Network+ 2005 In Depth 30 November 2007 12:06 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 2 ความคิดเห็นผมจำได้ลาง ๆ ว่าเคยโม้เอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อนว่า ผมกระจอกวิชาคอมพิวเตอร์เครือข่าย หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดิ้นว่า “Computer Network” มาก ๆ เลยครับ
ดังนั้นเพื่อไม่ให้พวกเราดำเนินรอยตามความไม่เอาไหนของผม งั้นเอา e-book เล่มนี้ไปอ่านกันโลดครับ
Technorati Tags: computer, network, คอมพิวเตอร์, เครือข่าย, ebook, e-book
เงินดิจิตอล 29 November 2007 9:47 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 11 ความคิดเห็นจริง ๆ แล้วผมไม่ชอบทุนนิยมซักเท่าไหร่ครับ ทุนนิยมกระตุ้นให้เกิดความโลภ อือม แต่ก็ต้องขอชมผู้ที่คิดค้นทุนนิยมขึ้นมาเหมือนกันนะ เพราะถ้าไม่มีระบบทุนนิยมเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ มนุษย์เราก็คงไม่ดิ้นรนขวนขวายสร้างสินค้าและบริการขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้หรอก
กุญแจสำคัญของระบบทุนนิยมก็คือ “เงินตรา” … “เงินตรา” เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในระบบทุนนิยม เพราะถ้าทุนนิยมเติบโตขึ้น โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันเอง โดยไม่มี “เงินตรา” เป็นสื่อกลาง … มันคงดูไม่จืดเลย
ว่าแล้วผมก็เล่านิทานแต่งเองให้อ่านซักเรื่องดีกว่า …
… เริ่ม
สมัยก่อน ๆ ๆ ๆ นู้นเมื่อมนุษย์รับหรือจ่ายเงินออกไป ก็จะใช้สมองจดจำเอาไว้ว่าทำธุรกรรมทางการเงินอะไรไปบ้าง ซึ่งบางครั้งก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ว่าง ๆ ก็เอาเงินที่เก็บอยู่มานับ ๆ ดูว่าเมื่อวานมีเท่านี้ วันนี้มีเท่านี้ แล้วมันเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่หว่า???
งั้นจดเอาดีกว่าเน้อะ จดไว้หน่อยว่ารับเงินมาเท่าไหร่ แล้วก็จ่ายเงินออกไปเท่าไหร่ ก็จดเอาไว้ในกำแพง, ก้อนหิน, หนังสัตว์, ไม้ไผ่, ผืนผ้า แล้วสุดท้ายก็กระดาษ โอ๊ะ ๆ ๆ ๆ มนุษย์กำลังทำอะไร … อ้อ เราเริ่มจะแยกระบบการเงินกับระบบบัญชีออกจากกันไง เงินก็เก็บอยู่ที่นึง แล้วบัญชีก็เก็บอยู่ที่นึง แต่ก็ยังไม่มั่นใจนะ ยังไม่มั่นใจ ก็ยังเอาเงินที่เก็บอยู่ เอามานับเทียบกับบัญชี ว่ามันตรงกันหรือเปล่า ถ้ามันตรงกันก็สบายใจ กินอิ่ม นอนหลับ แต่ถ้ามันไม่ตรงกันก็ต้องมานั่งขบคิดให้ปวดกระโหลกอีก ว่าตกลงเงินที่เก็บอยู่มันไม่ถูกต้อง หรือบัญชีที่จดเอาไว้มันไม่ถูกต้องกันแน่ ก็งมโข่งกันเข้าไป
คราวนี้เงินมันเริ่มเยอะขึ้น การรับจ่ายก็มีความถี่สูงขึ้น การมานั่งนับว่าเงินกับบัญชีมันตรงกันหรือเปล่าก็กลายเป็นเรื่องลำบาก กลายเป็นว่ามีเงินมากกลายเป็นความทุกข์ไป … แต่โชคดีที่บังเอิญมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือระบบคอมพิวเตอร์!!!
The Chronicle Of Open Source Web Application 27 November 2007 9:31 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 8 ความคิดเห็นการเติบโตของ Open Source Web Application ก็ไม่แตกต่างจากการเติบโตของมนุษย์ซักเท่าไหร่ครับ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะนึงสู่สภาวะนึง เท่าที่ผมเห็นนะ ตอนนี้ Open Source Web Application ได้เปลี่ยนผ่านมา 3 รุ่นแล้ว และกำลังจะก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 4 ในเร็ว ๆ นี้นะ (ถ้าทำนายไม่ผิด)
รุ่นที่ 1 - เปิดเผยตัวตน
จากเดิมที่ใครก็ตามที่หาญกล้าปล่อย freeware ที่ตัวเองสร้างขึ้น ออกมาให้ชาวบ้านได้ดาวน์โหลดกัน เขาคนนั้นต้องมั่นใจแล้วว่า freeware ของเขานั้นมีกลไกที่เจ๋งสุด ๆ ไอ้เรื่องจะ bug นี่แทบจะไม่มี หนำซ้ำหน้าจอก็ต้องสวยงามใช้งานง่าย เข้ายุคเข้าสมัยไม่มีเชย
แต่เมื่อ Open Source บังเกิดขึ้น มันกลายเป็นว่านอกจากเขาจะต้องอวดว่าซอฟต์แวร์ของเขาเจ๋งและสวยแล้ว เขายังต้องอวดให้ชาวบ้านเห็นด้วยว่าเขาเขียนโค้ดได้อย่างสวยงาม มีระเบียบ เป็นระบบ สืบค้นตรวจสอบได้ง่าย เขียนต่อเพิ่มเติมได้ไม่ยากเย็น และที่สำคัญเข้าใจง่ายที่ซู้ดเลย ไม่ว่าหน้าไหนจะมาแก้ไขก็ตาม
ผมเองเคยได้ทำ changelog กับ Open Source Web Application ในรุ่นที่ 1 แค่ตัวเดียวครับ นั่นก็คือ phpBB
ขอบอกเลยว่าขนาดเขา Open Source แล้ว ผมยังแกะตั้งนานกว่าจะแก้ให้มันเป็นอย่างที่ผมต้องการได้ ยิ่งถ้าแก้เสร็จแล้วมันใช้ได้ดี เราอยากจะให้คนอื่นได้แก้ตามด้วย เราก็ต้องทำ changelog เพื่อบอกลำดับการแก้ไขให้ชาวบ้านเขารู้ว่าต้องแก้ไงถึงจะได้ผลลัพท์อย่างที่เราทำได้ ซึ่งผมเองก็เคยทำตาม changelog ของคนอื่นเหมือนกัน … ทำเสร็จแล้วเหนื่อยไปเลย นี่ขนาดเขาบอกไว้อย่างดีแล้วนะเนี่ย T-T
พจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์ 25 November 2007 10:20 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : หนังสือเก่า , 1 ความคิดเห็น ยังอีกไกล! จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ถึงหน้าปกจะบอกว่าเป็น “พจนานุกรม” แต่ข้างในมีลักษณะของ “สารานุกรม” เล็ก ๆ อยู่เหมือนกันนะ
ผมซื้อมันมาเพราะอยากจะรู้ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ครับ สมัยนั้นมันไม่มี wikipedia หรือ e-book นี่หว่า
หลังจากซื้อมาแล้วผมก็มานั่งอ่านครับ ค่อย ๆ อ่านไปทีล่ะหน้าเหมือนกับการอ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ทั่วไป … จนผ่านไปสิบกว่าหน้าแล้วก็มานึกขึ้นได้!!!
สิ่งที่นึกขึ้นได้ก็คือพจนานุกรมมันไม่เหมือนกับหนังสือทั่วไปนี่หว่า เราจะใช้ประโยชน์จากมันก็ต่อเมื่อเราอยากจะรู้คำศัพท์ เมื่อเราอยากรู้คำศัพท์เราจึงค่อยมาเปิดมันแล้วก็อ่านมัน งั้นการที่ผมมานั่งอ่านมันเหมือนหนังสือทั่วไปก็ไม่ถูกต้องอ่ะดิ
เพราะถ้าผมอ่านมันจนหมดแล้ว แถมจำได้ด้วย ก็แสดงว่าผมกำลังยัดพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์เล่มดังกล่าวเข้าหัวผมอ่ะดิ แล้วแบบนี้หนังสือเล่มนี้มันจะมีประโยชน์อะไรอ่ะ!!!
ที่แท้แล้วหนังสือมันมีอยู่สองจำพวกนี่เอง จำพวกแรกมีหน้าที่เป็น “สื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูล” กับอีกประเภทนึงเป็น “สื่อกลางในการเก็บข้อมูล”
ความรู้บางอย่างเราไม่จำเป็นต้องจำไว้ในหัวก็ได้ เพียงแต่เราจำได้ว่าเราจะสืบค้นได้จากที่ไหนก็พอ เหมือนอย่างพจนานุกรมนั่นประไร
ทุกวันนี้ผมไม่ได้ใช้มันแล้วครับ เพราะ wikipedia เจ๋งกว่าเป็นไหน ๆ เลย อิ อิ
ป.ล. ใครยังท่องคำศัพท์คอมพิวเตอร์อยู่ ก็เลิกซะเถอะนะครับ เพราะมันไม่ได้ช่วยทำให้หยักสมองเพิ่มขึ้นเล้ย จริง ๆ นะ
Technorati Tags: พจนานุกรม, ศัพท์, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, หนังสือเก่า
ซอฟต์แวร์แบบ Mock Up กับ ซอฟต์แวร์แบบ Prototype 24 November 2007 10:05 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 11 ความคิดเห็นไม่รู้ว่าจะมีใครสับสนกับศัพท์สองตัวนี้หรือเปล่า ระหว่างซอฟต์แวร์ Mock Up กับซอฟต์แวร์ Prototype งั้นเรามาขยายความกันหน่อยดีกว่า
ซอฟต์แวร์ Mock Up หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อเสแสร้งว่าทำโน่นทำนี่ได้ตามคุณสมบัติที่ควรจะเป็น แต่จริง ๆ แล้วอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำได้ ล้วนถูกจัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น
ส่วนซอฟต์แวร์ Prototype หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้จริงตามคุณสมบัติบางส่วนที่มันควรจะเป็น แต่บังเอิญว่ามันยังมีคุณสมบัติอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา
โอเค อธิบายงี้ก็คงพอจะกล้อมแกล้มได้ … งั้นมาโม้กันต่อ …
ถ้าพวกเราสังเกตกันดี ๆ ก็จะพบว่าเราได้เห็นซอฟต์แวร์ Mock Up กันบ่อยมาก ๆ ในภาพยนต์ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะภาพยนต์แนววิทยาศาสตร์นี่ยิ่งเห็นบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาพยนต์อเมริกันมักจะทำซอฟต์แวร์ Mock Up ได้เนียนกว่าภาพยนต์ไทยมาก สมเหตุสมผลทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ
อย่าหาว่าผมจับผิดเลยนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ละครไทยหรือภาพยนต์ไทย มีการสอดแทรกฉากที่จะต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ผมจะเซ็งบ่อนมาก ๆ เลยครับ เนื่องจากมีความมั่วสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น
Database In Depth 22 November 2007 1:12 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 6 ความคิดเห็นโดยส่วนตัวแล้วผมกระจอกวิชาระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์มากเลยครับ ทุกวันนี้ผมยังไม่สามารถท่องการ Normalize ได้เลย และก็ไม่สามารถลงมือ Normalize ทีล่ะขั้นได้ด้วย
สิ่งที่ปัจจุบันนี้ทำได้ก็คือการเดาโจทย์แล้วก็เดาความสัมพันธ์ จากนั้นก็ออกแบบตารางทั้งหมดในคราวเดียวเลย โดยไม่ได้ Normalize ที่ล่ะขั้นแต่ประการใด
ดังนั้นเพื่อให้พวกเราเก่ง ๆ ระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์กัน และก็ได้รู้อย่างลึกซึ้งด้วย งั้นเอา e-book อันนี้ไปอ่านกันดีกว่าครับ
Technorati Tags: database, in depth, ฐานข้อมูล, ebook, e-book, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์
Practical Software Testing 22 November 2007 12:26 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 4 ความคิดเห็นส่วนใหญ่แล้วนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเพียรพยายามอย่างมากมาย ที่จะเรียนรู้เทคนิคและทฤษฎีต่าง ๆ ในการสร้างซอฟต์แวร์ครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น งานช้างอีกอย่างหนึ่งที่รอเราอยู่ก็คือการ “ทดสอบ” ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้น แล้วมันเป็น “งานช้าง” จริง ๆ นะ เพราะเอาเข้าจริงแล้วมันต้องมีกระบวนการหลาย ๆ อย่างเลยล่ะ เพื่อจะทำให้เราสามารถทดสอบซอฟต์แวร์ในทุกกลไกได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้นเอา e-book ไปอ่านดูดีกว่า ว่าโดยการปฏิบัติแล้วนั้น เขาทดสอบซอฟต์แวร์กันยังไง
Technorati Tags: practical, software, testing, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, ebook, e-book
อุตสาหกรรมเกมออนไลน์ 20 November 2007 4:26 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การลงทุน , 8 ความคิดเห็นช่วงนี้ผมกำลังนั่งอ่านหนังสือชี้ชวนเพื่อให้ซื้อหุ้น IPO ของบริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ครับ รายละเอียดมันเยอะพอดูเลย คงต้องค่อย ๆ อ่านไปอย่างเกลี้ยงเกลาและเยือกเย็น
เข้าใจว่าพวกเราน่าจะรู้จักบริษัทนี้ดี คิดว่าอาจจะรู้จักดีกว่าปรกติด้วย เพราะบริษัทนี้เขาเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจผู้ให้บริการเกมออนไลน์ของประเทศไทย (สงสัยแม้แต่เด็กแปดขวบแถวบ้านผมก็น่าจะใช้บริการของบริษัทนี้เหมือนกัน)
มันน่าจะเป็นเรื่องทีดีสำหรับประเทศไทยนะผมว่า กับการที่บริษัทที่ทำธุรกิจซอฟต์แวร์เริ่มตบเท้าเดินเข้าตลาดหลักทรัพย์กันมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงธุรกิจการเงิน, การธนาคาร และอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้
ถ้าไม่ปลายปีนี้ก็คงจะเป็นต้นปีหน้าล่ะนะ ที่บริษัทเอเชียซอฟท์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ (เดาเอาเองอันนี้ เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นอำนาจของ กลต. ที่จะพิจารณาอนุมัติ)!!!
กลุ่มทุนเหล่านี้ถ้าเป็นที่สหรัฐอเมริกาควรจะถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มทุนไฮเทค และก็ควรจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เฉพาะของเขาที่เรียกว่า NASDAQ แต่ของเมืองไทยเราไม่มีตลาดแบบที่ว่า ดังนั้นกลุ่มทุนไฮเทคของไทยเราก็เลยต้องเข้าไปอยู่รวม ๆ กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแทน
ผมชอบโมเดลธุรกิจของบริษัทแบบนี้นะ เพราะมันต่างจากโมเดลของบริษัทที่ทำธุรกิจขายข้อมูลออนไลน์ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจรับจ้างติดตั้งซอฟต์แวร์ รวมทั้งให้คำปรึกษาระบบซอฟต์แวร์ โดยจุดที่ชอบก็คือ
1. มีช่องทางในการกระจายบริการ โดยอาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นกระดูกสันหลังหลัก ในการนำส่งบริการให้แก่ผู้บริโภค ต้นทุนต่ำดี เพราะผู้บริโภคนั่นแหล่ะต้องเป็นคนออกค่าเน็ตเอง
2. ไม่ต้องมากังวลกับปัญหาลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เพราะซอฟต์แวร์เป็นการบริการไปแล้ว ไม่มีใครมาละเมิดการบริการซึ่งเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ และการบริการก็เป็นเรื่องของความจงรักภักดี ซึ่งของแบบนี้มันต้องใช้เวลามาสร้างกันอย่างต่อเนื่อง
3. มีระบบและช่องทางในการจำหน่ายบัตร Airtime และบัตร Item ซึ่งมันเหมือนกับระบบบัตรเติมเงินของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเลย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูง ที่จะพลิกแพลงรูปแบบการใช้บัตร Airtime และบัตร Item เหล่านี้ได้ในภายหลัง เหมือนกับที่บริษัทมือถือทำอยู่ในปัจจุบันนี้
4. สำหรับผมแล้วเห็นว่าบัตร Airtime และบัตร Item นั้น เปรียบได้กับ “เงินตราเสริม” ซึ่งออกโดยบริษัทเกมส์ออนไลน์ โดยมีบริการของบริษัทเป็นสิ่งหนุนหลัง “เงินตราเสริม” เหล่านี้ ซึ่งมันจะทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองอะไรอย่างอื่นในภายภาคหน้าได้
ตอนนี้มันเลยคล้าย ๆ กับว่า ธุรกิจที่ให้บริการออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต กำลังจะมีโอกาสในการสะสมความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ธุรกิจซึ่งให้บริการโทรศัพท์มือถือเคยทำได้มาแล้ว
ป.ล. ถ้าปีหน้าเขากระจายหุ้น IPO สำเร็จ ผมก็คงพอมีตังค์อยู่บ้างที่จะไปซื้อหุ้นเขาได้ งั้นตอนนี้คงต้องอยู่อย่างพอเพียงไปก่อนก็แล้วกัน อิ อิ
Technorati Tags: อุตสาหกรรม, เกมออนไลน์, เอเชียซอฟท์, อินเตอร์เน็ต, คอมพิวเตอร์, ลงทุน
ระดมพลคนไฮเทค 19 November 2007 4:42 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 12 ความคิดเห็นหลายครั้งที่ผมได้ดูภาพยนต์อเมริกัน โดยเฉพาะภาพยนต์ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมมักจะพบสิ่งสะดุดใจอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ ทุกครั้งที่มีภัยคุกคามที่รัฐบาลหรือกองทัพอเมริกันไม่สามารถรับมือได้ พวกเขาจะสามารถที่จะระดมพลคนที่มีความสามารถ ให้มาทำงานรับใช้ชาติได้ทันที
ผมยังจำฉากในภาพยนต์เรื่อง Transformer ได้ ที่ทางรัฐบาลสามารถไประดมผู้เชี่ยวชาญในสายการถอดรหัสทั่วทั้งประเทศให้มาทำงานให้ โดยไม่ละเว้นแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในระดับอุดมศึกษา!!!
We’re facing war against a technological civilization far superior to our own! Our enemy can take any shape! They could be anywhere!
ประเด็นที่น่าสนใจมีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกเขาทำยังไงถึงได้รู้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ? และข้อสองเขารู้ได้ยังไงว่าคนเหล่านี้อยู่ที่ไหน?
คำตอบของทั้งสองข้อก็คือ เขาต้องมีระบบฐานข้อมูลที่ดีมาก และไม่ใช่ฐานข้อมูลลวก ๆ ด้วย แต่เป็นฐานข้อมูลที่ละเอียดในระดับนึงเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากสำหรับสังคมประชาธิปไตย ที่รัฐบาลจะเก็บข้อมูลของพลเรือนตัวเองได้ละเอียดลึกซึ้งถึงกึ๋นแบบนี้
ดังนั้นกุญแจที่ใช้ขับเคลื่อนกลไกของการเก็บข้อมูลเหล่านี้คงจะอยู่ที่งบประมาณน่ะสินะ อือม หมายถึงมีเงินมากก็ลงทุนลงแรงทำอะไรพวกนี้ได้มากนั่นเอง
แล้วถ้าเป็นประเทศไทยเราล่ะ เราจะทำแบบนี้ได้มั้ย เราจะมีเงิน มีงบประมาณมากพอหรือเปล่า ที่จะมาเก็บข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เอาไว้ เผื่อว่าเกิดภัยทางความมั่นคงที่อยู่นอกแนวรบของสงครามในแบบขึ้นมา จะได้ระดมคนเหล่านี้เข้ามาช่วยงานได้อย่างทันท่วงที
อือม หรือควรจะสร้างระบบ SaaS ตัวนึงขึ้นมาดี ที่จะใช้รวบรวมข้อมูลรายชื่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอาไว้ โดยเปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นมาลงทะเบียนว่าตัวเองเป็นใคร, เก่งอะไร, เชี่ยวชาญอะไรเป็นพิเศษ หรือมีประสบการณ์ในสิ่งที่เชี่ยวชาญแค่ไหนบ้าง เป็นต้น
มันคงจะดีไม่น้อยนะ เพราะ Open Source ก็มีแล้ว Open Expertise Profile บ้างก็คงไม่เลวเหมือนกัน
ป.ล. กลัวแต่ว่าเก่งไม่จริงแต่โม้เอาไว้เยอะแยะ พอฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลต้องการตัวขึ้นมาจริง ๆ แล้วทำไม่ได้อย่างที่โม้ล่ะก็ งานนี้มีหนาวแหง ๆ
Technorati Tags: ระดมพล, คนไฮเทค, ไฮเทค, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, SaaS
วิเคราะห์ Exteen วิเคราะห์ Bignose 16 November 2007 11:04 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การลงทุน , 12 ความคิดเห็นลึก ๆ แล้วผมอยากจะให้ exteen เติบโตไปเรื่อย ๆ นะ ยิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอได้ยิ่งดี เพราะผมอยากมีหุ้น IPO ของ exteen เก็บไว้ในพอร์ตการลงทุนของผม เพื่อให้ผมได้เก็บกินเงินปันผลได้ในยามแก่เฒ่า นอกเหนือจากการรับเงินปันผลจากหุ้นอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ทุกวันนี้ผมมีอยู่ในพอร์ตการลงทุน
แต่ในฐานะนักลงทุนคนนึง การที่เราจะลงทุนในกิจการใด ๆ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องวิเคราะห์ธุรกิจนั้น ๆ ก่อน ว่ามีความคุ้มค่าเพียงใดในการลงทุน ซึ่งถ้าบริษัทดังกล่าวมีการเปิดเผยงบการเงิน ก็จะเป็นการง่ายในการวิเคราะห์ แต่หากกิจการดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดเผยงบการเงิน เราก็จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ทางอ้อม โดยการตรวจสอบจากสิ่งยึดโยงที่อยู่รอบ ๆ บริษัทดังกล่าว
มองมุมกลับกัน หากผมไม่ได้มอง exteen ด้วยสายตานักลงทุน หากแต่มองผ่านด้วยสายตานักการจัดการ ก็จะพบกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก ในเมืองไทยเรามีกรณีศึกษาแบบนี้ไม่เยอะนัก เรียกได้ว่าสามารถหยิบยกมาทำเป็นวิทยานิพนธ์ MBA ได้เลยทีเดียว
กรณีศึกษาที่ว่าก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง exteen และ bignose!!!



