กระโดดไปยังแผงนำทาง

วาระในการใช้อินเตอร์เน็ต 31 July 2007 11:59 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 10 ความคิดเห็น

ผมนั่งมองดูอันดับของเว็บไซต์ภาษาไทย ซึ่งเป็นที่นิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แล้วก็มองดูอันดับของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มองไปมองมา… แล้วก็คิด …

คิดว่าจริง ๆ แล้วพวกเราเข้าอินเตอร์เน็ตกันเพื่ออะไรกันแน่หนอ? …. ผมเองจะเข้าอินเตอร์เน็ตยังต้องกำหนดเป็นกำหนดการเลยนะ ว่าเมื่อนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วเนี่ย ผมมีจุดประสงค์จะเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อจะทำอะไรบ้าง

เพราะอินเตอร์เน็ตมันกินเวลาผม เผลอไม่ได้ เผลอเป็นกินเวลาทุกที!!!

ไม่รู้มีใครเป็นแบบผมหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยกำหนดวาระในการเข้าอินเตอร์เน็ตเลย ดังนั้นเมื่อมาใช้มัน ผมจึงมักจะหลงลืมไปหลายอย่าง ว่าจริง ๆ แล้วผมมาเข้าอินเตอร์เน็ตนั้นเพื่อต้องการจะทำอะไรบ้าง เป็นประมาณว่าใช้ไว้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวก็นึกได้เองแหล่ะว่าอยากจะใช้ทำอะไร

ผมว่าแต่ล่ะคนก็มีวาระในการใช้อินเตอร์เน็ตที่แตกต่างกันไปนะ อย่างผมเนี่ยก็อาจต้องอ่านข่าว, ตรวจหุ้น, ตรวจบัญชีธนาคาร, โอนเงิน, ตรวจอีเมล, เล่นเกมส์, เขียนบล็อก เป็นต้น

ซึ่งถ้าผมความจำดีผมก็อาจจะจำได้ว่าผมมีวาระที่จะใช้อินเตอร์เน็ตยังไงบ้าง แต่ถ้าบางครั้งผมจำไม่ได้ ผมก็จะยังนั่งแช่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วก็พยายามนึกให้ออกว่ามีวาระอะไรเหลือบ้างที่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งถ้ายังนึกไม่ออก ผมก็มักฆ่าเวลาในการนึกให้ออก ด้วยการเข้าเว็บโน้นเว็บนี้เพื่อเป็นการถ่วงเวลา เพราะถ้าผมลุกแล้วผมลุกเลย

มันคงจะเป็นการดีมากเลยเน้อะ ถ้ามีระบบซอฟต์แวร์อะไรซักตัวนึงตามหลักการของ Software as a Service ที่จะส่งบริการวาระในการใช้อินเตอร์เน็ตให้กับผม ผมจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับอินเตอร์เน็ต แล้วเอาเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มันน่าจะสร้างความจรรโลงใจให้ผมได้อ่ะ

Technorati Tags: , , , , ,

ระบบซอฟต์แวร์แบบ “บอลเกงกิ” 29 July 2007 9:36 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็น

ผมว่าคนรุ่นนี้คงมีน้อยคนนักครับที่ไม่รู้จักดราก้อนบอล การ์ตูนยอดนิยมที่นอกจากจะเตะต่อยกันไวปานความเร็วแสงแล้ว ยังสามารถยิงพลังต่อสู้กันได้อีกด้วย ซึ่งผมเองก็ชอบที่การปล่อยพลังต่อสู้กันนี่แหล่ะ ดูมันเว่อร์ดี แล้วก็มีอยู่ท่านึงที่ผมชื่นชอบมากด้วย นั่นก็คือพลังบอลเกงกิ

หลักการง่าย ๆ … พลังของบอลเกงกิได้จากการรวบรวมพลังจากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มารวมกัน รวมจากหลาย ๆ ที่ รวมคนล่ะเล็กคนล่ะน้อย ยิ่งสมัครใจให้พลังก็ยิ่งจะสามารถรวบรวมได้ง่ายเข้าไปใหญ่

ข้อดีของพลังบอลเกงกิก็คือมีอานุภาพรุนแรงมาก อีกทั้งเป็นพลังที่ได้จากการรวบรวมมาจากทุกสารทิศ จึงแบ่งเบาภาระพลังของผู้ใช้พลังได้อย่างอักโข จะเสียก็แต่ต้องใช้เวลารวบรวมนานพอดูกว่าจะปล่อยพลังออกไปได้ แต่หากปล่อยออกไปตรงเป้าหมาย ก็ถือว่าคุ้ม

ผมเองก็เพิ่งจะมีโอกาสให้ความสนใจกับทฤษฎีทางด้าน Human-Based Computation เหมือนกัน ผมชอบเทคนิคของทฤษฎีนี้นะ ไอ้เรื่องการให้ซอฟต์แวร์แบ่งขั้นตอนที่แน่นอน เพื่อส่งงานให้มนุษย์ช่วยทำเนี่ย ชอบจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่การแบ่งงานให้กับคนเพียงคนเดียวช่วยทำ แต่มันหมายถึงการแบ่งงานให้คนเป็นแสน ๆ คนช่วยกันทำ โดยกระทำผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องให้มีมนุษย์คอยเจ้ากี้เจ้าการกำหนดกระบวนการใด ๆ

ซึ่งแบบนี้มันต่างจากทฤษฎี Distributed Computing ที่พวกเรารู้จักกัน ทฤษฎีนั้นเป็นการแบ่งงานย่อย ๆ ออกไปให้คอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องช่วยกันทำงาน โดยการสื่อสารกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แต่อย่างว่าแหล่ะ ยังไงคอมพิวเตอร์ก็คิดอะไรที่มีเงื่อนไขซับซ้อน ต้องใช้อารมณ์และเหตุผลในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นผมว่า Human-Based Computation น่าสนใจกว่า เพราะมันคือการสร้างซอฟต์แวร์ให้ใช้คนช่วยทำงานให้อ่ะ

ประเด็นก็คือจะไปหาที่เรียน Human-Based Computation จากที่ไหนกันล่ะเนี่ย? ทฤษฎีนี้มันน่าสนใจซะด้วยสิ เพราะดูท่าทางจะเป็นอนาคตของโลกอินเตอร์เน็ต โลกที่คอมพิวเตอร์หมดมุกที่จะคิด เลยพยายามใช้ลูกล่อลูกชน เพื่อให้มนุษย์ช่วยคิดแทนให้ยังไงล่ะ!!!

ป.ล. ถ้าหาเรียนที่ไหนไม่ได้ สงสัยงานนี้ต้องคิดเองแล้วกระมัง!!!

Technorati Tags: , , , , ,

ตำรวจไซเบอร์ 27 July 2007 8:18 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 9 ความคิดเห็น

เมืองไทยเราน่าจะมีตำรวจไซเบอร์ระดับพระกาฬอยู่ไม่เกิน 10 ท่านกระมังครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบนายร้อยตำรวจในระดับปริญญาตรี แล้วจึงไปต่อปริญญาโททางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เพื่อจะได้มีพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์แน่นปึ้กขึ้น จะได้เก่งทั้งด้านการสืบสวนสอบสวนและเรื่องคอมพิวเตอร์

High-Tech Crime Center

ตำรวจไซเบอร์จะทำงานกันอยู่ที่ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยีครับ ซึ่งประเด็นที่ผมสนใจก็คือ ถ้าหากประเทศไทยเรามีตำรวจไซเบอร์ระดับพระกาฬอยู่ไม่เกิน 10 ท่าน แล้วคดีเป็นร้อยเป็นพันคดีที่เป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตำรวจไซเบอร์จะตามสืบสวนสอบสวนได้หมดได้ยังไงล่ะเนี่ย?

Technorati Tags: , , , , ,

แสดงตนด้วย “แพนเค้ก” 24 July 2007 3:10 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 30 ความคิดเห็น

ปรกติแล้วผมมักไม่ค่อยจำชื่อของใครครับ ผมมักจะจำไม่ได้ ซึ่งแสดงว่าสมองในส่วนของ “การประมวลผลคำ” ของผมนั้น มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็น “หน้าคน” กับ “กิริยาท่าทาง” ของคน ๆ นั้นล่ะก็ ผมจะจำแม่นมากเลยล่ะ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือผมเป็นคนประเภท “จำหน้าได้ แต่จำชื่อไม่ได้” นั่นเอง

การที่เราจำหน้าคนได้ หรือจำกริยาท่าทางของคน ๆ นั้นได้ย่อมแสดงว่า สมองในส่วนที่ใช้สำหรับเปรียบเทียบของเรานั้น มันพัฒนาไปมากเลยครับ (อ้างอิง: Pattern Recognition) เพราะรายละเอียดการจำมันเยอะนะ ไอ้เจ้าหน้าคนกับกิริยาท่าทางเนี่ย มันมีตัวแปรเข้ามากระทบเยอะ อย่างเช่นถ้าเราคิดจะจำหน้าใครซักคนนึง พอผ่านไปซัก 5 ปี หน้าของคน ๆ นั้นอาจจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนตอนที่เราจำ ด้วยเหตุเพราะคน ๆ นั้นแก่ขึ้น, ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า, แต่งหน้าแต่งตา, เปลี่ยนทรงผม, อ้วนขึ้น, ผอมลง, ทำศัลยกรรม เป็นต้น

แต่ยังไงซะ ก็ยังมีเค้าโครงของใบหน้าเดิมอยู่ดี ซึ่งยังทำให้เราพอจะจำได้อยู่ ว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร เพียงแต่อาจต้องนึกนานหน่อย!!!

ปรกติแล้วพวกเรามักจะใช้ตัวอักษรหรือตัวเลขผสมกัน เพื่อใช้เป็นรหัสผ่านในการแสดงตนสำหรับเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ถูกมั้ยครับ? ผมว่ามันน่าจะสนุกกว่านะ ถ้าเราใช้รูปภาพเป็นกลไกในการแสดงตนแทน

ทีนี้ถ้าใช้รูปภาพวิวทิวทัศน์มันก็น่าเบื่อ ไม่เจริญหูเจริญตาซักเท่าไหร่ จะใช้รูปหน้าของตัวเองมันก็เห็นอยู่ทุกวัน ดูแล้วไม่แช่มชื่นหัวใจ งั้นใช้รูปดาราดีกว่า เอ้อ เข้าท่าอันนี้

ผมก็เลยว่าจะโม้ถึงระบบแสดงตนด้วยรูปภาพครับ อันนี้เป็นจินตนาการนะ มันยังไม่มีอยู่จริงหรอก โดยรูปภาพในการแสดงตนเพื่อเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของผมคือใบหน้าของ “แพนเค้ก” ก็แล้วกันครับ เห็นช่วงนี้งานเยอะดี ออกโทรทัศน์บ่อยเหลือเกิน ดังภาพข้างล่าง

Cipher PanCake

รหัสผ่านของผมคือใบหน้า “แพนเค้ก” ทั้ง 3 ใบหน้านี้ครับ เรียงกันเป็นลำดับไปเลย จะเห็นว่าถ้ามีใครมาถามผมว่ารหัสผ่านของผมคืออะไร ผมก็จะตอบไปว่าเป็นใบหน้าของ “แพนเค้ก” เขาก็คงงงตึ้บไปเลย เพราะถึงรู้ว่าเป็นใบหน้าของใคร แต่ก็ไม่รู้ว่าใบหน้าที่ว่าเป็นยังไงอยู่ดี

จากนั้นระบบก็จะแสดงชุดใบหน้าของ “แพนเค้ก” มาให้ผมเลือกครับ ว่าหน้าไหนกันแน่ที่เป็นรหัสผ่านเข้าใช้ ดังรูปข้างล่าง

(more…)

ตามหาร่องรอย 22 July 2007 11:22 am

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 9 ความคิดเห็น

หลังจากผมตามหามาหลายวัน ว่าหัวข้อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับแปลเป็นภาษาชาวบ้านของผม มันมีต้นตอในการเผยแพร่จากที่ไหน ในที่สุดผมก็ตามเจอแล้วครับ

นี่เลยครับ เริ่มจากตรงนี้เลย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกายวรรณกรรม คอลัมน์หน้ากระดาษบนฟ้า :-P หาตั้งนาน หาเจอจนได้

การตามหาร่องรอยของข่าวสารในโลกอินเตอร์เน็ตนี่ มันไม่ได้ตามหากันได้ง่าย ๆ เลยนะเนี่ย

Technorati Tags: , , , , ,

Information Technology Infrastructure Library 20 July 2007 10:30 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 1 ความคิดเห็น ยังอีกไกล!

ถ้าใครที่อ่านบล็อกนี้บ่อย ๆ จะพบว่า ผมมักจะนิยามว่าซอฟต์แวร์คือการบริการอยู่เสมอ ผมไม่ค่อยหรือไม่เคยนิยามว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์ ถูกมั้ย?

ตอนนี้ขอบข่ายของซอฟต์แวร์มันกว้างขึ้นครับ เพราะโดยตัวของซอฟต์แวร์นั้น จะเป็นบริการที่โดดเดี่ยวไม่ได้ มันจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทำให้ตกผลึกออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ (อ้างอิง: นักปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร)

ในเมืองนอกนั้นถือว่าการให้บริการแก่ผู้บริโภค โดยใช้ซอฟต์แวร์เป็นตัวขับเคลื่อนในการบริการนั้น ถือได้ว่าเป็นศาสตร์อย่างนึงที่พัฒนาไปเป็นอย่างมาก แต่ผมไม่เคยนึกเลยว่าศาสตร์ทางด้านการขับเคลื่อนบริการให้แก่ผู้บริโภค โดยใช้ศาสตร์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแกนหลักนั้น กลับถูกพัฒนาอย่างเป็นล่ำเป็นสันที่อังกฤษไม่ใช่ที่สหรัฐอเมริกา!!!

ศาสตร์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Information Technology Infrastructure Library หรือ ITIL ครับ มันเป็นศาสตร์แล้วก็เป็น Framework ที่ทำให้เรารู้จักกระบวนการ, เทคนิค, วิธีการ ที่จะทำให้เราใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างมีคุณภาพ, มีปัญหาน้อยที่สุด และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคสูงสุด

จริง ๆ แล้ว ITIL เป็นหนังสือครับ ประกอบด้วยหนังสือหลายเล่ม เกือบสิบเล่มเห็นจะได้ เรียกว่าเป็นตำราเลยก็ว่าได้ ซึ่งถ้าใครหรือองค์กรใดสามารถปฏิบัติตามหนังสือได้แบบเป๊ะ ๆ ๆ ล่ะก็ ก็จะสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างถึงแก่นเลยล่ะ

ปัจจุบัน ITIL เข้าสู่รุ่นที่ 3 แล้ว เรียกว่า ITIL V3 และเนื่องจากการทำความเข้าใจกับศาสตร์ ITIL นั้น ถ้าให้อ่านจากตำราทั้งหมดคงสาหัสมาก ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้ระบบจำลองสภาวะเป็นตัวช่วย ซึ่งถูกเรียกว่า Information Technology Service Management Simulation Workshop หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ITSM Simulation Workshop

ITSM Simulation Workshop เป็นระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ครับ เวลาเราจะใช้มันจะต้องฉายขึ้นจอภาพเบ้อเริ่มเลย โดยมันจะจำลองการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ผู้บริโภค ให้เหมือนกับการแข่งขันรถแข่ง Formula1 ครับ โดยจะจำลองว่าปัญหาเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็เหมือนกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับรถ Formula1 ในสนามแข่งขัน ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำก็คือรับทราบปัญหา แล้วค้นหาปัญหาให้พบแล้วเร่งแก้ไขมันซะ ก่อนที่เราจะสูญเสียอันดับของรถ Formula1 ทั้ง 4 คันในการแข่งขันแต่ล่ะ Race ซึ่งมีการเก็บคะแนนสะสมทั้งหมด 5 Race

ผมเคยเข้า Workshop ดังกล่าวมาแล้ว ราคาแพงเหมือนกันนะ 6 ชั่วโมงคิดคนล่ะ 50,000 บาทแน่ะ แพงดีเน้อะ!!! อีกอย่าง การเข้า Workshop ดังกล่าวก็ไม่ได้เข้าคนเดียวด้วย ต้องเข้าเป็นทีม โดยให้คนที่เข้า Workshop จะต้องประจำอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่กำหนดเอาไว้ เหมือนกับพวกวิศวกรที่ต้องประจำอยู่ที่จุดพักรถ เพื่อคอยรอตรวจถังน้ำมัน, เปลี่ยนล้อ, ทำเครื่องยนต์ให้เย็น, เปลี่ยนอะไหล่, แล้วก็คอยหาจุดผิดพลาดของอะไหล่ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับรถคันดังกล่าว แล้วเราคิดว่ามันเป็นปัญหา อะไรประมาณนั้น

จุดมุ่งหมายของการเข้า Workshop ก็เพื่อให้ทุกคนได้ซึบซับศาสตร์ ITIL โดยไม่จำเป็นต้องอ่านตำราทั้งหมด ซึ่งแบบนี้ผมก็ว่าดีนะ เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นก็ไม่เท่าลงมือทำนั่นเอง

ป.ล. จาก Workshop นั้นทำให้ผมรู้อย่างนึงว่า เรื่องทำงานเป็นทีม คนไทยยังต้องพัฒนาอีกเยอะครับ T-T

Technorati Tags: , , , ,

การแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ 19 July 2007 10:54 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 11 ความคิดเห็น

วันนี้มาแนวการจัดการหน่อยนะคงไม่ว่ากัน :-P ผมจะสมมติว่าตัวเองจะตั้งบริษัทผลิตบริการซอฟต์แวร์ โดยเป็นการส่งซอฟต์แวร์ให้กับผู้บริโภคตามหลักการของ Software as a Service นะ ผมก็เลยจำเป็นที่จะต้องรับสมัครพนักงาน 2 ตำแหน่ง โดยมีตำแหน่ง Web Application คนนึง กับ Desktop Application คนนึง รับแค่ 2 คนเท่านั้นเพราะไม่ค่อยมีตังค์ ซึ่งผมก็กำหนดว่าเงินเดือนให้มาตกลงกันตอนสัมภาษณ์งาน

ทีนี้การส่งบริการซอฟต์แวร์ให้กับผู้บริโภค ตามหลักการของ Software as a Service นั้น มันเน้นการสร้าง Web Application เป็นหลัก เพราะจำเป็นต้องให้ทำงานผ่าน Browser ดังนั้นคนที่เป็น Web Application ก็เลยคิดว่าจะให้ค่าแรงเยอะหน่อย ส่วนอีกคนนึงทำ Desktop Application ไว้ประมวลผลเบื้องหลัง คอยทำซอฟต์แวร์ออกรายงานต่าง ๆ ไม่ใช่แกนของธุรกิจ ก็เลยคิดจะให้ค่าแรงน้อยหน่อย

ฐานเงินเดือน

อย่างที่รู้ ๆ กันว่าเรื่องเงินเดือนเป็นความลับ ดังนั้นฐานเงินเดือนนี้ผมรู้อยู่คนเดียว พนักงานที่ผมจะรับเข้ามาไม่มีทางรู้ … แล้วพอดีว่ามีคนมาสมัครงานกับบริษัทผมแค่ 2 คนเอง ผมก็เลยรับเอาไว้ทั้ง 2 คน เพราะมันพอดีกับตำแหน่งงาน

คนแรกชื่อนายโคตรเทพ คนอะไรไม่รู้เก่งโคตร มีค่าทักษะ Web Application 80/100, ทักษะ Desktop Application 80/100 (แหม บริษัทผมมีบุญจัง รับคนเก่งแบบนี้เข้ามาได้)

ค่าทักษะนายโคตรเทพ

(more…)

Some Rights Reserved 17 July 2007 1:00 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 7 ความคิดเห็น

เนื่องจากมีหลาย ๆ ท่านที่แวะเวียนเข้ามายังบล็อกของผม แล้วให้ความสนใจกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับอธิบายแบบชาวบ้านของผมเป็นอย่างมาก หลายท่านได้ฝากข้อความไว้ที่บล็อกแห่งนี้เพื่อขออนุญาติอนุญาตเผยแพร่ต่อไป ซึ่งมันทำให้ผมต้องเอ่ยอนุญาติอนุญาตอยู่บ่อย ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงทำให้ผมสงสัยยิ่งนักว่าทำไมต้องมาขออนุญาติอนุญาตผมด้วยหว่า จะเอาก็เอาไปดิ แล้วก็ลิงค์ลิงก์กลับมาว่าอ้างจากบล็อกนี้ก็พอแล้ว!!!

แต่ตอนนี้ผมถึงบางอ้อแล้วครับ เพราะผมเหลือบลงไปดูที่ท้ายของบล็อกถึงได้รู้ว่า theme wordpress ที่ผมนำมาใช้นั้น มันทำข้อความมาตรฐานไว้ว่า “Copyright” นี่หว่า มิน่าเล่า ใคร ๆ ถึงต้องมาขออนุญาติอนุญาตกัน

ดังนั้นเพื่อให้การแจกจ่ายแล้วอ้างกลับเป็นไปอย่างเรียบร้อย แล้วผมก็ไม่ต้องมาคอยเอ่ยอนุญาติอนุญาตใคร ๆ งั้นนี่เลยดีกว่า แต่น แตน แต๊น …. Creative Commons License เลยครับ คือคำตอบของผม

ตอนนี้ผมใช้ Creative Commons License แล้วนะ โดยผมอนุญาติอนุญาตให้แจกจ่ายแล้วอ้างกลับ แต่ยังไม่อนุญาติอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข เป็นประมาณ Some Rights Reserved แบบนี้ดีโลด ผมจะได้ไม่ต้องมาเอ่ยอนุญาติอนุญาตอีก อิ อิ

ป.ล. บางท่านบอกว่าเห็นกฎหมายฉบับแปลชาวบ้านของผม ไปโผล่อยู่ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจด้วย ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าไปโผล่อยู่ตรงไหนของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว เพราะหนังสือพิมพ์กระดาษมันลิงค์ลิงก์กลับมาที่บล็อกของผมไม่ได้อ่ะ :-P

Technorati Tags: , , , , , , ,

ระบบการคัดเลือกผู้นำ 16 July 2007 9:15 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 7 ความคิดเห็น

พอดีไปอ่านเจอในบล็อกของคุณ mk ครับ หัวข้อคนไอทีไม่เข้มแข็ง ผมอ่านแล้วชอบใจมากอยู่เรื่องนึง คือเรื่องสภาโปรแกรมเมอร์ เมื่ออ่านแล้วก็เลยคิดว่าแทนที่จะคอมเม้นท์ในนั้น ผมว่าผมเล่าอะไรให้อ่านที่นี่ดีกว่า :-)

เรื่องที่จะเล่าคือระบบการคัดเลือกผู้นำของเมืองจีนครับ เรื่องนี้น่าสนใจดีนะไม่ค่อยมีใครเล่าให้อ่านหรอก ผมจะเล่าให้อ่านกัน

เมืองจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากครับ แล้วก็พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมากด้วย ซึ่งสิ่งนี้คือกุญแจสำคัญสู่การเป็นมหาอำนาจ เพราะมนุษย์คือกุญแจหลักของการพัฒนาอารยธรรมทั้งปวง ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งส่งเสริมให้อารยธรรมก้าวหน้าเท่านั้น ดังนั้นการทำให้ทรัพยากรมนุษย์สร้างพลังได้มากที่สุด ก็ต้องอาศัยคณะผู้นำเป็นผู้กำหนดทิศทาง!!!

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะคัดเลือกผู้นำของเมืองจีนจึงใช้ระบบประชาธิปไตยเพื่อเลือกคณะผู้นำไม่ได้ เพราะถ้าเขาใช้วิธีดังกล่าว เขาจะได้คณะผู้นำที่ไม่สมบูรณ์แบบ แล้วเมื่อคณะผู้นำที่ได้มาไม่สมบูรณ์แบบ ก็จะไม่สามารถปกครองประเทศที่มีทั้งประชากรมหาศาลและผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ได้

ทางการจีนใช้วิธีในการคัดเลือกผู้นำแบบนี้นะครับ เขาใช้วิธีคัดเลือกเด็กโตเป็นพัน ๆ คนจากทั่วประเทศ ซึ่งเด็กโตเหล่านี้มีคุณสมบัติและความสามารถที่จะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้นำของชาติได้ จากนั้นทางการจะติดตามพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้โดยที่ไม่ให้เด็กเหล่านี้รู้ตัว การติดตามจะดำเนินต่อไปจนตลอดชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น

ข้อมูลทุก ๆ อย่างของเด็กเหล่านี้จะถูกบันทึกเอาไว้ตั้งแต่เด็กจนโต ว่ามีพัฒนาการยังไง มีอุปนิสัยใจคอยังไง มีทักษะความสามารถเด่น ๆ ด้านใดบ้าง มีไอคิวเท่าไหร่ มีปัญญาเชิงอารมณ์แค่ไหน ทุกอย่างจะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งต่อจากหน่วยราชการหนึ่งไปยังอีกหน่วยราชการหนึ่ง ส่งต่อจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ไม่ว่าคนที่ถูกเลือกเอาไว้จะอยู่ที่ไหน ประวัติก็จะติดตามไปทุกที่

นอกจากนี้เพื่อเป็นการบ่มเพาะให้คนเหล่านี้มีจิตใจเยือกเย็น ทรหด แน่วแน่ เข้มแข็ง ทางการก็จะส่งคนเหล่านี้กระจายไปทำงานหรือเรียนหนังสือยังที่ทุรกันดารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เฮยหลงเจียง, ซินเจียงอุยเกอร์, ซีจ้าง, กานสู่ แล้วให้คนเฝ้าดูพฤติกรรมของคนเหล่านั้นว่าอดทนได้เพียงไร

จากคนเป็นพันคนที่ถูกคัดเลือกเอาไว้ ก็จะค่อย ๆ ถูกคัดกรองออกทีล่ะคนสองคน ด้วยสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะจิตใจที่ไม่แน่วแน่, ความทรหดทางจิตใจไม่เพียงพอ, เป็นคนพูดมากเก็บความลับไม่ได้, เป็นคนไม่จริงจัง, เป็นคนก้าวร้าว, เป็นคนที่มีภาวะผู้นำไม่เสมอต้นเสมอปลาย เป็นต้น … คนเหล่านั้นถูกคัดออกโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกเฝ้ามองอยู่!!!

จากพันเป็นร้อย จากร้อยเป็นสิบ พวกเขาเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ในหน้าที่ทางราชการของตนเอง โดยมีคนของระบบคัดเลือกผู้นำเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า “ว่าที่” คณะผู้นำเหล่านั้น มีคุณสมบัติคู่ควรอย่างแท้จริงที่จะเป็นคณะผู้ปกครองประเทศต่อไปได้

การคัดเลือกจะกินเวลายาวนานมาก อาจจะเนิ่นนานตั้งแต่ 30 ปี - 50 ปีเลยทีเดียว และการคัดเลือกก็ไม่ได้ทำเพียงแค่ครั้งเดียวเพื่อเลือกผู้นำในรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่จะกระทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมที่ทางการจีนจะต้องเปลี่ยนคณะผู้นำแล้ว ว่าที่คณะผู้นำเหล่านั้นจะมีคุณสมบัติดีที่สุด พร้อมที่จะเป็นคณะผู้นำในรุ่นต่อไปได้

นี่คือสาเหตุว่าทำไมคณะผู้นำของจีนแต่ล่ะคนอายุเกือบ 70 ปีทั้งนั้น ก็เพราะเขาคัดกันนานอย่างนี้แหล่ะ!!!

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การเกิดขึ้นของสภาโปรแกรมเมอร์ดังกล่าว จะมีกระบวนการอันสลับซับซ้อน เหมือนอย่างเช่นระบบการคัดเลือกผู้นำของเมืองจีนหรือเปล่าก็ไม่รู้แฮะ :-P

ป.ล. ผมไม่ชอบเรื่องการเมืองครับ ผมชอบเรื่องคอมพิวเตอร์กับเรื่องการลงทุนเท่านั้น :-P ดังนั้นโปรดอย่าติเตียนอำนาจรัฐในบล็อกผมนะ T-T ได้โปรด

Technorati Tags: , , , , , ,

ระบบจำลองสภาวะตลาดเงิน 15 July 2007 2:07 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 5 ความคิดเห็น

ผมเห็นช่วงนี้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ครับ อีกทั้งเราก็พบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากเลย ซึ่งคนที่ไม่ค่อยได้คลุกคลีกับวงการตลาดทุนหรือวงการตลาดเงินอาจไม่ทราบว่า การที่ราคาของหุ้นหรือเงินตราต่างประเทศมันเคลื่อนไหวขึ้น ๆ ลง ๆ นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะมีสถาบันหรือองค์กรไหน ๆ ไปกำหนดมัน แต่เป็นเพราะความต้องการในการซื้อขายของมนุษย์อย่างพวกเราต่างหากที่เป็นผู้กำหนดมัน

ถ้าเทียบกันแล้วตลาดทุนยิ่งใหญ่น้อยกว่าตลาดเงินครับ ตลาดเงินยิ่งใหญ่กว่ามาก ซึ่งการที่มันยิ่งใหญ่กว่ามากนี่แหล่ะที่เป็นประเด็น!!!

ประเด็นก็คือเราไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตลาดเงิน เราไม่ใช่ผู้จัดการกองทุนที่ถือเงินเป็นหมื่นล้านดอลล่าร์ เราจึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าหากเราซื้อหรือขายเงินเป็นปริมาณมหาศาลในช่วงเพียงแค่ไม่ถึงนาที แล้วปรากฎการณ์ราคาของเงินตราต่างประเทศมันจะพลิกผันเช่นไร

กติกาของมนุษย์เหมือน ๆ กันครับนั่นก็คือ ต้องทดลองบ่อย ๆ ครับถึงจะรู้แจ้งได้, ถึงจะสามารถสร้างผลลัพท์ที่เหมือนกันและซ้ำ ๆ กันได้ แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในบทบาทหรือฐานะที่จะมีปัจจัยให้ทดลองได้ล่ะ จะทำยังไง?

ระบบจำลองสภาวะตลาดเงินน่าจะเป็นคำตอบ!!!

แต่การจะจำลองสภาวะของตลาดเงินให้อิงกับความจริงได้นั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะเราไม่สามารถสร้างระบบจำลองที่ต่อเชื่อมกับต้นกำเนิดของตัวแปรต่าง ๆ อย่างตลาดเงินตราต่างประเทศได้ เพราะระบบของเขาคงไม่ใช่ระบบเปิด ไอ้ครั้นจะมากรอกมือเข้าระบบจำลองเพื่อประมวลผล ก็คงจะต้องกรอกกันจนมือหงิก เพราะตัวแปรมันมีเป็นพัน ๆ ตัว

อีกอย่าง การจะสร้างแบบจำลองได้ ไม่ได้หมายความว่าสร้างซอฟต์แวร์เป็นแล้วจะทำได้ แต่ต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับมาสร้างระบบจำลองด้วย แล้วพ่อมดการเงินที่ไหนจะมาบอกข้อมูลแบบนี้หวา!!!

งั้นสิ่งที่จะทำได้ก็คงเป็นการสร้างแบบจำลองของตลาดเงินตราต่างประเทศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาเทียบเคียงกับของจริง แล้วย่อขนาดของตลาดเงินตราต่างประเทศลงมา ให้มีขนาดเล็กลงพอที่จะบรรจุในระบบจำลองสภาวะได้

จากนั้นก็เปิดโอกาสให้ใครก็ตาม สามารถที่จะเข้ามาลองซื้อขายเงินตราต่างประเทศในระบบจำลองได้ โดยทำตัวเหมือนกับตัวเองเป็นผู้จัดการกองทุน ลักษณะน่าจะประมาณเกมส์ออนไลน์ MMORPG

แบบนี้น่าจะดี เพราะนอกจากคนที่เข้าไปลองจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับระบบตลาดเงินแล้ว ระบบจำลองยังสามารถที่จะเก็บรูปแบบการซื้อขายต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์เอาไว้ได้อีกด้วย … ถือเป็นการให้ระบบคอมพิวเตอร์ใช้คนให้ทำงานให้เลยแฮะ

ดูเหมือนตลาดเงินจริง ๆ เอง ก็ไม่ต่างจากเกมส์ออนไลน์ MMORPG ขนาดใหญ่เลยนะเนี่ย เพียงแต่การแพ้ชนะของคนในเกมส์ดังกล่าว มันส่งผลกระทบถึงประชาชนจริง ๆ ในโลกก็เท่านั้นเอง

Technorati Tags: , , , , ,