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรของผมครับ

บางคนก็เพิ่งเรียนจบ บางคนก็ทำงานมาแล้ว บางคนก็เป็นระดับทีมลีดส์

กินข้าวกันไปก็คุยกันไปครับ เวลาคนเยอะ ๆ เนี่ยผมจะไม่โม้ครับ นั่งฟังลูกเดียว เพราะมันสนุกกว่า ยิ่งถ้ามีผู้หญิงร่วมโต๊ะอาหารเยอะกว่าผู้ชายด้วยแล้ว ยิ่งสนุกใหญ่ครับ เมาส์กันกระจาย

ส่วนใหญ่แล้วสาว ๆ จะคุยเรื่องเที่ยว, เรื่องกิน และเรื่องเรียนครับ จึงขาดไม่ได้เลยที่ต้องมีการเอ่ยถึงสถาบันการศึกษา และหลักสูตรที่เรียนจบมา หรือที่กำลังร่ำเรียนกันอยู่

ผมเองก็ฟังอย่างตั้งใจนะ ระคนสงสัยด้วย เพราะมีหลายหลักสูตรที่เอ่ยกันขึ้นมา แล้วผมก็คิดแต่ว่า “มีด้วยเหรอวะ หลักสูตรคอมพิวเตอร์ชื่อนี้?”

ผมเก็บความสงสัยมานาน จนในที่สุดก็เลยตัดสินใจ รวบรวมหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาคอมพิวเตอร์ จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มาทำเป็นตารางเพื่อให้ดูง่ายครับ เพราะเห็นว่าไม่มีใครเคยทำกัน น่าจะเป็นประโยชน์

(more…)