กระโดดไปยังแผงนำทาง

พินัยกรรมออนไลน์ 30 June 2007 10:39 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 6 ความคิดเห็น

คนเราบางทีน่าสงสารนะครับ พอมีทรัพย์สมบัติมาก ๆ เข้า ก็เป็นกังวลว่าเกิดปัจจุบันทันด่วนอะไรไป บุตรและบริวารจะตบตีแย่งชิงทรัพย์สมบัติกัน จนไม่เป็นอันทำมาหากินอะไรอย่างอื่น เมื่อคิดได้ดังนี้ ก็จึงจำเป็นที่จะต้องทำ “พินัยกรรม” ขึ้นมา เพื่อจัดสรรปันส่วนให้ยุติธรรม เกิดปุบปับไปที่ชอบที่ชอบแล้วจะได้สบายใจ ไม่ต้องห่วงอะไรอีก

ปัจจุบันเราจะพบว่าไอ้อะไร ๆ ที่ออนไลน์มันเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ธุรกรรมต่าง ๆ ตอนนี้เริ่มผันขึ้นมาอยู่บนอินเตอร์เน็ต แล้วก็หลาย ๆ ท่านก็ติดบริการหลาย ๆ อย่างบนอินเตอร์เน็ตแล้วซะด้วยสิ ผมเองก็ติดเหมือนกัน เพราะมันรวดเร็วกว่าการทำธุรกรรมด้วยกระดาษแยะ

ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า “พินัยกรรม” สามารถนำขึ้นมาไว้เป็นระบบออนไลน์ได้มั้ย? สามารถที่จะเข้าถึงได้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้มั้ย? และรวมถึงเราสามารถร่างมันได้แบบออนไลน์ เหมือนกับที่เราเขียนบล็อกได้มั้ย? เออ น่าคิด

การที่เราจะคิดว่าพินัยกรรมออนไลน์จะเกิดขึ้นได้มั้ย มันไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับกฎหมายของเมืองไทยด้วย ว่ามีการรับรองเรื่องแบบนี้ไว้หรือเปล่า ซึ่งเท่าที่ผมอ่านในกฎหมายก็สามารถสรุปปัจจัยหลักของการทำพินัยกรรมตามแบบปรกติได้ดังนี้

  1. ต้องมีการลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมเอาไว้ในพินัยกรรม ยิ่งพินัยกรรมทั้งฉบับร่างด้วยลายมือของผู้ทำพินัยกรรมได้ยิ่งดี
  2. ต้องมีพยานสองคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย
  3. ถ้าไปทำพินัยกรรมที่อำเภอนี่จะดีสุด เพราะทางอำเภอจะลงบันทึกพร้อมทั้งประทับตราเป็นสำคัญเอาไว้ แบบว่าขลังสุด ๆ

จะเห็นว่ากฎหมายจริง ๆ ก็เปิดช่องเอาไว้ว่า การทำพินัยกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องไปทำที่อำเภอก็ได้ แต่ปัจจัยหลักยังไงก็ต้องมีการลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมและพยานสองคนอยู่ดี

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยี Digital Signature แล้วก็ตาม แต่ถ้าเราดูดี ๆ ก็จะพบว่า นิยามของการลงลายมือชื่อหรือก็คือการเซ็นลายเซ็นลงบนเอกสาร กับนิยามของ Digital Signature นั้น มันคนล่ะเรื่องกันเลยแฮะ

พินัยกรรมออนไลน์จะเป็นไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าผู้รับมรดกจะเชื่อถือมันเท่านั้นหรอกนะ แต่มันต้องถูกต้องตามหลักกฎหมายแบบเป๊ะ ๆ ด้วย … แล้วกฎหมายเมืองไทยเรา จะสามารถก้าวหน้าตามทันความไฮเทคได้มากน้อยแค่ไหนกันหนอ … งั้น … ก็ต้องตามดูกันต่อไปครับ

Technorati Tags: , , , , , ,

วิธีทำให้ธุรกิจซอฟต์แวร์เจ๊ง 28 June 2007 10:02 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 15 ความคิดเห็น

ผมจำได้ว่าเคยโม้ไปแล้วว่า มนุษย์เรานั้นหากเคยหาเงินได้จากทางใดได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะพยายามยึดเหนี่ยววิธีในการหาเงินดังกล่าวเอาไว้ ไม่ปล่อยไปไหน อีกทั้งพยายามที่จะอาศัยฐานดังกล่าว ต่อยอดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

ที่ผ่านมา … ผู้คนรอบตัวผมซึ่งเรียนมาทางคอมพิวเตอร์ ล้วนมีเส้นทางเดินที่ไม่แตกต่างกันมากนัก สรุปแล้วมีเส้นทาง 3 แบบ อันได้แก่

พวกแรก … ยังคงเป็นพนักงานกินเงินเดือนต่อไป เติบโตขึ้นกลายเป็น Specialist คนพวกนี้ยินดีจะเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

พวกสอง … ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องละทิ้งเส้นทางในการเป็น Specialist เพื่อไปเติบโตเป็นพนักงานกินเงินเดือนในระดับจัดการ ต้องเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการ บางคนอาจพึงพอใจที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาโททางด้าน MBA

พวกสาม … รู้สึกเอียนกับการเป็นพนักงานกินเงินเดือน แล้วสลัดคราบตัวเองออกมาเป็นผู้ประกอบการ ทำธุรกิจผลิตหรือให้บริการซอฟต์แวร์แทน

ผมกำลังจะโม้เกี่ยวกับพวกที่สามให้อ่านกันครับ …

(more…)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ 27 June 2007 11:50 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 67 ความคิดเห็น

ส่วนใหญ่แล้ว geek ทางคอมพิวเตอร์จะไม่ใส่ใจในกฎหมายครับ สงสัยคงเป็นเพราะอ่านแล้วเข้าใจยาก สำบัดสำนวนเยอะเหลือเกิน แต่พอดีว่ามันมีผลกระทบกับเราครับ เราก็เลยจำเป็นต้องรู้มันหน่อย

สืบเนื่องจากว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ กำลังจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 นี้ครับ พวกเราเลยต้องมารับรู้กันซะหน่อย ว่าทำอะไรผิดบ้างถึงจะถูกกฎหมายนี้ลงโทษเอาได้ พวกเราจะได้ระวังตัวกัน ไม่เผลอไผลให้อารมณ์พาไปจนทำผิดเน้อะ!!!

ผมจะถอดความโดยสรุปเลยก็แล้วกันนะครับ ว่าทำอะไรผิดแล้วจะโดนลงโทษบ้าง

  1. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป … เจอคุก 6 เดือน
  2. แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปโพนทะนาให้คนอื่นรู้ … เจอคุกไม่เกินปี
  3. ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดี ๆ แล้วแอบไปล้วงของเขา … เจอคุกไม่เกิน 2 ปี
  4. เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
  5. ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดี ๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะงั้น … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  6. ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำงานอยู่ดี ๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรือ (โอ๊ยเยอะ) เข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ยง … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  7. เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลล์จากเราเล้ย เราก็ทำตัวเป็นอีแอบเซ้าซี้ส่งให้เขาซ้ำ ๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ … เจอปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
  8. ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. แล้วมันสร้างความพินาศใหญ่โตในระดับรากหญ้า งานนี้มีซวยแน่ เจอคุกสิบปีขึ้น
  9. ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใคร ๆ ทำเรื่องแย่ ๆ ในข้อข้างบน ๆ ได้ … เจอคุกไม่เกินปีนึงเหมือนกัน
  10. โป๊ก็โดน, โกหกก็โดน, เบนโลก็โดน, ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  11. ใครเป็นเจ้าของเว็บ แล้วยอมให้เกิดข้อ 10. โดนเหมือนกัน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี
  12. ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถนน ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี
  13. เราทำผิดที่เว็บไซต์ซึ่งอยู่เมืองนอก แต่ถ้าเราเป็นคนไทย หึ ๆ อย่าคิดว่ารอด โดนแหง ๆ
  14. ฝรั่งทำผิดกับเรา แล้วมันอยู่เมืองนอกอีกต่างหาก เราเป็นคนไทย ก็เรียกร้องเอาผิดได้เหมือนกัน (จริงดิ?)

กฎหมายออกมาแล้ว ก็คงต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นนะพวกเรา … จงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทครับ

ป.ล. นี่ถ้ามีคนแอบเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์เรา แล้วเที่ยวไปยิงขีปนาวุธใส่ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน คงได้ซวยน่าดูเลยคราวนี้ T-T

Technorati Tags: , , , ,

รูปแบบการรู้จำ 26 June 2007 11:12 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

พวกเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มั้ยครับ คือเคยผ่านตาชื่อและนามสกุลของใครซักคนนึง อีกทั้งเคยเห็นหน้าคน ๆ นั้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปซักสองสามวันเราก็ลืมแล้ว พอมีคนมาถามเราว่ารู้จักคน ๆ นั้นมั้ย เราก็บอกไปว่าจำหน้าได้แต่จำชื่อสกุลไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเอาชื่อสกุลมาให้เราตรวจสอบดู เราก็จะตอบได้ว่าใช่ชื่อสกุลของคนดังกล่าวหรือไม่?

จะสังเกตุว่าถ้าให้เรานึกเองเราจะนึกไม่ออก แต่เมื่อเอาชื่อสกุลมาให้เทียบเรากลับรู้จำได้ เออ แปลกดี เพราะสิ่งที่จะโม้ก็คือการรู้จำแบบนี้มันสอดคล้องกับทฤษฎี Pattern Recognition จังเลย

ลักษณะอันโดดเด่นของ Pattern Recognition ก็คือ มันจะจำทุกอย่างเอาไว้ แต่มันจะไม่สามารถหาคำตอบให้เราแบบเป๊ะ ๆ ได้ จนกว่าเราจะหาของมาเทียบกับสิ่งที่มันจำ แล้วเมื่อมันเทียบแล้ว มันเห็นว่าอันไหนคล้ายมากที่สุด มันก็จะเลือกเอาอันนั้นแหล่ะ มาเป็นคำตอบ

ผมโม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า … ผมจำชื่อนามสกุลของผู้ร่วมงานไม่ได้ครับ จำได้แบบลาง ๆ ว่ามันมีพยัญชนะ หรือสระอะไรบางตัวเด่น ๆ แต่ถ้าหากมีใครเอามาให้เทียบดูได้นะ ผมก็จะตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ทันทีเลย

สงสัยใช้สมองมากไป เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แย่จริง ๆ

Technorati Tags: , ,

ความเชื่อถือศรัทธา 25 June 2007 7:36 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 8 ความคิดเห็น

ปัจจุบันนี้ Open Source ส่วนใหญ่ ใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPL อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ดี ถึงแม้บางคนอาจจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดของมันก็ตาม

ในรายละเอียดบอกเอาไว้อย่างนึงว่า สัญญาดังกล่าวอนุญาตให้มีเสรีภาพในการปรับปรุงและเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้และพัฒนาต่อไปได้ อือม ๆ เข้าใจ ๆ

งั้นเรามาตั้งสมมติฐานกันดีกว่า ไม่ต้องเหนืออื่นใดเอา WordPress นี่แหล่ะเป็นตัวตั้ง เพราะใช้สัญญาแบบ GPL เหมือนกัน

สมมติฐานของผมก็คือ ถ้าสมมตินะสมมติ สมมติว่าผมเป็นเซียนการสร้างซอฟต์แวร์ระดับเทพ มีกำลังความคิดสร้างสรรค์สูงมาก และก็มีกำลังการผลิตซอฟต์แวร์ที่สูงมาก ผมพบว่า WordPress รุ่น 2.2.1 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดนั้น มันยังมีข้อผิดพลาดอยู่หลายอย่าง แถมมันไม่สนับสนุนภาษาไทยด้วย แล้วมันก็ยังมีกลไกพิเศษอีกหลายอย่างที่ขาดหายไป

พอผมเห็นดังนั้นผมก็ลงมือทำ ผมอาจใช้เวลาในการทำครึ่งเดือน จากนั้นผมก็ปล่อย WordPress รุ่น 3.0.0 ออกมา โดยที่มีการเปลี่ยนแปลงกลไกแบบยกใหญ่เลย เพราะเล่นออก Major Version ขนาดนี้ คำถามก็คือจะมีคนสนใจใช้ WordPress รุ่น 3.0.0 ของผมมั้ย? อันนี้คำถามแรกนะ!!!

ส่วนคำถามถัดมาก็คือ ถ้าสมมติว่ามีคนโหลด WordPress รุ่น 3.0.0 ของผมไปใช้เยอะแยะ แล้วให้หลังซัก 2 เดือน ปรากฎว่าทาง WordPress เองก็มีการปรับปรุงกลไกต่าง ๆ แล้วก็แก้ไขข้อผิดพลาดเหมือนกัน จากนั้นก็ออก WordPress รุ่น 2.3.0 ออกมา คำถามถามว่า คนที่ใช้ WordPress รุ่น 3.0.0 ของผม จะเปลี่ยนใจไปใช้ WordPress รุ่น 2.3.0 ซึ่ง WordPress เป็นผู้ปล่อยออกมาหรือไม่?

เป็นคำถามที่ถามแล้วตอบยากจริง ๆ เพราะผมเองก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน!!!

พวกเรารู้สึกกันมั้ยว่าถึงแม้จะมีสัญญาแบบ GPL แล้วก็ตาม แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าผู้ใดก็ตามที่เป็นเจ้าของ Software Package ผู้นั้นก็จะเหมือนเป็นผู้ผูกขาดการ Upgrade ไอ้เจ้า Software Package ดังกล่าวไปโดยปริยายอยู่ดี ถึงแม้จะอนุญาติให้พัฒนาต่อแล้วก็ตาม!!!

มันน่าจะเรียกว่าความเชื่อถือศรัทธานะผมว่า เป็นความเชื่อถือศรัทธาที่ว่า เจ้าของ Software Package ย่อมจะสามารถ Upgrade Version ได้ดีกว่าใคร ๆ ถึงแม้ใคร ๆ ที่ว่าจะเป็นเทพยิ่งกว่าเจ้าของ Software Package ก็ตาม

Technorati Tags: , , , , ,

LetsProve 24 June 2007 9:42 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Review , 8 ความคิดเห็น

ผมห่างหายไปจากการวิพากษ์เว็บไซต์ที่ให้บริการซอฟต์แวร์ตามหลักการของ SaaS มานานแล้วครับ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมันไม่ “โดน” ซักเท่าไหร่ แต่วันนี้ได้มีโอกาสวิพากษ์อีกครั้งนึง เพราะผมได้ไปพบเว็บไซต์ที่ให้บริการ SaaS ของคนไทยเข้า

LetsProve

LetsProve เป็นเว็บไซต์ให้บริการ Project Management และ Time Tracking ครับ ซึ่งเป็นการให้บริการตามแบบ SaaS เป๊ะ ๆ เลย ถือได้ว่าเป็นการเปิดศักราชที่ดีนะผมว่า เพราะเมืองไทยเราหายากนักที่จะมีธุรกิจ SaaS แบบนี้

LetsProve ไม่ใช่ SaaS ของบุคคลธรรมดา แต่เป็นธุรกิจในรูปของบริษัทจำกัด สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือผู้ก่อตั้งนั้นยังเด็กอยู่เลย เพิ่งจะอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น ซึ่งถ้านับประสบการณ์ในการล้มลุกคลุกคลานในธุรกิจแล้ว ถือว่ายังน้อยอยู่เลยครับ

จากการตรวจสอบแล้วพบว่า LetsProve ยังให้บริการ SaaS อยู่ตัวเดียว คือ LetsProve VO อีกทั้งการให้บริการก็มีการคิดอ่านล่วงหน้า มีการกำหนดกลุ่มลูกค้าไว้ 2 กลุ่มคือคนไทยเรากับคนต่างชาติ ดังนั้นจึงมีการวาง Server เอาไว้ทั้งที่เมืองไทยแล้วก็ที่สหรัฐอเมริกา

ผมได้ลอง LetsProve VO ดังกล่าวแล้วนิดหน่อยพบว่า ไม่ว่าจะเป็น LetsProve VO ที่ให้คนไทยใช้หรือให้คนต่างชาติใช้ ก็ล้วนมีระบบแสดงผลเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แสดงว่าการแยกที่วาง Server ก็เพื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงของลูกค้าเท่านั้นกระมัง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ จากการที่ผมตรวจสอบแล้วผมพบว่า LetsProve เขาลงทุนครับ เพราะมี Dedicated Server ของตัวเองเลย นัยว่าคงต้องการใช้ทรัพยากรของ Server อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแย่งใช้กับใคร ซึ่งถ้าเทียบกับคนทำ SaaS แบบมือสมัครเล่นอย่างผมแล้ว ผมคงไม่ลงทุนเช่า Dedicated Server แหง ๆ เพราะผมเป็นบุคคลธรรมดาไม่ใช่บริษัทจำกัดแต่อย่างใด

ผู้ก่อตั้ง LetsProve มีบล็อกของตัวเองด้วยนะครับ ใครสนใจก็สามารถที่จะเข้าไปพูดคุยด้วยได้ :-P

ผมหวังว่าธุรกิจ SaaS ของเมืองไทยจะเติบโต จนเป็นต้นแบบให้คนไทยเราเจริญรอยตามได้ในภายภาคหน้าครับ

Technorati Tags: , , , , , , , ,

Customized SaaS 23 June 2007 1:56 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 2 ความคิดเห็น

หลายปีมานี้ผมเห็นขอบเขตอะไรบางอย่างจากอินเตอร์เน็ต ฟากนึงคือกลุ่มคนหรือองค์กรที่พยายามสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ใคร ๆ เข้ามาใช้กัน ซึ่งการสร้าง SaaS สาธารณะก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ส่วนอีกฟากนึงคือปัจเจกบุคคล ที่พยายามจะสร้างขอบเขตพื้นที่ของตัวเอง พยายามที่จะเป็นเอกเทศไม่ยึดโยงอยู่กับพื้นที่สาธารณะ อีกทั้งอาจคิดถึงกระทั่งสร้าง SaaS เพื่อใช้ส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียว!!!

จริง ๆ แล้วตัวอย่างง่าย ๆ ที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ก็คือ “บล็อก” เราจะเห็นว่าในเบื้องต้น คนที่เขียนบล็อกจะเริ่มเขียนในพื้นที่สาธารณะก่อน จากนั้นเมื่อเริ่มเล็งเห็นถึงความเป็นปัจเจกของตัวเอง ก็จะมาเปิดบล็อกโดยใช้โดเมนของตัวเองแทน

ผมคิดว่าสำหรับ SaaS เองก็เช่นกัน ในขั้นแรกคนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกอยากจะใช้ SaaS จากองค์กรหรือบุคคลที่ให้บริการ SaaS สาธารณะ แต่พอผ่านไประยะนึงแล้วพวกเค้าก็จะรู้สึกอยากจะมี SaaS ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ใช้อยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องแบ่งกับใคร สามารถกำหนดต่อเติมได้อย่างที่ตัวเองต้องการ

สำหรับคนที่จบมาทางคอมพิวเตอร์คงทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้จบคอมพิวเตอร์คงลำบาก หากทำเองไม่ได้ก็ต้องจ้างให้คนอื่นทำให้

โดยหลักการของ SaaS แล้ว มันคือการส่งบริการซอฟต์แวร์ให้กับผู้บริโภคผ่าน Web Browser แต่ในหลักการเขาไม่ได้บอกว่าใครจะส่งบริการให้ใคร ซึ่งนั่นก็หมายความว่าต่อไป แนวโน้มอาจเป็นได้ว่าตัวเองนั่นแหล่ะที่ส่งบริการ SaaS ให้กับตัวเอง

การที่ตัวเราส่งบริการ SaaS ให้กับตัวเราเองก็น่าจะเกิดจากสมมติฐานที่ว่า บริการดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นมาตรฐาน เพราะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับตัวเราแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับคนหมู่มากหรือใคร ๆ

งั้นเรามาตั้งโจทย์กันหน่อยซิว่าถ้าเป็นเรา เราต้องการ SaaS ส่วนตัวแบบไหน มันจะเป็นการส่งบริการ SaaS แบบใดเพื่อตอบสนองเพียงเราคนเดียว

อือม ถ้าเป็นผมนะ ผมเองก็อยากได้บริการ SaaS ที่สามารถตรวจสอบสภาพของบ้านที่ผมอาศัยอยู่ทั้งหลังได้ ผมอาจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ผมห่วงบ้าน แต่เมื่อผมไปถึงต่างประเทศ ผมก็จะสามารถเปิด Web Browser เพื่อเข้าไปที่ SaaS ของผม มันก็จะสามารถบอกสภาพทุก ๆ อย่างของบ้านผมได้ ไม่ว่าจะเป็นสถิติการใช้ไฟฟ้า, น้ำประปา และโทรศัพท์ในแต่ล่ะวัน, หรือไม่ก็สถิติอุณหภูมิภายในห้องทุกห้องภายในบ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ผมอาจจะสามารถสั่งควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ทุกชิ้นภายในบ้านได้ โดยผ่านบริการ SaaS ส่วนตัวดังกล่าว!!!

ประเด็นของเรื่องนี้คงไม่ได้อยู่ที่กลไกทางอิเลกทรอนิกส์ ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อเรื่องที่ผมโม้ได้ แต่มันขึ้นอยู่กับ Customized SaaS มากกว่า ซึ่งถ้าเราสังเกตุดี ๆ เราจะพบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทำ SaaS Framework ขึ้นมาเลย เมื่อไม่มีใครทำมันขึ้นมา การจะสร้าง SaaS แบบส่วนตัวมันก็เลยลำบาก เพราะต้องเริ่มสร้างจากพื้นฐานขึ้นมาก่อนเลย แล้วหากเราเปลี่ยนโจทย์ เราก็ต้องเริ่มสร้างจากพื้นฐานขึ้นมาใหม่อีก วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

ดูเหมือนโจทย์ในการสร้าง SaaS Framework มันช่างกว้างจริง ๆ

Technorati Tags: , , , , ,

วันหมดอายุของซอฟต์แวร์ 22 June 2007 10:11 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 3 ความคิดเห็น

ปรกติแล้วคนที่เรียนมาทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการออกแบบซอฟต์แวร์ วิธีในการสร้างซอฟต์แวร์ แต่เรากลับพบว่าไม่เห็นมีรายวิชาไหนเลยแฮะ ที่สอนเราในเรื่องเกี่ยวกับวันหมดอายุของซอฟต์แวร์!!!

ตามธรรมดาแล้ววันหมดอายุมักจะใช้สำหรับอาหารและยารักษาโรค เพราะของพวกนี้มันใช้กิน ดังนั้นถ้ามันหมดอายุแล้วกินเข้าไป อาจทำให้เราเดี้ยงได้

การคาดการณ์หรือประเมิณถึงอายุขัยของซอฟต์แวร์นั้น ถือได้ว่าเป็นศาสตร์นึงที่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะมันหมายถึงต้นทุนของการเสียโอกาส ที่เราจะต้องสูญเสียมันไปหากเราคาดการณ์ผิดแล้วลงทุนผลิตมันขึ้นมา

  1. ต้นทุนสูง, อายุขัยสั้น
  2. ต้นทุนสูง, อายุขัยยาว
  3. ต้นทุนต่ำ, อายุขัยสั้น
  4. ต้นทุนต่ำ, อายุขัยยาว

จะเห็นว่าแบบข้อ 1. นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะผลิตมันขึ้นมา ยกเว้นว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะสูงมากหากประสบความสำเร็จ ซอฟต์แวร์แบบนี้มีอยู่แบบเดียวที่ผมรู้จัก นั่นก็คือ “เกมส์คอมพิวเตอร์”

การที่ซอฟต์แวร์มีอายุขัยสั้น มีช่วงอายุขัยที่แคบ ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีสาเหตุมาจากการด้อยคุณภาพของตัวซอฟต์แวร์เองแต่ประการใด ซอฟต์แวร์ดังกล่าวยังทำงานได้ดีอยู่ … แล้วทำไมมันหมดอายุล่ะ?

การหมดอายุของซอฟต์แวร์มีสาเหตุใหญ่ ๆ มาจาก 2 สาเหตุเท่านั้น นั่นคือ กระแสความนิยมลดลง และ ถูกแทนที่ด้วยซอฟต์แวร์ทดแทน

ถ้าเราจะทำให้ซอฟต์แวร์ของเรามีอายุขัยที่ยืนยาว ก็คงมีอยู่วิธีการเดียวนั่นก็คือ อ่านสถานการณ์ให้ขาด แล้วผลิตมันออกมาตอนที่เริ่มมีกระแสความนิยม และผลิตมันออกมาตอนที่ยังไม่มีซอฟต์แวร์ใดที่จะมาทดแทนมันได้ ในระยะเวลาอันใกล้นั่นเอง

Technorati Tags: , , , , ,

ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าซอฟต์แวร์ 20 June 2007 9:31 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 15 ความคิดเห็น

ผมเคยดูน้องชายเล่นเกมส์ออนไลน์เกมส์นึงครับ เห็นเรียกชื่อเกมส์ว่า The Sim เกมส์ดังกล่าวจะให้เราสวมบทเป็นตัวละครอาชีพต่าง ๆ ผมเลยถามน้องชายว่าเล่นเป็นอาชีพอะไร เขาบอกว่าเลือกเล่นเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมฟังแล้วก็งง ๆ ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้สนใจ (น้องชายผมเป็นวิศวกรเครื่องกล แต่ดันเล่นเป็นโปรแกรมเมอร์ สงสัยในเกมส์คงไม่มีอาชีพวิศวกรแฮะ เดาเอา)

ให้หลังสองสัปดาห์น้องชายผมก็เล่นเกมส์นี้อีก ผมเลยถามว่าอาชีพโปรแกรมเมอร์มันสนุกมั้ย? น้องผมตอบว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์แล้ว เลื่อนตำแหน่งเป็น “ราชันย์ข้อมูลข่าวสาร” แล้ว ผมฟังแล้วเอ๋อไป น้องผมรู้ทันเลยบอกว่าอาชีพในเกมส์สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ แล้วตำแหน่งสูงสุดของสายโปรแกรมเมอร์ก็คือ “ราชันย์ข้อมูลข่าวสาร” เป็นอาชีพที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุดในเกมส์ด้วย น้องผมว่างั้น

ผมฟังแล้วก็คิด คิดว่าเกมส์ดังกล่าวคงไม่ได้สร้างแบบสั่ว ๆ ขึ้นมา มันน่าจะสะท้อนแนวคิดของโลกความเป็นจริงอะไรบางอย่าง ดูเหมือนเกมส์มันกำลังจะบอกว่า คนที่สร้างซอฟต์แวร์เก่ง ๆ สุดท้ายจะกลายเป็นนักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร

คนที่จบทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สุดท้ายจะต้องถูกโน้มเอียงเข้าสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ หากเขาเหล่านั้นต้องการก้าวเข้าสู่จุดยอดสุดในสายอาชีพ!!!

คิดว่าจริงมั้ย ไม่รู้สิ เราไม่สามารถหาสิ่งใดมาพิสูจน์สมมติฐานนี้ได้ นอกจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับ งั้นเล่าประสบการณ์ตรงของผมให้อ่านดีกว่า จากประสบการณ์ผมพบว่า ระดับนโยบายแทบไม่เคยสนใจซอฟต์แวร์เลยว่ามันจะมีชื่อเรียกว่าอะไร, ใครเป็นคนทำมันขึ้นมา แล้วมันมีกลไกการทำงานยังไง

พวกเขาสนใจแต่ว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้น สามารถช่วยรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง ซึ่งแต่ล่ะแหล่งมีรูปแบบโครงสร้างข้อมูลที่แตกต่างกัน มีมิติของข้อมูลที่แตกต่างกัน มาประมวลผลด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ตกผลึกออกมาเป็นข้อมูลสำเร็จรูปอันมีค่า พร้อมจะนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับมหภาคได้หรือเปล่า?

ซึ่งถ้าระดับนโยบายของทุก ๆ องค์กรในโลกใบนี้ สนใจแต่ข้อมูลตกผลึกที่มีคุณค่าดุจทองคำเช่นนี้ ก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรหากจะบอกว่า “ราชันย์แห่งข้อมูลข่าวสาร” เป็นตำแหน่งอาชีพที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ

Technorati Tags: , , , , , ,

geek คอมพิวเตอร์ เก่งไม่ได้ทุกอย่างหรอก 19 June 2007 9:30 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 10 ความคิดเห็น

วันนี้ผู้ร่วมงานผมมาชวนผมไปลงเรียนหลักสูตรการสร้างเกมส์ออนไลน์สามมิติครับ สอนโดยอาจารย์จากเกาหลีเชียวนะ คือตอนที่ได้ฟังก็มีคิด ๆ เหมือนกันว่า ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าแบรนด์ทางด้านเกมส์ออนไลน์ของเกาหลีนี่แข็งแกร่งจริง ๆ ขนาดญี่ปุ่นกับอเมริกายังสู้ไม่ได้เลยแฮะ

ทีนี้ผมก็เลยถามไปว่าเรียนจบมาแล้วจะได้วุฒิการศึกษาอะไรมั้ย เขาบอกว่าไม่มีหรอก จะมีก็แต่พอเรียนจบแล้วนายทุนจะมาจองตัวไปทำงานทันทีเลย โดยหลักสูตรดังกล่าวรับคนเรียนเพียง 20 คนเท่านั้น!!!

ผมฟังแล้วก็ได้แต่คิด คิดว่าผมชอบทำเกมส์ออนไลน์สามมิติหรือเปล่า อื้ม ไม่ ๆ ผมไม่ได้ชอบ ผมชอบ SaaS มากกว่า แล้วการจะทำ SaaS ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรู้มาก รู้แค่ PHP, MySQL และ AJAX ก็พอแล้ว ที่เหลือก็จินตนาการแล้วก็แรงบันดาลใจล้วน ๆ

เขาถามผมว่าผมสนใจมั้ย ผมตอบไปว่าถ้าเปลี่ยนเป็นหลักสูตรการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อประมวลผลราคาตลาดของหุ้นและเงินตราต่างประเทศ ผมจะสนใจมากกว่าครับ :-P

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ geek คอมพิวเตอร์จะมีวิชาความรู้ให้เรียนเยอะนะ แต่ถ้าเราจับจุดตัวเองไม่ได้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเราน่ะ ถนัดอะไรแล้วก็พึงพอใจอะไรกันแน่ สุดท้ายเราก็จะกลายเป็น “เป็ด” ที่ไม่เก่งอะไรซักอย่างจนได้นั่นแหล่ะครับ

ไม่กลัวผู้รู้ร้อยวิชา แต่ผู้รู้เพียงวิชาเดียวอย่างลึกซึ้งนั้นน่ากลัวนัก

Technorati Tags: , , , , ,