Syntax Error กับ Runtime Error 30 January 2008 8:06 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 12 ความคิดเห็นถ้าเราเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วเราเขียนผิดไวยากรณ์ ตัวแปลภาษาก็จะฟ้องว่าเราเขียนผิดไวยากรณ์ อันนี้เรียกว่า Syntax Error
ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดความผิดพลาดแบบนี้ขึ้นมา จึงไม่ใช่ธุระอะไรของมนุษย์เราที่จะต้องตรวจสอบ เพราะหน้าที่ตรวจสอบไวยากรณ์เป็นหน้าที่ของตัวแปลภาษานั้น ๆ มนุษย์มีหน้าที่เพียงแก้ไขให้ถูกต้องเท่านั้นหากคอมพิวเตอร์มันเจื้อยแจ้วบอกเราแล้วว่าเราเขียนผิด
แต่ตัวแปลภาษาเหล่านั้นก็ไม่เคยมาแนะนำเราว่าเราเขียนโปรแกรมยังงดงามไม่พอ เราเขียนแล้วอัลกอริทึมยังเจ๋งไม่พอ หรือเราเขียนแล้วเยิ่นเย้อจริง ๆ ควรเขียนให้กระชับได้มากกว่านี้ … คอมพิวเตอร์มันจะไม่่บอกเรา มันจะเฉย ๆ ประมาณว่าเรื่องของมรึง แค่เขียนให้ถูกไวยากรณ์กรูก็พอ!!!
ถ้าโปรแกรมที่เราเขียน ได้ถูกตรวจสอบโดยตัวแปลภาษาแล้ว ว่าผ่านไวยากรณ์ทุกกระบวนความ แล้วพอเราสั่งให้โปรแกรมทำงาน เรากลับพบว่าโปรแกรมขึ้นข้อความหรือกรอบหน้าต่างฟ้องขึ้นมาว่ามันผิด อันนี้เรียกว่า Runtime Error
เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิด Runtime Error ยกเว้นว่าเราจะมีประสบการณ์สูง ที่จะคาดเดาได้ว่ามีโอกาสอันใดบ้างที่จะเกิด Runtime Error เราก็เขียนโปรแกรมดักเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิด Runtime Error ดังกล่าวขึ้นมา
ทิ้งระเบิดทำลายล้าง 27 January 2008 10:11 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : ข่าวสาร , 10 ความคิดเห็น เครื่อง Notebook ของผมโดนอาวุธอิเลกทรอนิกส์กึ่งชีวภาพเล่นงานครับ ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นไวรัสหรือโทรจันหรือวอร์มเวิร์มหรืออะไรกันแน่ เพราะมันบอกแค่ว่ามันคือ a.bat แล้วก็บอกว่าตัวเองคือ Trojan Horse เท่านั้นเอง (ดูจาก history log ของ Symantec Anti Virus)
ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะไอ้เจ้าตัวนี้หรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้เกิดกับเครื่องของผมก็คือ มันทำให้ผมเปิดโปรแกรมใน control panel ไม่ได้เลย เอาแต่บอกผมว่าหา rundll32.exe ไม่เจอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันไม่เจอได้ยังไง ในเมื่อมันก็อยู่ใน c:\windows\system32 อยู่แล้ว
และเพื่อพิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริง ผมก็เลยลองดับเบิ้ลคลิ๊กตรง ๆ ที่ไฟล์ rundll32.exe เลย แล้วผมก็พบข้อความว่าหาไฟล์ rundll32.exe ไม่เจอ (แม่งบ้า กดตรง ๆ ยังบอกไม่เจออีก)
ผมเลยคิดว่าถ้ายังทำอะไรกับมันไม่ได้อีก ผมคงต้องลงแรง format ฮาร์ดดิสก์ แล้วติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่อีกแล้วกระมัง!!!
เจอเรื่องแบบนี้แล้วทำให้นึกถึงหนังอเมริกันครับ ที่พอเมืองทั้งเมืองติดโรคระบาดไปทั่ว หรือมีการกระจายของเชื้อโรคจากอาวุธชีวภาพจนควบคุมไม่ได้ หรือมีสัตว์ต่างดาวแตกหน่อกลายพันธุ์ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดแล้วล่ะก็ รัฐบาลอเมริกันก็จะทำเป็นอยู่อย่างเดียว นั่นก็คือ “ทิ้งระเบิดทำลายล้าง” นั่นเอง
ดังนั้นสำหรับผมแล้ว การ format ฮาร์ดดิสก์มันก็ไม่ต่างอะไรจากการทิ้งระเบิดไฮโดรเจนใส่เครื่องผมเลยครับ :’-( โอ้ชีวิตหนอชีวิต
ป.ล. นี่ถ้าผมรู้ว่ามันคือไวรัสหรือโทรจันอะไร ผมยังหาตัวแก้มาแก้ได้ แต่นี่มันกองโจรมากเลย ติดแล้วยังไม่บอกอีกว่าตัวเองเป็นใคร อือม ฝากไว้ก่อน ฮึ่ม ๆ
Technorati Tags: ไวรัส, โทรจัน, เวิร์ม, คอมพิวเตอร์, ทิ้งระเบิด
ศิลปะการ crack ซอฟต์แวร์ 26 January 2008 5:15 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 9 ความคิดเห็นเราต้องมานิยามกันก่อนว่าการ crack ซอฟต์แวร์นั้นคืออะไร ถ้าเป็นนิยามของ wikipedia ก็หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์เพื่อถอดถอนการป้องกันทางลิขสิทธิ์ หรือเพื่อถอดสภาวะสาธิต หรือเพื่อถอดเอาตัวเลขสำคัญ ๆ ซึ่งไว้บ่งบอกตัวผลิตภัณฑ์ออกมา
นิยามมันแคบนะแต่ก็เอาเหอะอย่าไปสนใจมันเลย เพราะศิลปะการ crack ซอฟต์แวร์ที่ผมจะโม้นั้น มันเป็นอีกสภาวะนึง โดยนิยามการ crack ซึ่งบัญญัติโดย taipedia นั้น หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงการทำงานของซอฟต์แวร์ โดยการแอบเข้าไปแก้ไขชุดคำสั่งของซอฟต์แวร์ดังกล่าว หรือแอบเข้าไปแก้ไขชุดข้อมูลซึ่งต้องใช้โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าว เพื่อทำให้เรากลายเป็นพระเจ้าผู้บงการซอฟต์แวร์นั้น โดยที่ซอฟต์แวร์ตัวนั้นไม่สามารถขัดขืนความต้องการของเราได้อีกต่อไป
นิยามโหดไปหน่อย ตอแหลไปนิดนะ แต่มันก็เป็นความจริงนั่นแหล่ะ!!!
เมื่อสิบกว่าปีก่อนผมและผองเพื่อนนิยม crack ซอฟต์แวร์กันมากเลยครับ โดยเฉพาะเกมคอมพิวเตอร์จะเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกเราเลย พวกเราชอบ crack เกมกันมาก ไม่ว่าจะเป็นเกมแบบ turn base หรือ RPG ซึ่งสาเหตุที่อยากจะ crack มันก็เพราะว่า “หมั่นไส้” มัน เพราะไม่สามารถจะเอาชนะมันได้เลย ถ้าหากว่าเราเลือกเกมนั้นในระดับที่ยากสูงสุด แบบว่าคอมพิวเตอร์มันจะเก่งกว่าเรามาก ผลิตเร็วกว่าเรามาก คิดเร็วกว่าเรามาก อะไรก็เหนือกว่าเราไปหมด
กล้องวงจรปิด networking 21 January 2008 10:01 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 10 ความคิดเห็น
เมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2538 เพื่อนผมได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับเว็บไซต์เว็บนึงครับ เป็นเว็บไซต์ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผมเห็นแล้วตื่นเต้นมาก เพราะสิ่งที่ได้เห็นมันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ สิ่งนั้นก็คือเว็บไซต์ดังกล่าวจะแสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งถ่ายภาพบริเวณลานอนุเสาวรีย์ของสถาบันดังกล่าวให้เราดู โดยจะปรับปรุงภาพให้เราดูทุก ๆ 5 วินาที ซึ่งสำหรับสมัยนั้นแล้วถือได้ว่าปรับปรุงรวดเร็วมาก ๆ
ในปัจจุบันนี้กล้องวงจรปิดได้รับความนิยมมากเลยครับ แล้วก็มีทีท่าว่าจะราคาถูกลงเรื่อย ๆ จากที่สมัยก่อนเป็นระบบอนาล็อก ต้องบันทึกภาพเก็บไว้ในเทปแม่เหล็ก ก็กลายเป็นระบบดิจิตอลที่สามารถจะต่อเชื่อมกับระบบคอมพิวเตอร์ แล้วบันทึกลงสื่อดิจิตอลในรูปแบบต่าง ๆ ได้
ถ้าเราสังเกตกันดี ๆ เราจะพบว่า จริง ๆ แล้วภาพและเสียงที่บันทึกได้จากกล้องวงจรปิดนั้น มันก็ไม่ได้ต่างจาก log file เท่าไหร่นัก เพียงแต่จุดหนักใจเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดในเรื่องใหญ่ ๆ จะมีอยู่ 2 ข้อก็คือ
- ถ้าเราต้องดักจับภาพจากหลาย ๆ จุดพร้อม ๆ กัน การที่เรามีกล้องวงจรปิดเพียงแค่ไม่กี่ตัว จะทำให้เราได้รับสารสนเทศที่ไม่ครบถ้วนในทุกมุมมองและทุกมิติ
- ภาพจำนวนมากที่ได้มาจำเป็นต้องใช้สื่อดิจิตอลความจุสูงในการจัดเก็บ อีกทั้งถ้าเราไม่มีซอฟต์แวร์เพื่อการวิเคราะห์ภาพเฉพาะทาง ก็หมายความว่าเราจะต้องใช้ลูกตาของมนุษย์กวาดจับสิ่งที่เราต้องการเอง
ผมเคยได้ข่าวบ่อย ๆ ครับว่าที่อังกฤษนั้น มีผู้ก่อการร้ายไออาร์เอป้วนเปี้ยนเต็มเมืองหลวงไปหมด ดังนั้นเขาจึงมีความจำเป็นจะต้องติดกล้องวงจรปิดเอาไว้เป็นจำนวนมาก ไม่แน่ใจว่าติดไว้ทั่วทั้งกรุงลอนดอนเลยหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็เพื่อป้องปรามและตรวจตราไม่ให้เกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เขามีงบประมาณแผ่นดินมากกว่าเรา แถมมีความจำเป็นมากกว่าเราด้วย เขาจึงสามารถที่จะลงทุนติดตั้งกล้องวงจรปิดไปทั่วแบบนี้ได้
แต่สำหรับประเทศที่มีงบประมาณน้อยอย่างเรานั้น เราคงไม่มีตังค์ไปติดกล้องวงจรปิดทั่วเมืองแบบประเทศรวย ๆ เขาได้ ดังนั้นจึงน่าจะเป็นการดี ถ้าจะมีระบบ SaaS ซักตัวนึง เป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่เผยแพร่ภาพของกล้องวงจรปิดของเหล่าสมาชิกผ่านเว็บไซต์ โดยเผยแพร่ให้ทั้งกับสมาชิกเองและให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ดังกล่าว
มันไม่เหมือนกับ camfrog นะ อันนั้นเป็น video chat แต่ที่ผมหมายถึงมันคือกล้องวงจรปิด networking โดยสมาชิกแต่ล่ะคนก็ตั้งกล้องไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากจะเฝ้ามอง นอกจากตัวเองจะเฝ้ามองแล้ว ก็แบ่งปันให้สมาชิกหรือผู้เยี่ยมชมคนอื่น ๆ ได้เฝ้ามองด้วย
ตามแนวคิดของ social networking เป๊ะเลย!!! คนที่เข้ามาเฝ้ามองถ้าเห็นอะไรประหลาดก็สามารถกดปุ่มเพื่อบันทึกภาพช่วงเวลาดังกล่าวไว้ได้ แล้วยังสามารถที่จะคอมเม้นท์ช่วงเวลาที่บันทึกภาพได้ด้วย
เป็นจินตนาการที่ไม่เลวเลย ว่าแต่เทคโนโลยีมันรองรับได้หรือเปล่า แล้วต้นทุนมันจะสูงเกินไปหรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง!!!
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, อินเตอร์เน็ต, SaaS, กล้องวงจรปิด, Networking
การประมวลผลขนาดยักษ์ 18 January 2008 9:37 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็นวันนี้ผมและทีมงานได้ไปเยี่ยมชมและฟังบรรยาย ณ สำนักคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งครับ สถาบันการศึกษาแห่งนี้ค่อนข้างพิเศษมาก เพราะเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวของประเทศไทย ที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ถึง 3 คณะ ซึ่งไม่เคยมีมหาวิทยาลัยใดในประเทศไทย เคยมีคณะแพทย์ศาสตร์ในสังกัดเยอะขนาดนี้มาก่อน … นั่นย่อมแสดงว่าสถาบันการศึกษาดังกล่าว เน้นความเป็นเลิศในทางการแพทย์เป็นอย่างมาก
ผู้อำนวยการของสำนักคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาทางคอมพิวเตอร์เป็นอันมากครับ ท่านได้เล่าหลาย ๆ เรื่องให้ฟัง ซึ่งมีทั้งเรื่องในระดับนโยบาย, ระดับจัดการ, ระดับกระบวนการ และระดับปฏิบัติการ
มีอยู่จุดนึงซึ่งท่านเล่าให้ฟังแล้วผมฉุกคิดขึ้นมา คือท่านเล่าว่าหากสนใจที่จะประมวลผลในระดับใหญ่ ก็สามารถจะประสานความร่วมมือกันได้ และหากเป็นการประมวลผลขนาดยักษ์ก็สามารถจะทำได้ โดยสามารถประสานไปยัง “ศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ” ซึ่งมีศักยภาพในการประมวลผลในระดับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ผมฉุกคิดก็คือ ผมลืมเรื่องนี้ไปเลย เรื่องของการประมวลผลในระดับใหญ่ เพราะอะไรผมถึงลืมไป อือม คงเป็นเพราะทุกวันนี้ผมไม่มีงานประมวลผลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพสูงกระมัง ลำพังแค่ระดับ server ที่ทุกวันนี้ใช้อยู่ ก็ถือว่าเก่งโคตร เจ๋งเป้ง เร็วป้าด ๆ อยู่แล้ว จึงไม่เคยนึกถึงศักยภาพในการประมวลผลขนาดยักษ์แบบนั้นเลย
ภาษาคอมพิวเตอร์ 16 January 2008 10:46 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 3 ความคิดเห็นอยู่ดี ๆ คอมพิวเตอร์มันคงจะทำงานเองไม่ได้หรอกเน้อะ ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญไปสั่งให้มันทำงาน แล้วการจะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็ยังไม่ทันสมัยพอที่จะใช้วิธีอื่นได้ นอกจากการบัญญัติภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพื่อทำความตกลงระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ว่าจะสื่อสารกันด้วยรูปแบบไหนถึงจะเข้าอกเข้าใจกันได้
คิดว่าคงมีคนหลายชาติเพียรพยายามที่จะสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาท้องถิ่นขึ้นมา แม้กระทั่งเมืองไทยก็มีนะ ผมจำได้ว่าอาจารย์อาจหาญ สัตยารักษ์ก็เคยสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีไวยากรณ์เป็นภาษาไทยขึ้นมา ซึ่งก็ได้รับความนิยมอยู่ในวงจำกัดพักนึงแหล่ะ แล้วสุดท้ายก็สูญพันธ์ไป
มันก็เลยกลายเป็นสากลนัย ๆ ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดต้องเป็นภาษาอังกฤษ!!!
ผู้คนที่ต้องมนต์เสน่ห์ของภาษาคอมพิวเตอร์ก็มักจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนใหญ่ก็เป็น geek คอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่ฝักใฝ่ในการสร้างซอฟต์แวร์ คนภายนอกไม่ได้มาเข้าใจความรู้สึกหรอก ว่าการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์แบบโครงสร้าง หรือการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์แบบเชิงวัตถุ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานนั้น มันเท่ห์ มันเจ๋ง หรือมันดียังไง คนนอกไม่รู้
ตอนนี้ภาษาคอมพิวเตอร์ก็มีมากเหลือเกิน แตกหน่อกลายพันธุ์ไปไม่รู้ตั้งกี่สาย บางภาษาก็เขียนง่ายจนเรารู้สึกอยากจะให้มันซับซ้อนขึ้นกว่านี้ ในขณะที่บางภาษาคอมพิวเตอร์ก็ยากซะเหลือเกิน ขนาดพยายามทำความเข้าใจตั้งหลายรอบก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจมันเท่าไหร่ ซ้ำร้ายในขณะที่เรายังไม่เข้าใจดี แต่คนอื่นกลับรู้แจ้งเห็นจริง ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้น สร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ออกมาได้เจ๋งเป้งกว่าเราเป็นไหน ๆ (คนอื่นที่ว่าคือพวกฝรั่ง)
ตอนเรียนอยู่ผมเคยคิดสร้างภาษาคอมพิวเตอร์นะ แต่ก็ได้เรียนรู้สัจธรรมว่าถ้าภาษาคอมพิวเตอร์ที่เราสร้างใหม่ขึ้นมา มันสู้ของที่คนอื่นสร้างไว้แล้วมันดีอยู่แล้วไม่ได้ หรือสร้างออกมาแล้วมันไม่ได้ niche เลยล่ะก็ ไปเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว แล้วเอามาสร้างซอฟต์แวร์ดีกว่า
เพราะคิดแบบนี้เปล่าเนี่ย คนไทยเลยไม่เคยสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ออกไปอวดชาวโลกเลย??? สงสัยจะงั้น!!!
ดูเหมือนว่าหน่วยกิตที่ลงทะเบียนเรียนกันในสถาบันการศึกษา เพื่อจะทำให้เราเรียนรู้การสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ท่าจะน้อยไปแฮะ เพราะถ้าเป็นในระดับปริญญาตรี ก็เห็นมีอยู่แค่วิชาเดียวคือ “Compiler” ส่วนในระดับปริญญาโทก็มีแค่ตัวเดียวเหมือนกันคือ “Advance Compiler”
ผมมองว่าความรู้ในการสร้างภาษาคอมพิวเตอร์เป็นความรู้สำคัญนะ เพราะมันจะทำให้อารยธรรมของเรามีพื้นฐานสำหรับการสร้างซอฟต์แวร์ชั้นสูงในวันข้างหน้าน่ะ
Technorati Tags: ภาษาคอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์, ภาษา, ซอฟต์แวร์, การสร้างซอฟต์แวร์
มาปรับทัศนคติในเรื่อง Application Management Outsourcing กันดีกว่า 13 January 2008 9:50 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 4 ความคิดเห็นเดี๋ยวนี้การทำ outsourcing ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นการ outsourcing เพื่อการสร้างซอฟต์แวร์ หรือการ outsourcing เพื่อการดูแลรักษาซอฟต์แวร์นั้น ชักจะเป็นปัญหาที่ถูกถกเถียงกันในวงระดับนโยบาย อย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
ด้วยเหตุเพราะว่าในตอนแรกนั้น ทฤษฎีการ outsourcing อธิบายเราไว้อย่างสวยหรูว่ามันจะช่วยทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง อันเนื่องจากความคิดที่ว่าให้คนที่เขาทำเป็น มารับไปทำดีกว่า เราจะได้เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นที่เราถนัด
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เหมือนกันหมด นั่นก็คือบริษัทที่รับงาน outsourcing ย่อมพึงพอใจมากกว่า หากสามารถรับ outsourcing แบบเต็ม solution ไปได้ ไม่ใช่รับเฉพาะส่วนครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะความจริงก็คือหากรับมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วจะคิดกำไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่คุ้มทุน หรืออาจจะขาดทุน
องค์กรหรือบริษัทก็ไว้วางใจ ทำการ outsourcing การสร้างหรือดูแลรักษาซอฟต์แวร์ในส่วนที่เราไม่ถนัดไปให้ แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ทฤษฎีทาง outsourcing ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์บอกเอาไว้นั่นก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีการแข่งขัน มีการผูกขาดเกิดขึ้น ก็ย่อมสามารถที่จะกำหนดราคาได้ตามใจชอบ
ปีแรกคิดราคา outsourcing สามล้านบาท, ปีถัดมาก็คิดราคาเท่าเดิม พอมาปีที่สามคิดราคาใหม่เป็นยี่สิบล้านบาท … ทำไมกล้าคิดราคาแพงขนาดนี้???
เงินด่วนออนไลน์ เงินกู้ออนไลน์ 10 January 2008 9:34 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 3 ความคิดเห็นมนุษย์เรามีลักษณะพิเศษอย่างนึงที่พิเศษมาก นั่นก็คือเราชอบคิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรมต่าง ๆ ออกมา แล้วสุดท้ายไอ้เจ้านวัตกรรมเหล่านั้นก็ควบคุมเราเอาไว้ จนแม้กระทั่งเราไม่สามารถจะเอาชนะหรือท้าทายอะไรกับมันได้
- มนุษย์เราประดิษฐ์ปืนขึ้นมา แต่เรากลับสู้ปืนไม่ได้ถ้ามีคนใช้ปืนนั้นกับเรา
- มนุษย์เราประดิษฐ์เครื่องคิดเลขขึ้นมา แต่เรากลับคิดเลขได้ไม่เร็วกว่ามัน
- มนุษย์เราประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นมา แต่เรากลับวิ่งเร็วสู้รถยนต์ไม่ได้
- มนุษย์เราประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขึ้นมา แต่เรากลับประมวลผลสู้คอมพิวเตอร์ไม่ได้ และ
- มนุษย์เราประดิษฐ์ระบบเงินตราขึ้นมา แต่เรากลับถูกมันสยบศิโรราบเอาไว้ ไม่กล้าหือกับมัน!!!
เมืองไทยเราก็มีลักษณะเหมือนประเทศทุนนิยมทั่วไป นั่นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางหรือชนชั้นล่างก็ล้วนร้อนเงินเหมือนกัน แปลกมั้ย? คงไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะเขาเหล่านั้นมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ถึงแม้จะพยายามที่จะไม่จับจ่ายมากกว่ารายได้ที่ตัวเองมีก็ตาม
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไร ถ้าเราได้ยินเรื่องราวของการที่คนโน้นกู้เงินจากคนนี้ คนนี้ติดหนี้คนนั้น คนนั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นต้น
เสียดายที่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวสองอย่างเกี่ยวกับระบบเงินตรา นั่นก็คือ …
- เงินตราต้องถูกออกใช้ให้น้อยกว่าความต้องการ นั่นหมายความว่าทุกวันนี้จริง ๆ แล้วเงินมีไม่พอให้ใช้กันนั่นแหล่ะ ดังนั้นทุกคนจึงต้องขวนขวายดิ้นรน ไม่งั้นก็ไม่มีเงินใช้ ซึ่งมันเป็นอุบายของรัฐบาลที่จะให้คนในประเทศสร้างผลผลิตนั่นเอง
- เมื่อเงินไม่พอใช้ก็ต้องหยิบยืม กู้หนี้ยืมสินมา แล้วก็บังเอิญว่าสิ่งที่ทำให้เราต้องดิ้นรนโหยหวนหนักกว่าเดิมก็คือ “ดอกเบี้ยทบต้น” ซึ่งเป็นสารหนูที่เร่งให้เราต้องสร้างผลผลิตมากขึ้น เพราะนอกจากต้องคืนเงินต้นซึ่งก็ไม่ใช่จะทำง่าย ๆ แล้ว ก็ยังจะต้องคืนดอกเบี้ยทบต้นอีกด้วย
ดอกเบี้ยทบต้นจึงถือได้ว่าเป็นอาหารอันโอชะของเจ้าหนี้ ในขณะที่เป็นอนุมูลอิสระที่จะก่อมะเร็งให้กับลูกหนี้ได้เลย!!!
Thailand Salary Guide 2007 9 January 2008 11:11 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , 17 ความคิดเห็นถ้าเราทำงานเป็นลูกจ้าง เราก็ควรจะรู้ว่าฐานเงินเดือนที่เราควรได้ ควรเป็นเท่าไหร่ อันนี้น่าจะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ในขณะที่ถ้าเราเป็นนายจ้าง เราก็ควรจะรู้ว่าถ้าเราต้องจ่ายเงินเพื่อจ้างลูกจ้างให้มาทำงานให้ อัตราเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่สุดที่เราจะจ่ายได้ หรือ ถ้าให้ดีกดค่าแรงได้ยิ่งดีใหญ่ (อันนี้คิดเลว)
ผมได้ e-book Thailand Salary Guide 2007 ฉบับนี้จากเพื่อนมาครับ มันเป็นเอกสารการวิจัย อือม คงหมายถึงการทำสำรวจค่าเฉลี่ยมากกว่า โดยเป็นการเฉลี่ยประเมินให้ดูว่าปีที่ผ่านมานั้น อัตราเงินเดือนของคนที่ทำงานในแขนงงานที่เป็นที่นิยมนั้น มีฐานเงินเดือนเป็นเท่าไหร่กันบ้าง
โดย e-book ฉบับนี้เป็นเอกสารเผยแพร่ เข้าใจว่าไม่ได้กำหนดลิขสิทธิ์อะไรเป็นพิเศษ ผมเลยคิดว่าผมน่าจะเอามาเผยแพร่ได้ เพราะภายในเอกสารนี้บอก url ของเจ้าของเอาไว้ นัยว่าเป็นการชักชวนให้เข้าไปดูข้อมูลที่ละเอียดมากกว่านี้จากเว็บไซต์ของเขา (แต่ผมยังไม่เข้าไปดู)
ผมเห็นมีอัตราเงินเดือนของหลาย ๆ แขนงงาน โดยเฉพาะแขนงงาน Information Technology และ Engineering นั้นมีการระบุฐานเงินเดือนของตำแหน่งงานละเอียดเป็นพิเศษ!!!
แต่ผมดูแล้วก็น่าแปลกใจนะ เพราะรู้สึกว่าฐานเงินเดือนของไทยเราต่ำจังแฮะ สงสัยคงเป็นเพราะมีการกดค่าแรงกันเยอะ หรือไม่ก็เป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็สูงกระมัง ถึงทำให้ฐานเงินเดือนของไทยเราต่ำแบบนี้
เมื่อปี พ.ศ. 2540 ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทเอกชน เงินเดือนของผมเริ่มต้นที่ 15,000 บาท แต่เดี๋ยวนี้เท่าที่เห็น พ.ศ. 2551 โปรแกรมเมอร์ของบริษัทเอกชนเงินเดือนเริ่มต้นที่ 22,000 บาท งั้นคิดง่าย ๆ ว่าผ่านมา 10 ปี ฐานเงินเดือนขึ้นมา 7,000 บาท แสดงว่าฐานเงินเดือนขยับปีล่ะ 700 บาทอ่ะดิ!!!
ฐานเงินเดือนนี่เหมือนเต่าเลยแฮะ วิ่งไม่เคยทันอัตราเงินเฟ้อซึ่งเหมือนกับกระต่ายได้ซะที!!!
Technorati Tags: ฐานเงินเดือน, thailand, salary, guide, it, information technology, คอมพิวเตอร์
CIO Best Practices 4 January 2008 8:37 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : E-Book , เพิ่มความคิดเห็นสำหรับคนที่เรียนมาทางคอมพิวเตอร์ และยังทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางในอาชีพการงาน ไม่นอกลู่นอกทางหันเหไปทำกิจการส่วนตัว หรือหันเหไปทำอาชีพกินเงินเดือนอื่นแต่อย่างใด
เมื่อถึงสุดท้ายเขาหรือเธอคนนั้นก็จะได้เป็น CIO หรือ Cheif Information Officier ตำแหน่งยอดสุดของพีระมิดในสายงานคอมพิวเตอร์ ตำแหน่งของผู้กุมชะตากรรมของสารสนเทศทั้งหมดขององค์กร ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจขององค์กรเอาไว้
การนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ต้องมีการลงมือปฏิบัติในหลาย ๆ อย่าง ในทางการจัดการนั้นมีนิยามอยู่คำนึงเรียกว่า “best practices” อันหมายถึงการปฏิบัติอันเป็นเลิศ การปฏิบัติซึ่งดีที่สุดแล้วไม่มีดีกว่านี้อีกแล้ว และหากเราปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติดังกล่าว เราก็จะได้ผลลัพท์ซึ่งดีเลิศที่สุด … ว่าอย่างนั้น
ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าการจะเป็น CIO นั้น จะต้องมีการปฏิบัติที่เป็นเลิศยังไงบ้าง เพื่อทำให้องค์กรเกิดประโยชน์จากสารสนเทศสูงสุดโดยการ … เอา e-book เล่มนี้ไปอ่านกันครับ
ป.ล. มีไม่กี่บริษัทหรอกนะที่จะมีตำแหน่ง CIO น่ะ และถ้ามีได้ก็แสดงว่าบริษัทนั้นมันใหญ่เป้งจริง ๆ
Technorati Tags: CIO, cheif information officier, best, practices


