ข้อฉงนของ CRC 30 May 2007 11:19 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 3 ความคิดเห็นสำหรับคนที่เรียนจบมาทางคอมพิวเตอร์นั้น ถ้าใครเคยเรียนวิชา Assembly มา คงจะจำหลักการพื้นฐานได้อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ …
Low Data Low Address
High Data High Address
ความหมายง่าย ๆ ถ้าแปลเป็นไทยก็ ข้อมูลต่ำ ๆ ก็ต้องอยู่ที่ต่ำ ๆ ส่วนข้อมูลสูง ๆ ก็ต้องอยู่ที่สูง ๆ
แปลได้กวนประสาทจริง ๆ อ่ะเอาจริง ๆ ดีกว่า ยกตัวอย่างแล้วจะเข้าใจ
ตัวอย่างเช่นถ้าตัวเลขที่เราจะเก็บลงในหน่วยความจำหลัก มันมีค่าเท่ากับ 1,000,000 ดังนั้นถ้าเราเอาตัวเลขดังกล่าวซึ่งเป็นเลขฐานสิบ มาแปลงให้กลายเป็นเลขฐานสิบหกก็จะได้เป็น 0F4240 (กดเครื่องคิดเลขเลยถ้าไม่เชื่อ
)
แต่เนื่องจากตามหลักการแล้วคอมพิวเตอร์จะเก็บข้อมูลตามนิยาม Low Low High High อะไรที่ว่า ดังนั้นมันก็จะเอาตัวเลขดังกล่าวมาเก็บเป็น … 40420F โดย
- Address แรก เก็บค่า 1 ไบต์ ซึ่งก็คือ 40
- Address สอง เก็บค่า 1 ไบต์ ซึ่งก็คือ 42
- Address สาม เก็บค่า 1 ไบต์ ซึ่งก็คือ 0F
งั้นพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับปูทางเพื่อโม้เรื่อง CRC ที่ผมให้ความฉงนสนเท่ห์กัน
แข่งขัน 29 May 2007 9:09 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 9 ความคิดเห็นแข่งกันหรือเปล่าคับเนี่ย เหมือนกันเลย
สงสัยเว๊ปไซต์สไตล์ Digg คงจะมีเสน่ห์กระมังครับ เห็นเหมือนกันเด๊ะเลย
Technorati Tags: zickr, kudd, duocore, digg
Freelance 28 May 2007 9:35 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 10 ความคิดเห็นสองวันนี้ผมต้องไปเรียนเกี่ยวกับ SAP โมดูล CO ซึ่งก็คือโมดูล Controlling ที่ปูนใหญ่ครับ เมื่อพักกินอาหารว่างเลยได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ที่สอน SAP-CO เท่าที่ดูเหมือนอาจารย์จะแก่กว่าผมซักสองปีเห็นจะได้
เนื้อหาที่คุยก็เป็นเรื่องของ Freelance ครับ อาจารย์เล่าว่าตนเองนั้นเป็น Freelance คอยวิ่งเต้นหางานสร้างซอฟต์แวร์ แล้วก็ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ระดับเล็ก ๆ ด้วยนะ เป็นระดับใหญ่เลยล่ะ จากนั้นก็ระดมคนเก่ง ๆ มาทำงานด้วยกัน ระยะเวลาโครงการก็อาจจะปีหรือสองปีก็ว่ากันไป เซ็นสัญญาทำงานร่วมกัน งานเสร็จก็แยกย้ายกันไป
ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องทางเทคนิคมากนัก จึงเจาะถามเกี่ยวกับเรื่องการจัดการโครงการมากกว่า ซึ่งอาจารย์ก็เล่าให้ฟังว่า การรับงานมานั้น จุดยากไม่ใช่การประเมิณโครงการ หรือประเมิณความต้องการ แต่อยู่ที่การรวบรวมกำลังคน และการคิดคำนวณราคาต่างหาก
พอดีอาจารย์ได้งานพัฒนา SAP ที่สถาบันการศึกษาแถวสามย่าน ทำ SAP เพื่อครอบคลุมสำหรับทุกคณะเลย ซึ่งผมว่าอาจารย์เขาคิดราคาถูกไปนะ เพราะใช้ทีมงาน 30 กว่าคน คิดราคาโครงการ 40 ล้านบาท ผมเองก็มีติงอาจารย์เหมือนกันว่าคิดราคาถูกไป ซึ่งอาจารย์เองก็บ่น ๆ เหมือนกันว่างานนี้ขาดทุนแน่ แต่ยังไงก็คงต้องทำ
ผมถามอาจารย์ว่ามีปัญหา Freelance ถอนตัวออกจากทีมมั๊ย อาจารย์บอกว่าเพิ่งโดนไป 4 คน ออกติด ๆ กันเลย เพราะโดนดึงตัวไป อาจารย์บ่นว่าการจัดการคนเก่งยากกว่าจัดการซอฟต์แวร์ยาก ๆ อีก
นึกรู้ 26 May 2007 5:42 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 14 ความคิดเห็นถ้ามีภาษาคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมาใหม่หนึ่งภาษา แล้วภาษาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมีไวยากรณ์ที่ดีมาก มีตัว IDE ที่ดีสนับสนุน มีตัว Compiler ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นภาษาที่สนับสนุนได้หลาย platform
ภาษาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมีคำสั่งเป็นพัน ๆ คำสั่ง มี class เป็นร้อย ๆ class มีเอกสาร SDK ที่ใช้อธิบายไวยากรณ์ของทุกคำสั่งและทุก class อย่างละเอียดยิบ แต่ … ไม่ได้อธิบายตัวอย่างการใช้งานคำสั่งหรือ class ใด ๆ เลยแม้แต่ตัวอย่างเดียว อีกทั้งไม่ได้อธิบายด้วยว่าคำสั่งแต่ล่ะคำสั่งมีความเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกันยังไง
คำถามก็คือ พวกเราจะรู้มั๊ยครับเนี่ย ว่าถ้าเรามีโจทย์ให้ต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์นี้ เราจะรู้ได้ยังไงว่าควรจะหยิบคำสั่งอะไรมาประกอบกันบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพท์อย่างที่เราต้องการ??
ป.ล. หัวข้อนี้เป็นเพียงการบ่นเท่านั้น ไม่ใช่การตั้งคำถามอย่างแท้จริงแต่ประการใดครับ เพราะรู้สึกหงุดหงิดกับภาษาคอมพิวเตอร์ที่เราสนใจ แบบว่า คู่มือมันมีอะไร ๆ อธิบายเกือบครบหมดเลย ยกเว้นตัวอย่างการประกอบคำสั่งหลาย ๆ แบบน่ะ ยิ่งถ้ามีซักพันแบบได้ยิ่งดี ผมขี้เกียจมานึกรู้เองครับ ว่าต้องประกอบคำสั่งอะไรบ้าง ถึงจะได้ผลลัพท์อย่างที่ผมต้องการ ผมว่าจะดีกว่าถ้าผมลอกตัวอย่างโน่นนิด ตัวอย่างนี่หน่อย มาประกอบ ๆ กันขึ้นมาเป็นอย่างที่ผมอยากได้อ่ะ
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, การสร้างซอฟต์แวร์, การเขียนซอฟต์แวร์
ยาหอม 25 May 2007 10:32 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 11 ความคิดเห็นสมัยก่อนนู้นเวลาผู้บังคับบัญชาใช้ผม เขามักจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ผมฟังแล้วขัดหูเหลือเกิน
คุณไท้ผมมีงานชิ้นนึงจะให้คุณทำ เป็นการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อบรา บรา บรา … ผมว่ามันไม่ยากหรอก แป๊ปเดียวก็เสร็จ มีอะไรให้ช่วยก็บอก
ผมฟังแล้วหัวเราะหึ ๆ ในใจ ที่ว่ามันไม่ยาก รู้หรือเปล่าว่ามันต้องทำยังไง ไม่รู้อ่ะดิ (แต่ผมก็ทำนะ)
เดี๋ยวนี้ผมต้องเอื้อนเอ่ยประโยคเพื่อขอให้ผู้ร่วมงานทำงานให้ ผมจึงยังจำได้ว่าประโยคแบบไหนที่ผมฟังแล้วไม่ลื่นหู ดังนั้นผู้ร่วมงานผมฟังแล้วก็คงไม่ลื่นหูเหมือนกัน ผมจึงเปลี่ยนคำพูดเป็น
คุณกอผมมีงานชิ้นนึงจะให้คุณทำ เป็นการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อบรา บรา บรา … ผมมองแล้วมันเป็นงานที่ยากนะ ไม่ใช่ทำได้ง่าย ๆ หรอก แต่องค์กรของเราจ้างคนเก่ง ๆ มาก็เพื่อมาแก้ปัญหายาก ๆ อยู่แล้ว ผมจึงมอบงานชิ้นนี้ให้คุณทำ อีกอย่าง ผมไม่สามารถช่วยคุณได้นะ แต่ผมสามารถทำให้ใคร ๆ มาช่วยคุณได้ คุณทำงานไปไม่ต้องห่วงแล้วกัน ผมจะซัพพอร์ตคุณเอง
แบบนี้น่าจะฟังดูดีกว่านะ
Technorati Tags: การจัดการ, การสร้างซอฟต์แวร์, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, กำลังพล
ปรสิต 25 May 2007 3:03 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 7 ความคิดเห็นเดี๋ยวนี้ถ้าจะแบ่งประเภทของ SaaS จากเทคนิคการให้บริการ น่าจะแบ่งได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก ผู้รับบริการต้องเข้าไปที่หน้าเว๊ปของผู้ให้บริการ SaaS ถึงจะเข้าถึงบริการได้ และประเภทสอง ผู้ให้บริการ SaaS จะปล่อย “ปรสิต” ของตนเอง ไปอยู่ตามหน้าเว๊ปต่าง ๆ เพื่อให้บริการทั้งแก่เจ้าของเว๊ปไซต์ และผู้เยี่ยมชม
บล็อกของผมเองก็มี “ปรสิต” อยู่ 3 ตัว ซึ่งผมเองนั่นแหล่ะ ที่อนุญาติให้มันฝังตัวอยู่ภายในบล็อกของผมได้ ซึ่งได้แก่ MyBlogLog, Google Analytics และ Technorati
ระยะหลัง ๆ เราจะพบว่าผู้ให้บริการ SaaS ส่วนใหญ่ เริ่มเน้นการบริการในแบบปล่อย “ปรสิต” มากขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการขยายตัวของอินเตอร์เน็ต เลยทำให้มีเว๊ปไซต์มากขึ้น มีการให้บริการพื้นที่สาธารณะเพื่อทำบล็อกมากขึ้น มันก็เลยแพร่หลายมากขึ้น
เท่าที่ผมดูนะ เทคนิคการปล่อย “ปรสิต” ให้ทำงานแบบนี้ มันต้องใช้ Javascript เป็นกลไกหลักในการทำงาน โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองไม่เคยชายตาแล Javascript เลย เพราะเห็นว่ามันเป็นเพียงกลไกเสริม ไม่ใช่กลไกหลักเหมือนกับที่ Server-Side Script เป็น ถึงผมจะเขียน Javascript เป็น แต่ก็ไม่ลึกซึ้งมากนัก
ผมเองได้มีโอกาสพบปะกับเซียนเขียนซอฟต์แวร์มามากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นเซียน ANSI C, เซียน GNU C/C++, เซียน Microsoft C++, เซียน Java, เซียน ABAP เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เคยเจอเซียน Javascript เลย ทำให้นึก ๆ ไปเองว่าจริง ๆ แล้วโปรแกรมเมอร์ไทยคงมีไม่กี่สิบคนกระมัง ที่นับได้ว่าเป็นเซียน Javascript ตัวจริง
สำหรับผมแล้ว การที่เราสร้าง SaaS ของเราให้อยู่ในรูปแบบของ “ปรสิต” ด้วย Javascript เพื่อให้เหล่าสมาชิกนำไปฝังเอาไว้ในเว๊ปของตนนั้น เป็นรูปแบบการให้บริการที่ดีนะ มันเหมือนเป็นการบอกต่ออีกแบบหนึ่ง ซึ่งดูแล้วดีกว่า hyperlink ข้อความ หรือ link ที่เป็นรูปภาพจมเลย
ตอนนี้ผู้ให้บริการ SaaS ส่วนใหญ่ยังเจี๋ยมเจี้ยมครับ สร้างแต่ “ปรสิต” ตัวเล็ก ๆ ระดับ Widget หรือระดับ Tower Block เท่านั้น แต่ต่อไปผมว่าขนาดของ “ปรสิต” เหล่านี้จะใหญ่ขึ้น อาจจะกินพื้นที่ถึง 800×600 เลยก็ได้ รวมถึงจะมีความซับซ้อนสูงขึ้น จนกระทั่งเนื้อหาหลักของเว๊ปไซต์ด้อยไปเลย
ถึงตอนนั้น “ปรสิต” เหล่านี้ อาจจะทำตัวเหมือนเป็นบริการหลักของเว๊ปไซต์นั้น ๆ ไปเลยอ่ะ!!!
ดู ๆ ไปแล้ว ตอนนี้ Javascript จะไม่ใช่ตัวประกอบแล้วครับ มันได้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นพระรองแล้วล่ะ แต่มีเรื่องนึง ที่ผมสงสัยอยู่ตลอดเลย สงสัยมาจะสิบปีแล้ว แต่ไม่มีเวลาไปค้นหาซะทีก็คือ ถ้าเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยี AJAX แล้วเราจะให้ Javascript มันต่อเชื่อมกับฐานข้อมูลยังไงล่ะเนี่ย ไม่รู้จริง ๆ!!!
ป.ล. ผมจำได้ว่าผมเคยแจก e-book Javascript Bible Gold Edition เอาไปอ่านกันหรือยังล่ะ? จะได้เก่ง ๆ
Technorati Tags: JavaScript, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, ปรสิต, MyBlogLog, Technorati, Google Analytics
ฐานการบริการ SaaS 23 May 2007 8:47 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็นกติการะบบทุนนิยมนั้นเข้าใจได้โดยง่ายครับ ไม่ว่าจะเป็นทุนอุตสาหกรรมหรือทุนเก็งกำไร นั่นก็คือ ที่ใดที่ให้ผลตอบแทนสูง ต้นทุนต่ำ ทุนก็จะไหลไปที่นั่น
ผมกำลังจะเล่าถึงฐานการบริการ SaaS นะ แต่ต้องท้าวความพอหอมปากหอมคอ คงไม่ว่ากัน
มันมีอยู่ช่วงนึงในประวัติศาสตร์ครับ น่าสนใจศึกษา ตอนนั้นเป็นช่วงจักรวรรดิ์นิยมเบ่งบาน พวกฝรั่งก็ออกล่าเมืองขึ้น ญี่ปุ่นเองก็ล่าเมืองขึ้นเหมือนกัน
ฝรั่งกับญี่ปุ่นมีรูปแบบในการสะสมทุนที่สวนทางกันเลย เพราะฝรั่งจะนับตนเองเป็นศูนย์กลาง นับอาณานิคมเป็นชายขอบ บทบาทของศูนย์กลางคือเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนบทบาทของชายขอบมีหน้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก และเป็นตลาดรับซื้อสินค้าไปบริโภค
ฝรั่งไม่สนใจสินค้าที่ตนเองผลิต แต่สนใจการสะสมทุนมากกว่า!!!
ส่วนญี่ปุ่นนี่คนล่ะเรื่องเลย ญี่ปุ่นจะถือตนเองเป็นศูนย์กลาง นับอาณานิคมเป็นชายขอบ แต่ แต่ญี่ปุ่นจะกำหนดให้ศูนย์กลางเป็นตลาดรับซื้อสินค้าไปบริโภค ในขณะที่ชายขอบเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก และเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแทน
สำหรับญี่ปุ่นแล้วการสะสมทุนเป็นเพียงเครื่องมือ เพื่อทำให้สังคมญี่ปุ่นมีสินค้าที่ต้นทุนถูกไว้บริโภคเท่านั้น!!!
ภายหลังจากโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ เรามีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว ผมก็เห็นว่าบทบาทของฝรั่งยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม แถมยังได้เปรียบมากขึ้น เพราะกลายเป็นว่าศูนย์กลางอย่างพวกฝรั่งยังคงเป็นโรงงานที่ผลิตบริการ SaaS อยู่เช่นเคย หนำซ้ำยังมีแหล่งวัตถุดิบราคาถูก อย่างเช่น โฮสติ้งขนาดใหญ่ และ Open Source ที่ก้าวหน้า ในขณะที่ชายขอบกลายเป็นเพียงผู้รับ SaaS ไปบริโภคแต่เพียงฝ่ายเดียว
ผมเลยคิดว่าวิธีแก้ลำของพวกเราก็คือ เราต้องทำแบบที่ญี่ปุ่นทำในยุคจักรวรรดิ์นิยม คือการที่เรากำหนดว่าเราเป็นศูนย์กลาง แล้วพวกฝรั่งเป็นชายขอบ เราไปตั้งบริการ SaaS ของเราที่ชายขอบ แล้วส่งบริการ SaaS จากชายขอบมาให้บริการศูนย์กลางอย่างพวกเราแทน
ใช้ทรัพยากรราคาถูกจากฝรั่ง มาสร้างมูลค่าให้กับคนไทยอย่างพวกเรา!!!
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, การจัดการ, บริการ, Software as a Service, SaaS
TraceRoute 22 May 2007 7:35 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็นการจะให้บริการ SaaS นั้นต้องคำนึงถึงโฮสติ้งเป็นอันดับแรก ๆ ครับ สิ่งที่ผมคำนึงถึงก็คือ ความเร็ว, ความจุ และความกว้าง
- ความเร็วคือต้องส่งบริการถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราให้เร็วที่สุด
- ความจุคือต้องมีพื้นที่มาก ๆ เพื่อเอาไว้วางฐานข้อมูล, สคริปต์ และไฟล์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ความกว้างคือต้องมี BandWidth ต่อเดือนเยอะ ๆ ที่มากพอ จะได้ไม่อึดอัดกังวลว่ามันจะเต็ม
ทีนี้โดยความเป็นจริงมันเป็นยังไง
- โฮสติ้งเมืองไทย ความเร็วสูง, ความจุน้อย และความกว้างน้อย
- โฮสติ้งเมืองนอก ความเร็วปานกลาง-ต่ำ, ความจุมาก และความกว้างมาก
ปัจเจกบุคคลอย่างผมคิดทำ SaaS เป็นงานอดิเรกครับ ดังนั้นถ้าต้องไปทำความตกลงกับบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตใหญ่ ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งโฮสติ้งความเร็วสูง, ความจุมาก และความกว้างมาก มันก็กระไรอยู่ รอไว้ทำเป็นงานอาชีพหลักเพื่อการยังชีพก่อนค่อยว่ากันอีกทีนึง
งั้นผมก็ต้องมาแก้โจทย์เอง ซึ่งโจทย์ที่แก้ได้คือผมควรใช้โฮสติ้งเมืองนอก เพราะมีคุณสมบัติเด่นที่ผมต้องการสองอย่าง คือความจุมากและความกว้างมาก แล้วแก้ปัญหาเรื่องความเร็ว โดยการค้นหาโฮสติ้งที่อยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมายของผมให้มากที่สุด ซึ่งถ้ากำหนดกันอย่างนี้กลุ่มเป้าหมายก็ควรจะเป็นประชากรอินเตอร์เน็ต ที่อยู่ในย่านเอเชียแปซิฟิก พาดจากฟากเอเชียตะวันออก, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ออสเตรเลีย จรดอเมริกา (แต่จริง ๆ ก็สนใจคนไทยเป็นพิเศษนั่นแหล่ะ)
ผมใช้คำสั่ง tracert ในวินโดว์ หรือคำสั่ง traceroute ใน unix เพื่อตรวจสอบระยะทางจากเครื่องผม ไปยังเว๊ปไซต์ปลายทางที่ผมอยากตรวจสอบครับ เพื่อดูว่าคอมพิวเตอร์ผมต้องกระโดดกี่ก้าว ถึงจะไปถึงเว๊ปไซต์ปลายทางที่หมายตาเอาไว้ได้ ซึ่งก็จะเป็นตามภาพข้างล่างเนี่ยอ่ะครับ
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ 20 May 2007 9:57 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 29 ความคิดเห็นพวกเราเป็น geek ทางคอมพิวเตอร์ครับ ดังนั้นต่อให้เราเชื่ออะไรผิด ๆ แต่ถ้าหากว่ามี geek คนอื่น ๆ ช่วยกันยืนยันอย่างหนักแน่น เราย่อมแอบย่องไปค้นหาข้อมูลว่าที่เราเชื่อนั้นมันผิดหรือเปล่า
ผมมักจะได้รับรู้ได้รับฟังความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์อยู่บ่อย ๆ ครับ แต่ไม่ได้รับรู้รับฟังมาจาก geek ทางคอมพิวเตอร์หรอกนะ พวกเราน่ะเก่งกันอยู่แล้ว ไม่ค่อยจะผิดกันง่าย ๆ หรอก แต่ส่วนใหญ่ผมจะได้ยินมาจากคนนอกวงการคอมพิวเตอร์มากกว่า
ความเชื่ออาจจะใช่หรือไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ได้ แต่เมื่อถูกเชื่อโดยคนหมู่มากแล้ว มันก็ทำให้กลายเป็นเรื่องจริงไป
คนเรานั้นเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองไม่ได้ง่าย ๆ ครับ แต่เปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับความเชื่อได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมเปลี่ยนความเชื่อที่ว่า assembly เป็นภาษาที่โคตรจะยากเลยไม่ได้หรอกครับ เพราะผมรู้แจ้งโดยตนเองมาแล้ว
แต่เราสามารถเปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับความเชื่อได้ ยกตัวอย่างเช่น ใคร ๆ ก็เชื่อว่า Java นั้นน่าใช้มาก ผมเองก็เชื่อตาม ๆ เขา โดยไม่ได้ทดลองให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง แต่ภายหลังผมกลับพบว่า PHP นั้นใช้แพร่หลายกว่า แล้วผมก็ได้ทดลองด้วยตนเองแล้วพบว่ามันก็สะดวกดี ผมจึงเปลี่ยนไปเชื่อว่า PHP นั้นน่าใช้กว่าแทน
ทีนี้ geek คอมพิวเตอร์อย่างพวกเรานั้น มักจะเชื่ออย่างสนิทใจก็ต่อเมื่อได้แปลงสมมติฐานให้สอดคล้องกับทฤษฎี และได้ลงมือปฏิบัติล้อไปตามทฤษฎีนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นคนนอกวงการคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ได้ฝักใฝ่ในทางลึกเกี่ยวกับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ หากเขาเชื่ออะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว เขาจะเชื่อฝังใจเลย แล้วส่วนใหญ่จะเชื่อผิด ๆ ซะด้วย แถมเอาความเชื่อดังกล่าวมาแพร่กระจายอีกต่างหาก ยกตัวอย่างเท่าที่ผมประสบมานะ ก็อย่างเช่น …
การเขียนโปรแกรมบนวินโดว์ด้วย Microsoft Visual Basic 20 May 2007 2:29 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 10 ความคิดเห็น สมัยก่อนผมไม่ชอบ Visual Basic เลย จริง ๆ นะไม่ชอบเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็น IDE ที่ดี แต่โครงสร้างของภาษามันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คือมันกำลังจะกลายเป็นภาษาโครงสร้างเต็มตัวแล้ว แต่มันยังทิ้งคุณลักษณะของภาษาที่ต้องใช้ Label เอาไว้อยู่
แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันแล้วล่ะ เพราะล่าสุดผมเห็นว่า Visual Basic มันเปลี่ยนไปแล้ว คิดว่าคงเป็นเพราะมันไปอยู่บน Visual Studio.NET ซึ่งเป็น IDE ที่ให้การสนับสนุน .NET Framework แบบเต็มตัว ก็เลยทำให้ IDE ที่เกาะอยู่กับ Visual Studio .NET วิวัฒนาการกันเป็น OOP เต็มตัวซะที
ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาเพราะความอยากรู้อยากเห็นครับ คือตอนนั้น…ตอนนู้นดีกว่า ตอนนู้นทราบมาว่าที่ทำงานส่วนใหญ่ล้วนใช้ Visual Basic ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือตลาดแรงงานกำลังต้องการคนที่เป็น Visual Basic อ่ะ ผมเองก็เป็นแรงงานใช้สมองคนนึง จะไปต่อต้านกับกระแสหลักแห่งตลาดก็ไม่ได้ ถ้าดื้อรั้นก็คงอดตาย ก็เลยกัดฟันซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพื่อมาหัดใช้ Visual Basic ให้เป็นเร็ว ๆ จะได้ออกไปทำมาหากินได้
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือชุดแรก ๆ ของซีเอ็ดเลยมั๊งครับ ที่แปลมาจากลิขสิทธิ์ที่ไมโครซอฟท์มอบให้ เป็นหนังสือที่มีจำนวนหน้าที่เยอะมาก เพราะเป็นหนังสือภาคปฏิบัติ จึงมีภาพประกอบพร้อมขั้นตอนละเอียดยิบบรรจุอยู่ในนั้น อีกทั้งยังมีซีดีแนบมาที่ปกหลังด้วย เป็นอะไรที่เท่ห์มาก ๆ เลยล่ะ
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, เขียนโปรแกรม, วิชวลเบสิค, โปรแกรม, หนังสือเก่า
