ระบบนายหน้าซ้อนนายหน้า 29 February 2008 10:31 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็นเมื่อวานผมได้มีโอกาสดูรายการโทรทัศน์รายการนึงครับ เป็นรายการช่องไหนก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ารายการดังกล่าวชื่อว่า “Beyond Tommorrow”
รายการนำเสนอหลายเรื่องครับ แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ดูแล้วน่าสนใจมาก คือการที่มีชายหนุ่มคนนึงทำตัวเป็นนายหน้าในการรับผลิต “วัสดุโลหะแปรรูป” ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต โดยสิ่งที่เขาทำก็คือเขาสร้างซอฟต์แวร์ประเภท Computer Aided Design ขึ้นมาตัวนึง แล้วให้ลูกค้าดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ดังกล่าวไป จากนั้นลูกค้าก็จะใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าว ออกแบบ “วัสดุโลหะแปรรูป” ในรูปแบบเฉพาะอย่างที่ตนเองต้องการ
ผมมองว่ามันเป็นไปตามคำทำนายแห่งคลื่นลูกที่สามดีนะ คือการผลิตแบบมวลชนจะค่อย ๆ ลดลง แล้วเปลี่ยนเป็นการผลิตแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งแยกชิ้น แล้วก็มีลักษณะโดดเด่นเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น
ทีนี้เมื่อลูกค้าออกแบบ “วัสดุโลหะแปรรูป” อย่างที่้ต้องการแล้ว ก็จะ upload รูปแบบเข้าไปยังเว็บไซต์ ทำคำสั่งซื้อ แล้วก็ยืนยันคำสั่งการผลิต พร้อมทั้งชำระเงินและแจ้งสถานที่จัดส่งปลายทาง แล้วก็รอ … ซัก 2 อาทิตย์ ก็จะได้ของ
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้เป็นคนผลิตสินค้าเองหรอกนะครับ เขาเป็นเพียงแค่นายหน้า เพราะเมื่อได้รับรูปแบบของ “วัสดุโลหะแปรรูป” ที่ลูกค้าออกแบบมาแล้ว เขาก็จะนำมันไปยังโรงงานกลึงแปรรูปโลหะ ซึ่งควบคุมการผลิตด้วยระบบดิจิตอล จากนั้นก็จ้างให้โรงงานดังกล่าวผลิตให้!!!
ด้วยระบบการผลิตที่ใช้วงจรดิจิตอลเป็นตัวควบคุม มันจึงเป็นเรื่องไม่ยากเลย ที่จะสามารถผลิต “วัสดุโลหะแปรรูป” ได้อย่างแม่นยำ ถูกต้อง และสมบูรณ์
ทีนี้ประเด็นที่ผมจะโม้ก็คือ ระบบนายหน้ามันกำลังคืบคลานเข้ามาในระบบ SaaS มากขึ้น จะเห็นว่าภาระในการออกแบบเริ่มถูกผลักไปสู่ผู้บริโภคหรือลูกค้า ประมาณว่าแกอยากได้อะไรแกก็ออกแบบมาเด่ะ เดี๋ยวชั้นจะเป็นคนไปประสานงานให้ผลิตออกมาได้ก็แล้วกัน
สำหรับลูกค้าที่มีความสามารถในการออกแบบคงจะสนุกดี แต่สำหรับลูกค้าที่ไม่มีปัญญาจะออกแบบให้มันเริด ๆ เองได้ หรือไม่ชอบทำอะไรเองอยู่แล้วตามอุปนิสัยดั้งเดิมของตน จะทำยังไงดี????
ผมว่าถึงตอนนั้นคงจะมีระบบบริการนายหน้า ที่จะคอยหาคนออกแบบ “วัสดุโลหะแปรรูป” เก่ง ๆ มาช่วยออกแบบ ให้ เพื่อลูกค้าจะได้นำสิ่งที่ออกแบบแล้ว ส่งต่อให้กับระบบนายหน้า ที่ทำหน้าที่ประสานงานหาผู้ผลิตให้อีกต่อนึง แบบนี้ล่ะมั๊ง
จริง ๆ แค่นายหน้าระดับเดียวก็ยุ่งแล้วเน้อะ แล้วถ้าเป็นนายหน้าซ้อนนายหน้าแล้วก็ซ้อนนายหน้าอีกที จะมึนขนาดไหนเนี่ย?
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, อินเตอร์เน็ต, นายหน้า, ออกแบบ
รหัสผ่านเพื่อการจดจำ 26 February 2008 3:46 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 9 ความคิดเห็นปรกติแล้วรหัสผ่านมีไว้เพื่อแสดงตนเข้าใช้งานถูกมั้ยครับ? แล้วโดยหลักการของรหัสผ่านนั้นผมก็เคยอธิบายไว้แล้วในหัวข้อ “อวสานรหัสผ่าน” แต่ในบางกรณีรหัสผ่านก็ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว มันยังสามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านอื่นได้อีกด้วย ซึ่งบางคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาแล้ว นั่นก็คือการใช้รหัสผ่านเพื่อบันทึกสถานะล่าสุดของเกมที่เราเล่นอยู่!!!
ในสมัยก่อนเครื่องเล่นวีดีโอเกมจะไม่มีระบบความทรงจำสำหรับสำรองข้อมูล ดังนั้นเราจึงไม่สามารถจะบันทึกสถานะล่าสุดของเกมที่เราเล่นได้ จึงได้มีความคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากจะใช้รหัสผ่านซึ่งประกอบไปด้วยตัวอักษรผสมตัวเลขหลายสิบหลัก เป็นตัวเก็บบันทึกสถานะล่าสุดของการเล่นเกมแทน
รหัสผ่านในลักษณะนี้จะแตกต่างจากรหัสผ่านสำหรับรักษาความปลอดภัย เพราะแก่นของรหัสผ่านสำหรับรักษาความปลอดภัยนั้น จะต้องทำยังไงก็ได้เพื่อไม่ให้ถอดรหัสได้ ดังนั้นหากต้องการตรวจสอบความถูกต้อง ก็จะต้องนำรหัสที่ถูกเข้ารหัสแล้วมาเปรียบเทียบกัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแทน (ดูจาก : อวสานรหัสผ่าน)
แต่รหัสผ่านเพื่อการจดจำแบบนี้ต้องการให้ถอดรหัสได้ เพราะรหัสที่ถอดได้จะเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ของสถานะล่าสุดของข้อมูลที่ต้องการจะเรียกขึ้นมา!!!
ไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือกล่าวถึงอัลกอริทึมในการแปลงรหัสผ่านแบบนี้มากนัก เพราะมันคงจะล้าสมัยแล้ว แต่ไม่เป็นไรผมลองคิดอัลกอริทึมเล่น ๆ ให้พวกเราดูกันดีกว่า จะได้เห็นว่าโม้แล้วสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วย
ผมจะสมมติว่าผมสร้างเกมบนเว็บแล้วกันนะ โดยเป็นเกมมวยไทยประเภท RPG เนื้อหาของเกมก็เหมือนกับเกม RPG ทั่ว ๆ ไป คือการให้ผู้เล่นเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มพลังทักษะให้กับตัวเอง
เนื่องจากผมขี้เกียจที่จะต้องเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของผู้เล่นเอาไว้ที่ server อีกทั้งผมก็ขี้เกียจจะทำระบบสมาชิกด้วย ดังนั้นจึงน่าจะดีกว่าถ้าระบบสามารถที่จะสังเคราะห์รหัสผ่านออกมา เพื่อให้ผู้เล่นจดไปเก็บไว้กับตัวเอง และเมื่อถึงเวลาอยากจะเล่นต่อ ก็ให้นำรหัสผ่านดังกล่าวมากรอกใส่ แล้วระบบก็จะแปลงรหัสผ่านให้กลายเป็นข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เล่นได้เล่นต่อจากที่ตัวเองเล่นค้างเอาไว้ต่อไป
เป็นการผลักภาระความรับผิดชอบเกี่ยวกับข้อมูลไปให้กับผู้เล่น ไม่ต้องเปลืองทรัพยากรบนเครื่อง server ของเราแต่ประการใด (มุขเก่า ๆ เอามาเล่าใหม่)
(more…)
ราคา IPO ของ Asiasoft 23 February 2008 10:45 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การลงทุน , 3 ความคิดเห็นได้ยินข่าวลือหนาหูว่า Asiasoft จะขาย IPO ที่ 11 - 12 บาท อือม แบบว่าใจคอทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท พอเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะโดดพรวดกลายเป็นมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาทกันเลยเหรอเนี่ย!!!
ถ้าขายราคาประมาณนี้ ผมก็สู้ราคาไม่ไหวเหมือนกันแฮะ … ยอมแพ้
ไอ้เรา็มีตังค์จิ๊บจ๊อยอยากจะลงทุนด้วยอ่ะนะ แต่กำหนดราคาอนาคตซะไกลหลายปีแบบนี้ คงต้องให้คนที่ใจถึงกว่าไปรองรับราคาก็แล้วกันเด้อ
ป.ล. ไม่ยักรู้ว่าหุ้นสายคอมพิวเตอร์จะขายราคา IPO ได้แพงขนาดนี้ แพงกว่า PTT ตอนเข้าตลาดฯอีกนะเนี่ย!!!
Technorati Tags: asiasoft, ipo, คอมพิวเตอร์, การลงทุน, ซอฟต์แวร์
สงสัย Facebook จะไม่เหมาะ 23 February 2008 9:51 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 4 ความคิดเห็นหลายวันก่อนผมอยากจะได้ซอฟต์แวร์ซักตัวนึงครับ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับเปลี่ยนชื่อไฟล์แบบเยอะ ๆ แล้วก็ย้ายไฟล์พวกนั้นจากที่นึงไปยังอีกที่นึง โดยมีชื่อไฟล์เป็นแบบเฉพาะที่ผมกำหนดเอาไว้ อีกทั้งยังมีการเรียงลำดับไฟล์อีกนิดหน่อย อือม จะว่านิดหน่อยก็ไม่ได้นะ เพราะมันค่อนข้างจะพิศดารพอควร
จะเห็นว่าโจทย์ที่ผมต้องการนั้น ย่อมจะไม่มีซอฟต์แวร์ตัวใดทำให้ผมได้ นอกจาก …. ผมต้องเขียนมันขึ้นมาเอง!!!
บังเอิญว่าซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติที่ผมบอก ผมจำเป็นที่จะต้องใช้มันบ่อย ๆ เพื่อทุ่นแรงในการทำงานอดิเรกของผม มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่คุ้มค่า หากจะลงมือเขียนมันขึ้นมา (เหมือนมนุษย์ยุคหินที่ลงทุนทำมีดหินเพื่อการล่าสัตว์อะไรประมาณนั้นแหล่ะ)
ผมเพิ่งจะ format เครื่อง notebook ของผมไป มันจึงเป็นเครื่องที่สะอาดมาก สะอาดจนไม่มี IDE อะไรเหลืออยู่เลย!!!
ทางเลือกสำหรับผมมีไม่มากนัก นั่นก็คือ 1) ใช้ Microsoft Access, 2) ลง Borland Delphi และ 3) ติดตั้ง Appserv เพื่อเขียน php
ก็อย่างที่โม้นั่นแหล่ะครับว่าผมไม่ใช่คนที่ฝักใฝ่ในเครื่องมือ ดังนั้นผมก็เลยถนัดเครื่องมือแค่ไม่กี่ตัว!!
สำหรับข้อแรกนั้นขอผ่าน เพราะ Microsoft Access มันคงจะจัดการไฟล์ข้อมูลได้ไม่ดีนัก ส่วนข้อสองนี่ผมก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่ เพราะสำหรับผมแล้ว Borland Delphi มันเป็น IDE ตัวเขื่องพอดู คงไม่เหมาะจะลงเพื่อเอามาทำอะไรเล็ก ๆ หรอก
ดังนั้นเลยเหลือทางเลือกสุดท้าย เพราะมันง่ายดี ติดตั้งก็ง่าย เขียนเสร็จแล้วก็สั่งให้ทำงานผ่าน browser ได้เลย สะดวกดี
พอผมเขียนเสร็จแล้วผมจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าน่าจะเป็นการดี ถ้าผมจะไม่ต้องติดตั้ง IDE หรือสภาพแวดล้อมอะไรเลยให้รกเครื่องผม มันน่าจะมีบริการ SaaS อะไรซักอย่างนึง ที่ให้ผมไปเขียนซอฟต์แวร์แล้วใช้สภาพแวดล้อมทุกอย่างบนตัวมันเลย โดยที่ผมไม่ต้องวุ่นวายอะไรอีก
แล้วผมก็นึกถึง Facebook ขึ้นมาทันที …
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน 21 February 2008 10:51 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 8 ความคิดเห็นไม่รู้ว่าผมเคยเล่าไปแล้วหรือยังจำไม่ได้ เอาเป็นว่าเล่าใหม่ก็แล้วกันนะ คือองค์กรที่ผมทำงานอยู่สามารถจะต่อเชื่อมกับกรมการปกครอง เพื่อดึงเอาข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของประชาชนทั้งประเทศมาได้ครับ ไม่ใช่ดึงได้แต่ข้อมูลนะ แม้แต่หน้าตาซึ่งถ่ายไว้ในบัตรประชาชนก็ดึงมาได้ด้วย!!!
แล้วก็บังเอิญว่าทีมซอฟต์แวร์ที่ดูแลเรื่องดังกล่าว ก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ทีมที่ผมดูแลอยู่ T-T ว่าแต่ทำไมผมต้องดูแลตั้งหลาย ๆ ทีมด้วยวะเนี่ย? (บ่น ๆ)
กรมการปกครองเขาค่อนข้างสนใจในความปลอดภัยของข้อมูลมาก เขากลัวมีคนไปละเมิด เขาก็เลยต้องกำหนดอะไรหลาย ๆ อย่างเป็นกติกา ซึ่งผมคงไม่อธิบายในทางเทคนิคให้อ่านกัน เพราะฟังแล้วเวียนหัวตึ้บมาก ต้องต่อ switching ตัวโน้น, ต้องลง linux server กับ window server, ต้องติดตั้ง package แล้วก็ dynamic link library ที่กรมการปกครองให้มา, ต้องเขียนโปรแกรมเป็น broker เพื่อต่อกับ dynamic link library ดังกล่าว, ต้องกำหนด protocol กับ client ฯลฯ (ไหนบอกจะไม่เล่าทางเทคนิคไง)
จะเห็นว่ากว่าจะออนไลน์ข้อมูลจากภาครัฐมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ!!!
ทีนี้มาเข้าประเด็นเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกันดีกว่า คือเรื่องมันมีอยู่ว่าข้อมูลพวกนี้มันเจ๋งมาก เพราะมันบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่างเลย โดยรายละเอียดของคน ๆ นึงที่ได้มาก็จะเท่ากับรายละเอียดในบัตรประชาชนบวกกับรายละเอียดในทะเบียนบ้านแบบนั้นแหล่ะ มีรูปถ่ายด้วยนะเอ้อ เจ๋งเลย
พอมันใช้ประโยชน์ได้มากแบบนี้ก็เอาล่ะสิ เหล่าบรรดาผู้ใช้ซึ่งเค้าไม่รู้ว่าทีมซอฟต์แวร์เราเฝ้าเค้าอยู่ ก็แอบค้นข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่เขาชื่นชอบ ขอย้ำชื่นชอบ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ค้นก็คือข้อมูลของดารานั่นเอง!!!
ความซวยจึงบังเกิดขึ้นครับ เพราะไม่ใช่แค่ทางทีมซอฟต์แวร์ของทางเราเท่านั้น ที่เฝ้าอยู่แล้วรู้ว่ามีการละเมิดข้อมูล ทางกรมการปกครองเองเขาก็มีคนเฝ้าอยู่ด้วยเช่นกัน แล้วเขาก็เร็วซะด้วย เพราะไม่ทันที่ทางเราจะเงื้อทำอะไร ทางเขาก็แจ้งมาทันทีว่ามีการค้นข้อมูลด้วยความถี่ที่เป็นปรกติ ไม่ได้ spam แต่ประการใด แต่ทว่าข้อมูลที่ค้นไปนั้น ดูแล้วไม่น่าจะเอาไปใช้งานตามที่ตกลงกันไว้เท่าไหร่
ก็แหงล่ะ เล่นค้นแต่ข้อมูลดารานี่หว่า ใครเห็นก็ต้องว่าแปลกทั้งนั้นแหล่ะ!!!
ผลสรุปของเรื่องนี้ก็คือ ทางเราส่งคนของทีมซอฟต์แวร์และทีม network เข้าไปประกบผู้ต้องสงสัยทันที พร้อมทั้งเรียกตัวมาสอบสวน จากนั้นรายงานต่อผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่าย เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก
สิ่งที่ทำให้ผมทราบจากเรื่องนี้เรื่องนึง ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่รู้คอมพิวเตอร์ ยังมีความห่างชั้นในความรู้ทางคอมพิวเตอร์ก็คือ พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะโดนจับได้ เพราะคิดว่ามันไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ และพวกเขาก็ทำในที่ลับตา ไม่มีใครสังเกตเห็นได้เลยแม้แต่คนเดียว
เพียงแค่คุณออนไลน์ ตัวตนของคุณก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป
Technorati Tags: การละเมิด, ข้อมูลส่วนบุคคล, ประชาชน, ดารา, กรมการปกครอง, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์
Macro, Action, Automate หรือจะเรียกอะไรก็สุดแล้วแต่ 19 February 2008 2:01 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 7 ความคิดเห็นถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์มันจะช่วยงานเราได้มากมาย แต่ยังไงซะเราก็ต้องนำเข้าข้อมูลเองอยู่ดี บางขั้นตอนการนำเข้าก็ง่าย ๆ แต่บางขั้นตอนก็ยุ่งยากน่าเซ็งพอควร
เราจะเห็นว่าทีมพัฒนาซอฟต์แวร์เองก็เล็งเห็นในข้อนี้ เราจึงมักจะพบเห็นว่า desktop application ใดก็ตาม ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและใช้อย่างแพร่หลายมาก มักจะมีการบรรจุกลไกพิเศษเอาไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งบางคนก็อาจจะไม่เคยได้ใช้เลย แต่บางคนก็ใช้ซะหลงหัวปักหัวปำเลย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ …
กลไกบันทึกการทำซ้ำอันน่าเบื่อจำเจนั่นเอง!!!
ถ้าเป็นในโปรแกรมของชุด Microsoft Office เราก็จะพบว่ามันมี Macro ที่จะให้เราบันทึกการทำงานเก็บเอาไว้ เพื่อให้เราเรียกมันมาใช้ได้ในอนาคต ในขณะที่ใน Photoshop เองก็มีกลไก Action ให้เราบันทึกการทำงานอันแสนเซ็งแสนน่าเบื่อที่ต้องทำซ้ำ ๆ ได้เช่นกัน
แต่สังเกตกันมั้ยครับว่าของ Microsoft Office จะเหนือชั้นกว่า เนื่องจาก Macro ดังกล่าวถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ VBA ดังนั้นเมื่อบันทึกเรียบร้อยแล้ว เราก็ยังสามารถเข้าไปปรับแต่งโค้ด VBA ให้เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างที่เราต้องการได้ด้วย ในขณะที่ Action ใน Photoshop กลับปรับแต่งโค้ดไม่ได้ …
แล้วพวกเราเห็นกันบ้างมั้ยครับว่า web application ตามหลักการของ Software as a Service ที่ทุกวันนี้เป็นที่นิยมในโลกไซเบอร์นั้น ส่วนใหญ่มันมีกลไกประเภท Macro กันบ้างหรือเปล่า????
รู้สึกว่าจะไม่มีแฮะ เอ หรือว่ามีแล้วผมไม่รู้จักหว่า!!!
บางทีการโหลดรูปทีล่ะรูปมันก็เหนื่อยเน้อะ หรือโหลดคลิปวีดีโอทีล่ะอันก็เหนื่อยเหมือนกัน นี่ยังไม่นับพวกที่อยากจะโปรโมตเว็บตัวเองโดยการเที่ยวพิมพ์ url ทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ อีกนะ
ผมก็เลยว่าน่าจะเป็นไอเดียที่ดีล่ะ ถ้า web application เองก็มีกลไกทำซ้ำแบบ Macro บ้างกับเค้าเหมือนกัน
แล้ว web application แบบไหนบ้างล่ะเนี่ย ที่ต้องการกลไกการทำซ้ำอย่างที่ว่า อือม น่าคิดจริง ๆ
Technorati Tags: macro, action, automate, กลไก, ทำซ้ำ, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, software as a service, saas, web application
ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน 17 February 2008 9:53 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 2 ความคิดเห็นตอนนี้ภาพมันเริ่มจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าข้อมูลส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคลกำลังจะเป็นที่สนใจมากขึ้นจากกลุ่มทุนต่าง ๆ ทั้งไทยและเทศ โดยดูจากแนวโน้มใหญ่ ๆ 2 แนวโน้มอันได้แก่
- การพยายามออกบริการต่าง ๆ ของเว็บไซต์ดัง ๆ เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบรรดาผู้ใช้บริการก็ต่างชื่นชอบ เนื่องจากบริการเหล่านั้นมัน “ดี” และ “ฟรี”
- การที่ภาครัฐกำลังค่อย ๆ ผ่อนคลายกฎระเบียบในการจัดการกับข้อมูลของประชาชนมากขึ้น โดยการให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนในการให้บริการข้อมูลของประชาชนเหล่านั้น และเนื่องจากบริษัทเหล่านั้นอยู่ในรูปของเอกชน จึงเป็นเรื่องไม่ยากนักที่ีบริษัทข้ามชาติจะสามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรหรือถือหุ้นร่วม เพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้นได้
จะเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคล กำลังค่อย ๆ ถูกผ่องถ่ายออกไปจาก 2 หนทางดังกล่าว โดยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ
สมัยก่อนเราคงเห็นภาพบริษัทต่าง ๆ แย่งสัมปทานเหมืองแร่, สัมปทานทำเหล้า, สัมปทานป่าไม้ ฯลฯ จนชินตา แต่ต่อไปเราจะได้เห็นบริษัทต่าง ๆ แย่งสัมปทานข้อมูลของประชาชนกันอย่างเข้มข้น …
ภาพที่ผมคิดเอาไว้ก็คือต่อไปเมื่อภาครัฐปล่อยสัมปทานในการจัดการกับข้อมูลของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทะเบียนราษฎร์, ข้อมูลการใช้สิทธิ์รักษาพยาบาล, ข้อมูลเครดิต ให้กับบริษัทเอกชนต่าง ๆ บริษัทแต่ล่ะบริษัทก็จะได้สิทธิ์ในสัมปทานเพื่อจัดการกับข้อมูลที่แตกต่างกัน …
จากนั้นบริษัทเหล่านั้นก็อาจจะอาศัยช่องว่างของกฎหมาย เพื่อเป็นพันธมิตรแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน หรืออาจจะควบรวมกันเพื่อเติมเต็มความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ที่ต่างฝ่ายต่างถือครองได้สัมปทานอยู่ …
ผมควรจะรู้สึกดีใจมั้ยถ้าต่อไปข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของผม และความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของผม ตกไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนเต็มรูปแบบ โดยมีภาครัฐคอยมองตาปริบ ๆ แบมือรับค่าสัมปทานจากบริษัทที่ว่า แล้วก็ปล่อยให้บริษัทที่ว่าเอาข้อมูลของผมไปฟันกำไรรวยเละอื้อซ่าไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่อ่ะ
อือม ควรดีใจก็แล้วกัน T-T
Technorati Tags: ข้อมูล, ส่วนบุคคล, ประชาชน, สมมติฐาน, คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, ฐานข้อมูล
การประยุกต์ชวเลขในทางคอมพิวเตอร์ 16 February 2008 9:13 am
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : สมมติฐาน , 5 ความคิดเห็นครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อ “ชวเลข” ผมเข้าใจว่ามันเป็นวิชานึงในแขนงคณิตศาสตร์ครับ เพราะเห็นว่ามันมีคำว่าเลขบรรจุอยู่ในชื่อวิชา แต่ภายหลังจากที่ต้องลงทะเบียนเรียนวิชานี้ ผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่คณิตศาสตร์ว่ะ (3 หน่วยกิตแน่ะวิชานี้)
ชวเลขเป็นวิชาหายากซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับยุคสมัยนี้ซักเท่าไหร่ มันถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางพาณิชยกรรม และเป็นวิชาเลือกในคณะนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์
ที่บอกว่ามันไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ก็เพราะว่า ชวเลขเป็นวิชาที่ออกแบบมาสำหรับจดเร็ว ๆ ครับ เพราะสมัยก่อนไม่มีเครื่องบันทึกเสียงแบบ mp3 ดังนั้นวิชานี้จึงเป็นวิชาเขียนสัญลักษณ์ ต้องอาศัยทักษะในการปฏิบัติพอสมควร เหมือนกับการฝึกหัดพิมพ์ดีดบนแป้นพิมพ์ยังไงอย่างนั้นเลย
ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผมเคยเรียนมาก็จริง แต่ก็คืนวิชาให้อาจารย์ไปแล้วเหมือนกัน เพราะไม่เคยเอามาใช้จริงเลย แต่ก็พอจะอธิบายได้จากความทรงจำว่ามันมีกฎง่าย ๆ อยู่ 3 ข้อครับ
- พยัญชนะไทยจะถูกแทนที่ด้วยการขีดแบบง่าย ๆ จะขีดนอน, ขีดตั้ง, ขีดเฉียง หรือขีดโค้งอะไรก็สุดแล้วแต่
- สระจะถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งของการขีด เช่นขีดเหนือบรรทัดก็สระชุดนึง, ขีดคร่อมบรรทัดก็สระอีกแบบนึง และขีดใต้บรรทัดก็อีกสระนึง
- วรรณยุกต์ไม่มีครับ ออกแนวภาษาอังกฤษเลย คือพอเขียนแล้วก็ไม่ต้องสนเรื่องวรรณยุกต์ แต่ตอนอ่านต้องใช้ทักษะเดาเอาเอง ว่าไอ้ขีดแบบเนี้ยแล้วอยู่ตำแหน่งตรงเนี้ย เทียบแล้วมันน่าจะเป็นคำว่าอะไรมีวรรณยุกต์ยังไง แบบนั้น!!!
ผมไม่เขียนตัวอย่างให้ดูนะ … เพราะผมลืมไปแล้ว อิ อิ ^-^
ประเด็นที่จะโม้ก็คือมันเป็นวิชาที่เสื่อมไปมาก มีน้อยคนที่จะได้เรียนมัน และถึงแม้จะได้เรียนมันแล้วก็ใช่ว่าจะได้ใช้มันซะเมื่อไหร่ ของหายากแบบนี้ก็เลยน่าจะเอามาทำเป็นหัวข้อทางคอมพิวเตอร์ได้ไม่ว่าจะเป็น … การแปลงชวเลขให้กลายเป็นข้อความ, การแปลงข้อความให้กลายเป็นชวเลข และการบีบอัดข้อความโดยชวเลข
โดยเฉพาะการบีบอัดข้อความโดยชวเลขนั้นน่าสนใจมาก เพราะอย่างที่พวกเรารู้ ๆ กันอยู่ ว่าโดยปรกติแล้วการบีบอัดข้อมูลนั้น เมื่อบีบอัดแล้วมันแทบไม่เหลือสภาพเดิมเลย ใช้การอะไรก็ไม่ได้ ต้องเอามาคลายก่อนถึงจะใช้งานได้
ผมเห็นเทคโนโลยีเพื่อการบีบอัดรูปภาพ เพื่อการบีบอัดวีดีโอก็เยอะนะ พวกนั้นบีบอัดแล้วก็ยังคงสภาพให้ใช้งานได้ แถมใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บก็ไม่มากด้วย แต่การบีบอัดข้อความแล้วยังคงสภาพให้ใช้งานได้ (อ่านออก) นี่แทบไม่มีคนทำเลยแฮะ
แต่โดยสรุปแล้ว ชวเลขนี่มันเขียนยาก แล้วก็อ่านโคตรยากจริง ๆ นะ สิบอกให้ ^-^
Technorati Tags: คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, สมมติฐาน, ชวเลข
ของหวานของผู้บริหารที่เรียกว่า Datawarehouse 10 February 2008 10:39 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การสร้างซอฟต์แวร์ , 8 ความคิดเห็นหลังจากทุ่มงบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท รวมกับการทุ่มเทแรงงานไปอีกเป็นเวลากว่าปีครึ่ง ในที่สุดองค์กรที่ผมทำงานอยู่ก็มีระบบ Datawarehouse กับเค้าซะที
ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าโครงการนี้ผมไม่เกี่ยว เพราะผมไม่ได้เป็นระดับจัดการของโครงการนี้ แต่บังเอิญว่าการเป็นระดับจัดการในกรอบงานอื่นของผม มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้ไปเห็นรายละเอียดของโครงการนี้ด้วย จึงสามารถเอาเรื่องของระบบนี้มาโม้ให้อ่านเป็นคุ้งเป็นแควได้ในระดับหนึ่ง
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นนั้นเป็นจริง เพราะถึงแม้เราจะเคยร่ำเรียนทฤษฎีทางด้าน Datawarehouse กันมาแล้วโดยการท่องจำศัพท์แสงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งมากมาย เพื่อเอามาตอบคำถามเวลามีใครมาถามเรา หรือเอาไว้ให้เราอ้างอิงหากมีสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แต่มันก็ไม่เท่ากับเราได้เห็นผลลัพท์ของมันด้วยการปฏิบัติจริง
ก่อนที่จะโม้เรื่อง Datawarehouse นั้น เราคงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมต้องมีระบบดังกล่าว แล้วทำไมผู้บริหารขององค์กรต่าง ๆ ถึงโหยหาอยากมีอยากได้มัน อีกทั้งยิ่งได้มันมาแล้วก็จะยิ่งเสพติดไม่อาจถอนตัวจากมันได้
อย่างที่เรารู้ว่าระบบคอมพิวเตอร์นั้นเริ่มมาแบบง่าย ๆ จากนั้นจึงค่อยนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเอาไปเน้นในการทุ่นแรงในทางธุรกิจซะเป็นส่วนใหญ่
แรกเริ่มเดิมทีนั้นกระบวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และผลลัพท์อันเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์อันได้แก่รายงานต่าง ๆ นั้นถือว่ารวม ๆ อยู่ด้วยกัน เป็นกรอบเดียวกัน
ผู้บริหารเองก็ยังไม่สนใจรายละเอียดอะไรมากนัก ขอเพียงแค่ให้ธุรกรรมได้ทำไปอย่างเป็นขั้นตอน รวดเร็ว และสมบูรณ์ก็เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าคอมพิวเตอร์สามารถช่วยได้มาก
แต่ผ่านมาภายหลังก็เริ่มพบว่าระบบทางธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นการจะให้ระบบคอมพิวเตอร์เพียงระบบเดียวรองรับทุกกระบวนการ และให้ผลลัพท์ในทุก ๆ กิจกรรมของกระบวนการก็เลยเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก จึงมีความคิดว่าจะดีมั้ยน้อถ้าเราแยกระบบออกมาเป็นส่วน ๆ จะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการ

ซึ่งการทำแบบนี้ก็ทำให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อยากใช้ระบบไหนก็จัดสร้างจัดหาระบบนั้นมาใช้ หากต้องมีการเพิ่มขยายก็ค่อยต่อเชื่อมเข้ามา หรือหากระบบใดไม่เป็นที่นิยมแล้วก็ถอดออกไปได้โดยง่าย
เกรียนคอมพิวเตอร์ 5 February 2008 9:19 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : การจัดการ , 12 ความคิดเห็นมนุษย์เรามักจะมีความภูมิใจในตัวเองครับ ยิ่งถ้าคิดในสิ่งที่ใคร ๆ ก็คิดไม่ได้, รู้ในสิ่งที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่รู้ หรือทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้หรือมีน้อยคนนักที่ทำได้ ก็จะยิ่งภูมิใจเข้าไปใหญ่ อันนี้น่าจะเป็นความจริงทางธรรมชาติ
การที่เรามีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ หรือมีทักษะในการปฏิบัติการทางคอมพิวเตอร์ ก็จะทำให้เรามีความภาคภูมิใจใช่มั้ยครับ?
ทุกวันนี้เรายังไม่มีแบบทดสอบวัดความรู้ทางคอมพิวเตอร์กลาง ๆ นะ ที่จะวัดได้ว่าเรานั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์แค่ไหนกันแน่ เหมือนกับที่เดี๋ยวนี้มีบริการทางเว็บตั้งมากมาย ที่ให้เราเข้าไปตอบแบบสอบถามเพื่อวัดไอคิวของเราได้
ความภาคภูมิใจในความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ผิดก็จะไม่ดี ผมขอยกตัวอย่างจากสิ่งที่ตัวเองพบก็แล้วกันนะ มันไม่มีอะไรที่แน่นอนเพราะเป็นความเห็นส่วนตัว คือผมมักจะพบกับเกรียนทางคอมพิวเตอร์มากมาย พวกเขาแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันนั่นก็คือ
1. รู้จริง, คิดเองได้, ทำได้จริง แต่มารยาทไม่ดีี
คนเหล่านี้น่าเห็นใจมากเลยครับ เพราะยังไม่สามารถที่จะปรับปรุงปัญญาเชิงอารมณ์ของตนเองได้ ไม่รู้จักการให้อภัยทาน จึงไม่เคยให้อภัยกับคนที่สำแดงความรู้ที่เป็นเท็จ ไม่ให้อภัยกับคนที่คิดเองไม่ได้ และไม่ให้อภัยกับคนที่ทำอะไรผิดพลาด
ถ้าพบใครที่สำแดงความรู้ทางคอมพิวเตอร์ที่ผิดพลาดเมื่อไหร่ คนพวกนี้จะแสดงตนเป็นเทพเกรียน ตำหนิติเตียนความรู้ไม่เท่าของคนที่รู้ไม่จริงโดยไม่ต้องให้สั่ง ทำไปโดยกลไกอัตโนมัติของแกนสมอง ซึ่งบางคนก็ยังดีที่เมื่อตำหนิจนหนำใจแล้ว จึงค่อยคายความจริงออกมา ว่าความจริงแล้วนั้นจะต้องเป็นยังไง
แต่บางคนแย่หน่อย เพราะหลังจากเทพเกรียนเข้าร่างทรงแล้วตำหนิเรียบร้อยแล้ว พอร่างทรงออกกลับลืมบอกไปว่าความรู้อันเป็นจริงนั้นเป็นยังไงกันแน่
